วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 11/18 (1)


พระอาจารย์
11/18 (560622B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มิถุนายน 2556
(ช่วง 1)



(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ให้ทุกคนนี่ตั้งใจฝึกหัดขัดเกลา ดัดนิสัย สันดานของตัวเอง...ที่มันจะทำไปพร้อมกับความไม่รู้ตัว ทำไปพร้อมกับความไม่รู้อยู่ภายใน

จนกว่าความรู้อยู่ภายในนี่มันจะชนะ ...ไม่มีอาการหลง เผลอ เพลิน หายห่างได้ แม้แต่อณูหนึ่ง

นั่นแหละ ขันธ์ทั้งห้าที่ปรากฏอยู่ จะไม่มีอะไรที่มันจะเล็ดลอดไปจากอาการรู้อยู่เห็นอยู่ได้เลย แม้แต่อณูหนึ่ง ปรมาณูธาตุหนึ่งของรูปและนาม ไม่ว่าจะเป็นรูปธาตุหรือนามธาตุที่ปรากฏ 

มันจึงจะพอที่จะเข้าถึงคำว่า...ความหมายว่า...รู้แจ้งแทงตลอดในกองขันธ์ ...จนหาสาระใดสาระหนึ่งในขันธ์ทั้งห้านี้ไม่ได้เลย ล้วนแล้วแต่เป็นอาการเกิดและดับ 

ไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าในขันธ์ห้า...พอที่จะให้เกิด “เรา” ...พอที่จะให้มี “เรา” ไปตั้ง ไปอยู่ ไปผูก ไปมัด ไปมี ไปเป็น...กับมันได้เลย

จึงจะเข้าถึงคำว่า...หลุดพ้นออกจากขันธ์ห้า..ด้วยปัญญา ด้วยความรู้ความเห็นที่เป็นญาณอันวิสุทธิ

นี่ ไม่ต้องถามถึงการเกิดการตายแล้ว ...มันจะไปอยู่ในที่ที่ไม่เกิดไม่ตาย  

มันจะไปอยู่ที่ใจ มันจะไปอยู่ที่ธาตุรู้ มันจะไปอยู่ที่อมตะธาตุที่ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ไปไม่มา ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่ประมาณ ไม่มีรูปลักษณ์ เหนือเกิดและดับ เหนือไตรลักษณ์ เหนือสามโลกธาตุ

ให้มันเห็นกายใจนี่เป็นของดีที่มีอยู่กับเนื้อกับตัว ...เหมือนเป็นตู้พระธรรม เหมือนเป็นตู้พระไตรปิฎก แล้วเปิดอ่าน...ด้วยการดู รู้ เห็น ศึกษาสำเหนียกภายใน...ไม่ท้อถอย

ความเข้าใจ ความรู้จริงตามความเห็นจริงๆ ที่ปราศจากความคิดความเชื่อใดๆ นั่นน่ะ ท่านเรียกว่ารู้จริงเห็นจริง ...มันก็จะพาให้เกิดความรู้แจ้งเห็นแจ้ง ในกองธาตุกองขันธ์ ทั้งรูปธาตุนามธาตุ ทั้งรูปธรรมนามธรรมนี้

ก็จะเห็นว่า กาย-ใจ ขันธ์ห้า เป็นเพียงแค่รูปธรรมกับนามธรรม อาศัยปรับเปลี่ยนหมุนเวียนสลับกัน ...ไม่ใช่ใครของใคร ...เป็นเพียงรูปธรรมกับนามธรรม 

เป็นเพียงธรรมชาติ...ที่เรียกว่าเป็นรูปบ้าง เดี๋ยวก็เป็นนามบ้าง สลับกันไปมา...โดยมีผู้ชักใยยืนโยงให้เกิดอาการรูปนามสลับไปมา...คือกรรมและวิบาก

ซึ่งเป็นผลจากความโง่ในอดีตของจิตเรา มันสร้างทิ้งไว้ ...มันไม่ใช่ของดีของวิเศษ มันไม่ใช่ของเลิศเลอล้ำค่าในภาษาโลกหรอก ...แต่มันล้ำค่าในการที่จะดำเนินไปในที่สุดขององค์มรรค 

จริงๆ มันเป็นผลพวงมาจากความโง่ของจิตของเราในอดีต ที่มันสร้างทิ้งไว้เป็นผล...ให้ต้องมายืน มาเดิน มานั่ง มาอยู่กับมัน ห้าหกเจ็ดแปดเก้าสิบปี หรือเท่าไหร่ก็ตาม

พระพุทธเจ้าท่านฉลาด ท่านมีปัญญา ท่านรู้ท่านเห็น  ท่านก็อาศัยกายนี่...ทั้งๆที่ว่ามันเป็นผลพวงจากความโง่ความไม่รู้ในอดีต ...แต่ท่านจับเอามันเป็นทางเดิน...ในการให้เกิดปัญญา 

เพื่อจะไม่ให้กลับมามี มาเป็นขันธ์ มาเป็นกาย มาเป็นที่ตั้ง มาเป็นที่ครอบใจได้อีกต่อไปโดยสิ้นเชิง

เพราะนั้น...อย่าเบื่อ อย่าท้อ ในการที่จะรู้เพียงแค่สิ่งเดียวกายเดียว ...แม้ว่าความรู้สึกมันอึดอัด มันคับ มันข้องขึ้นมา ...นั่นแหละ ถือว่าเป็นการแผดเผากิเลส 

มันเป็นตบะ...ที่มันเข้าไปแผดเผากิเลสให้เกิดความเร่าร้อนรุ่มร้อนในการที่จะทะยานไป ทะยานหา...ความรู้ก็ตาม เรื่องราวก็ตาม ความสนุกเผลอเพลินก็ตาม 

แล้วมันไม่ได้ไป มันถูกจำกัดให้รู้อยู่เห็นอยู่จำเพาะกายจำเพาะจิตเดียวรู้เดียว มันก็มีความเร่าร้อนภายในเป็นธรรมดา ...แต่ให้ถือว่ามันเหมือนกับเป็นการแผดเผากิเลสภายใน 

จนกว่ามันจะสงบร่มเย็นขึ้นภายใน เพราะอำนาจแห่งการแผดเผาด้วยขันติ...อดทน แล้วก็ตั้งมั่นที่จะรู้อยู่เพียงแค่สิ่งเดียว กายเดียว ปัจจุบันเดียว

เมื่อมันสงบร่มเย็นภายในแล้ว หมายความว่าสมาธิที่ควรแก่งาน คือควรแก่ปัญญาญาณจะเกิด ...จากนั้นไป การดำรงชีวิต การดำเนินชีวิตทุกอย่างเป็นไปด้วยปัญญา 

ไม่มีเป็นเรื่องของใคร ไม่มีเป็นทุกข์ให้ใคร ไม่มีเป็นทุกข์ของใคร มีแต่เป็นทางประเทืองปัญญาทั้งสิ้น ...นั่น ไปๆ มาๆ จากกายใจเป็นทางเดินของปัญญาไปแล้ว 

ต่อไปนี่สามโลกธาตุที่มากระทบสัมผัสกาย ก็เป็นทางของปัญญา ...ไม่ใช่เรื่องที่มาขัดขวาง ไม่ใช่เรื่องที่มาชักจูงให้หลงใหลเผลอเพลิน ไม่ใช่เรื่องที่มาทำให้เกิดอารมณ์หรือเกิดกิเลส 

แต่กลับเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการขัดเกลาอยู่ภายใน ...ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ...ล้วนเป็นทางปัญญาทั้งสิ้น 

ถึงตรงนั้นนี่ ปัญญามันไม่อับไม่จนแล้ว ...ทุกอย่างเป็นปัญญาหมด ปัญญามีอยู่เต็มสามโลกธาตุ

แต่ตอนนี้มองไปมีแต่เรื่องทุกข์สามโลกธาตุ มันไม่สามารถพลิกผันมาเป็นปัญญา...ถ้ามันไม่เดิน ไม่ฝึกอยู่ในองค์มรรคโดยตลอดและต่อเนื่อง

ศรัทธา ความเพียร...เพ่งอยู่ภายใน  เพ่งกายเพ่งใจตัวเองไว้ จนมันไม่เห็นความสำคัญในที่อื่น...นอกเหนือจากกายใจนี้ 

ไม่เห็นเรื่องราวในจิตสำคัญกว่ากายใจนี้ ไม่เห็นคำพูดการกระทำของบุคคลอื่นสำคัญกว่ากายใจนี้ ไม่เห็นอดีตอนาคตที่จะมาถึง หรือที่ดับไปแล้ว สำคัญกว่ากายใจนี้ ..มันเทียบค่าไม่ได้กับกายใจนี้เลย

การภาวนามันจะต้องเอาให้มันถึงจุดนั้นให้ได้ ...ซึ่งแรกๆ ก็ต้องทวน ก็ต้องฝืน ก็ต้องอดทน 

เพราะมันไม่ยอมเห็นความสำคัญของกายใจนี้มากกว่าเรื่องราวในการคิดการพูดของตน หรือการพูดการคิดการกระทำของคนอื่น ...มันมักจะไปให้ความสำคัญกับตรงนั้นมากกว่ากายใจนี้

ต้องภาวนาไม่ท้อถอย ...การละทุกข์ การออกจากทุกข์ การเหนือทุกข์ ยังไงมันก็ต้องทุกข์ ...ไม่มีหรอกภาวนาชาติไหนภพไหนที่มันจะไม่มีทุกข์ ไม่เกิดทุกข์ในการภาวนา 

ถึงบอกว่า “ขันติ” นี่สำคัญ ...ทนอย่างเดียว ...ให้มันตายไปเลย ให้มันเครียดจนตายไปเลย...ถ้ามันจะไม่พูด ถ้าจะไม่ต้องไปปรับทุกข์ให้ใคร ไม่ไปบ่นไปจ่มกับใคร 

ให้มันตายไปพร้อมกับความอยากนั่นน่ะ ...ดูซิ มันจะอยู่ได้มั้ย มันจะทานอำนาจของศีลสมาธิปัญญาได้มั้ย...กิเลสน่ะ มันแน่กว่ามั้ยล่ะ ...ใครมันจะแน่กว่า

อย่าตกเบี้ยล่างของมัน อย่าให้มันมานั่งขี่คอ นอนขี่คอ คอยชี้ คอยกำกับ คอยบงการ ...ไอ้ตัวกิเลสตัวใหญ่ก็คือหน้าเหมือนเราน่ะแหละ ...นั่นแหละ "เรา" นั่นแหละ (หัวเราะกัน) 

ไม่ต้องไปหาที่อื่นเลย โคตรกิเลสเลย...เรานั่นแหละ ...อย่าไปฟัง อย่าให้มันขี่คอชี้นำ ชี้นกก็ต้องเป็นนก ชี้ไม้ก็ต้องเป็นไม้ ชี้นกก็ให้เป็นไม้ ชี้ไม้ก็ให้เป็นนก มันชี้มันสั่งได้หมดเลย

ต้องเอาศีลสมาธิปัญญาเข้าไปแก้มัน ให้ศีลสมาธิปัญญามันเหนือกว่า ให้มันมีอำนาจเหนือกว่ากิเลสหรือความเป็นเรา ความอยากของเรา ความไม่อยากของเรา

ตราบใดที่ยังไม่ได้เข้าสู่โคตรภู ยังไงๆ ก็ยืนเดินนั่งนอนอยู่กับ "เรา" กันนั่นแหละ มันไม่หายไปไหนหรอก ...ก็ต้องทนกับมันไป 

มันก็คอยแสดงอาการ อย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น อย่างนู้น ตลอดเวลาอยู่ ...มันบงการอยู่ภายในจิตนั่นแหละ สร้างเรื่องสร้างราวเสมือนจริงเป็นจริง อยู่ในจิตนั่นแหละ

ถึงบอกว่าอย่าไปฟังมัน เดี๋ยว "เรา" มันก็ค่อยๆ หงอยเหงาไปเองน่ะ  เห็นมั้ย เวลาไปอยู่คนเดียวแล้วมันรู้สึกเหงา มันหงอย มันจะตายแล้วนั่นน่ะ...“เรา” จะตายแล้ว นั่น ที่รู้สึกว่าเราจะตายแล้ว มันเหงา

นี่ก็กลัวมันตายอีกต่างหาก ก็เลยไปหาอาหารการกินให้มัน...ด้วยการคุยๆๆๆ ... “เรา” ก็สดชื่นขึ้นมาเลย มีความสดชื่นเบิกบานอยู่ภายใน “เรา”  

ไม่ใช่เบิกบานในใจนะ ไม่ใช่เบิกบานด้วยผู้รู้ผู้เห็นนะ ...แต่มันเบิกบานใน “เรา” 

เพราะได้คุยแล้ว ได้เที่ยวแล้ว ได้ปรับทุกข์ ได้กระจายความทุกข์ให้คนอื่นเขารับรู้ ...เพื่อให้เขามายอมรับว่าเราทุกข์จริงๆ มีเพื่อนร่วมทุกข์ มีสุขร่วมเสพแล้ว สดชื่น สบายใจ 

มันก็ว่า "เราสบายใจ" ...แต่จริงๆ ใจเขาไม่เคยสบายหรือไม่สบายหรอก ... มันสบาย “กู” (หัวเราะกัน) สบาย “เรา” ต่างหาก เนี่ย  มันเป็นอย่างนั้นกัน

จริงๆ แล้ว ใจไม่มีคำว่าสบายหรือไม่สบาย...มีแต่รู้กับเห็น 

ใจไม่เคยเป็นทุกข์ ใจไม่เคยเป็นสุข ... ที่ว่าสุขว่าทุกข์นั่นน่ะ "เรา" นะ

ภาวนาให้มันได้ ...อยู่คนเดียวนานๆ ไม่พูดกับใคร ถามคำตอบคำ ทุกคำตอบ ทุกประโยค รู้ได้ตั้งแต่ ก่อนจะพูด กำลังพูด พูดเสร็จ ...นี่สติที่สมบูรณ์จะเป็นอย่างนั้น  

คำพูดก็จะสั้น แล้วก็ได้ถ้อยได้อรรถ ...ไม่ใช่ได้แต่พยัญชนะ ได้ข้อความ ไม่ใช่น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง มันไม่เป็นแกง มันจะเป็นแกงจืดไร้รสชาติไปเลย

เพราะนั้นถ้าพูดแบบมีสติ มันจะพูดเท่าที่มันจำเป็น ไม่เกินนั้น ...ถ้าเกินนั้นมันก็รู้ มันก็ละ...จิตน่ะ มันพล่าม เพ้อเจ้อ ...ครูบาอาจารย์หรือใครล่ะจะมาดัดสันดานตัวเองได้ 

แต่ศีลสมาธิปัญญา มันเป็นตัวดัดสันดาน “เรา” ...เพราะนั้น “เรา” ก็ไม่ค่อยเป็นอิสระในการคิด ในการไปการมาแล้ว ...นี่ มันก็เริ่มใกล้จะตายแล้ว 

ตายจากความรู้สึกเป็นเรา ตายจากความเป็นตัวเราลอยๆ ตายจากความเห็นอย่างมั่นคงแน่นหนาถาวรในความเป็นเรา นี่ ให้มันตายซะ...ในขันธ์นั่น

เพราะ "เรา" มันจะตายด้วยอำนาจของศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น ...ไม่มีทางตายด้วยวิธีอื่นเลย  

ไอ้ตายวิธีอื่นเขาเรียกว่ามันตายหลอกๆ ไม่ตายจริง ...การภาวนาอย่างที่เคยทำมา มันก็เป็นการภาวนาหลอกๆ ไม่ได้เข้าไปทำให้ "เรา" นั้นตายจริงๆ 

กลับมีการแอบอ้าง แอบไปป้อนอาหารให้มัน คอยให้มันไม่ชูหางชูหัวขึ้นมา เผยอขึ้นมา อวดดีอวดเก่งขึ้นมา อวดรู้ อวดโง่นั่นแหละ

ถึงว่าเป็นการภาวนาหลอกๆ ไม่ใช่ภาวนาจริงๆ ...มันยังภาวนาแบบตามตำราบ้าง ภาวนาแบบเขาบอกให้ภาวนากันอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง 

มันไม่ภาวนาด้วยมรรค มันไม่ได้ภาวนาด้วยศีลสมาธิปัญญาจริงๆ ...ผลที่ได้มันก็แตกต่างกัน


(ต่อแทร็ก 11/18  ช่วง 2)



แทร็ก 11/17



พระอาจารย์
11/17 (560622A)
22 มิถุนายน 2556


พระอาจารย์ –  เป็นยังไงกันบ้าง..ภาวนา ได้เรื่องได้ราวกันบ้างรึเปล่า 

ไม่ใช่ปล่อยให้มัวแต่ภาวนาหาเรื่อง มันภาวนาเรื่องมาก..มากเรื่อง ...ภาวนาแล้วเรื่องมันจะต้องน้อยลง อย่าภาวนาให้มันเรื่องมาก..มากเรื่อง ...ภาวนาละ ภาวนาเลิก ถอดถอน เป็นไปเพื่อความละวาง

จนมันเหลือน้อย เหลือสั้น ...ให้มันหด ให้มันกำชับ ให้มันหดเหลืออยู่แค่ปัจจุบันกาย ปัจจุบันขันธ์ ปัจจุบันรู้ ...อย่าให้อะไรมันยืดยาวออกไปในจิต 

จิตมันสร้างเรื่องสร้างราว ไขว่คว้าไป ค้นไป ...ให้ระงับ  เท่าทัน...แล้วก็ระงับ ความคิดความปรุง ความฟุ้งซ่าน ...กลับมาตั้งมั่น รู้อยู่ เห็นอยู่ ภายในกายใจปัจจุบันน่ะ

มันต้องทำซ้ำๆ ซากๆ อยู่ในสติ อยู่ในรู้ อยู่ในปัจจุบันกาย ปัจจุบันรู้ ...จนมันไม่มีช่องว่างให้จิตมันเล็ดลอดไปไหนมาไหนได้น่ะ ตั้งแต่ความคิด อารมณ์ ความเผลอเพลินเลื่อนลอย ความหลงลืมหายไป 

มันจะไม่มีช่องทางเล็ดลอดออกไป ...สติ..ต้องฝึก ทำ เจริญขึ้นมา ให้ได้มี ให้ได้เป็นในสติในปัจจุบัน...ก็คือการรู้ตัว จนเกิดความรู้ตัวทั่วพร้อม

ปัญหา ความสงสัยลังเล มันก็จะค่อยๆ หมดไป สิ้นไป ในตัวของมัน ...เพราะไม่มีจิตที่จะไปสงสัยที่นั้นที่นี้ ที่มันซัดส่าย ซัดเซพเนจรไป

รวมจิตรวมใจเป็นหนึ่ง...ด้วยสติในปัจจุบันเสมอ กลับมารู้อยู่เห็นอยู่กับกายเป็นหลัก ...ออกนอกกายเมื่อไหร่ ลืมกายเมื่อไหร่ก็หลงเมื่อนั้น

ภาวนาก็มีอยู่บทเดียวบาทเดียวนั่นแหละ มีฐานเดียว เอากายเป็นฐาน ย้ำลงในฐานเดิม ฐานให้มันมั่น ให้มันแน่น มั่นคงแน่นหนาในศีล สมาธิ แล้วปัญญามันก็จะเกิดขึ้นมา...ด้วยการรู้เห็นด้วยตัวของมันเอง 

เพราะปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ภายนอกหรอก ปัญหามันอยู่ที่ภายในนี่แหละ ...จิตมันไม่รู้แจ้ง มันไม่เห็นจริง ในขันธ์ในกาย มันเลยเกิดปัญหาไปไม่จบไม่สิ้น

เพราะนั้นจุดเริ่มต้นของปัญหาคือ...มันไม่เข้าใจขันธ์ตามความเป็นจริง มันไม่เข้าใจกายตามความเป็นจริง  มันเลยไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจสิ่งที่ล้อมรอบกาย สิ่งที่แวดล้อมกับกายกับขันธ์ 

จิตมันจึงสร้างความคิดความเห็นมากมาย ไม่จบ เต็มไปด้วยความสงสัยลังเล ทะยานอยาก ค้นหาไม่จบ

เมื่อใดที่มันกลับมาตั้งมั่นอยู่ภายใน แล้วมันก็ทำความรู้แจ้งเห็นจริงในกายในขันธ์นี่ ปัญหามันก็จะค่อยๆ หมดไป ...มันก็รู้จัก รู้จริง รู้แจ้ง อยู่ภายใน

ว่าขันธ์นี้ กายนี้ มันก็เป็นเท่านี้ มันเป็นแค่นี้ มันไม่ได้เป็นอะไรของใครหรอก ไม่มีใครสามารถครอบครองขันธ์นี้ได้ ...เป็นเพียงที่อยู่ที่อาศัยชั่วคราวของจิตของใจ...ของจิตที่ยังมีกิเลสความไม่รู้ 

ก็เป็นที่อยู่ที่อาศัยชั่วครั้งชั่วคราว ...ไม่สามารถเอาอะไรไปผูกพันมั่นหมายกับมันได้ ไม่ว่าจะห่วง จะหวง จะอาลัยอาวรณ์มันขนาดไหน 

การดำเนินไปของขันธ์ การเป็นไปของขันธ์ของกาย มันก็เป็นไปเพื่อความดับ ความสิ้น ความเสื่อม ความสลาย ความหมดไร้ซึ่งตัวตนในตัวของมันอยู่แล้ว ...นั่นน่ะ มันจึงจะเข้าใจความเป็นจริง

แต่เมื่อมันไม่เข้าใจความเป็นจริงในกายในขันธ์ มีการอาลัยอาวรณ์ ไขว่คว้า ค้นหา หมายมั่น ...มันก็จึงเกิดความค้นหา หมายมั่น ครอบครองไปทั่ว...ไม่มีลิมิท ไม่มีประมาณ...เพื่อให้ได้มา ให้เป็นไป

เพราะนั้นการภาวนา...ถ้ามันยังหยุดจิตไม่ได้ ไม่สามารถเท่าทันอาการของจิต ยังไหลหลงไปตามอำนาจของจิต อำนาจของความคิด อำนาจของความปรุงแต่ง 

มันไม่มีทางจะเจอ หรือเข้าใจความเป็นจริงในกายในขันธ์ได้เลย ...มันมีแต่ส่งออก ค้นหา ในสิ่งที่ไม่ใช่สาระ ไม่มีแก่นสาร เป็นอดีตเป็นอนาคต เป็นที่ต่างๆ ทั้งที่ดับไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่เกิด

การฝึกอบรม...ก็ต้องเริ่มอบรมด้วยการมากำหนดระลึกรู้อยู่กับปัจจุบัน...โดยถือกายเป็นปัจจุบัน ...จนมันเห็นความชัดเจนของกายในปัจจุบันจริงๆ จนให้มันเห็นความสำคัญของปัจจุบันกายจริงๆ 

จนมันเห็นความสำคัญนี้...มากกว่าความคิด อารมณ์ เรื่องราว ที่จิตมันคอยให้ค่าให้ความสำคัญ เวลาคิด เวลานึกถึงอะไร มันก็ไม่ยอมละ มันก็ไม่ยอมเลิก ...บอกให้มันละ บอกให้มันเลิก มันก็ไม่ยอม 

เพราะมันไม่เห็นความสำคัญของปัจจุบันกายปัจจุบันรู้มากกว่า...เรื่องราวในจิต เรื่องราวในอารมณ์ เรื่องราวของคนอื่น การกระทำคำพูดของคนอื่น

มันให้ความสำคัญน้อยกว่า มันให้ความสำคัญของกายปัจจุบัน มันให้ความสำคัญของรู้ปัจจุบันน้อยกว่าเรื่องราวในความคิด เรื่องราวของผู้คนรอบข้าง ...มันก็เข้าไปคลุกเคล้า หมกมุ่น มัวเมาอยู่ในนั้น 

ซึ่งนั่นมันเป็นสาเหตุของการที่เกิดทุกข์อยู่ ...มันก็ไม่รู้จักว่านี่แหละคือสาเหตุของทุกข์ อยู่ตรงที่เข้าไปหมกมุ่นมัวเมาในความคิด ในอารมณ์ในจิต ในอดีตในอนาคตน่ะ

จนกว่ามันจะเห็นความสำคัญของปัจจุบันกายปัจจุบันรู้ ด้วยตัวของมันเอง...ทีละเล็กทีละน้อย  มันจึงจะให้ค่าให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าความคิดความปรุง มันจึงจะละออกได้ แบบง่ายดาย ไม่เข้าไปพัวพัน

เวลาเกิดอารมณ์ เวลาเกิดความคิด เวลามีเรื่องราวภายนอกมากระทบ ...ด้วยความคุ้นเคย เคยชิน มันจะเข้าไปจมแช่กับเรื่องราวที่มากระทบ  ไม่ถอด ไม่ถอน ไม่ถอย ไม่ยอมละไม่ยอมวาง  

มันเข้าใจว่ามันจะได้ผล อยู่ในเรื่องราวนั้นๆ  มันเข้าใจว่ามันจะเกิดความรู้ความจริงในเรื่องราวนั้นๆ ...ซึ่งแท้ที่จริงน่ะมันเป็นความไร้สาระทั้งสิ้น  ยิ่งคิดยิ่งแก้ ยิ่งหายิ่งค้น ก็ยิ่งมืด ยิ่งเศร้าหมอง ขุ่นมัว

(ถามโยม) ฟังธรรมน่ะรู้เรื่องมั้ย


โยม –  ก็คิดว่าพอเข้าใจค่ะ จะเอาไปปฏิบัติต่อค่ะ

พระอาจารย์ –  ต้องเข้าไปที่ใจ ไม่ใช่เข้าไปที่หู ...เข้าไปอยู่ที่รู้ อย่าทิ้งรู้ อย่าห่างจากรู้ อย่าห่างจากกาย อย่าให้มันอยู่กับความลืมความหลง  นั่นแหละ มันเป็นรากเหง้าของการภาวนา

ถ้าภาวนาแล้วไม่มีความรู้ ไม่เกิดความรู้...ซึ่งไม่ใช่ความรู้ที่รู้ไปเรื่อย เป็นเรื่องราว ไม่ใช่ความรู้ที่เป็นภาษาตัวอักษรข้อความเมสเสจอะไรอย่างนั้นนะ  

แต่คือถ้าไม่มีความรู้หรือตัวรู้หรือว่าตัวผู้รู้...อยู่ในกายอยู่ในขันธ์นี่  มันไม่เรียกว่าภาวนาหรอก มันภาวนาหลงไม่ใช่ภาวนารู้

เพราะนั้นการที่รู้นี่มันจะตั้งมั่นอยู่ได้  มันจะรู้ลอยๆ ไม่ได้ ...มันจะมาตั้งรู้อยู่ลอยๆ ไม่ได้  มันจะต้องรู้อยู่กับอะไร...พระพุทธเจ้าถึงวางสติปัฏฐาน ๔ ไว้... เป็นฐาน

แต่ในที่นี้ เวทนา จิต ธรรม นี่มันเป็นฐานที่เป็นนาม ...โดยภูมิปัญญา สติปัญญาขั้นแรกขั้นต้นนี่ มันไม่สามารถจะไปตั้งกับฐานของนามได้...ด้วยความต่อเนื่อง  

เพราะมันจะโง่กว่าจิต มันจะโง่กว่ากิเลส ...เพราะมันยังโง่กว่าจิต ยังโง่กว่า “เรา” ยังโง่กว่ากิเลส

มันจึงต้องเอาฐานของศีล..ฐานของกายนี่เป็นหลัก ให้รู้อยู่กับกาย ...อาศัยกายนี่เป็นบาทฐาน เป็นที่มั่น เป็นที่ตั้งของใจ...โดยมีสติน่ะเป็นตัวกำกับ 

แล้วก็ภาวนาลงในจุดเดียวนี่แหละ ...อย่าไปเยิ่นเย้อ อย่าไปยืดเยื้อ  อย่าไปโลภ อย่าไปอยากในธรรม คนนั้นคนนี้พูดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ สภาวะนั้นสภาวะนี้ 

อย่าไปโลภมาก อย่าไปทำให้จิตมันเผยอ ผยอง ทะยาน ...ก็สำรวมจิตไว้อยู่ภายใน ให้มันอยู่ในอาการระงับ...อยู่กับรู้..อยู่กับเห็น เรียกว่ารวมจิตกับรวมใจนี่ให้มันเป็นหนึ่งอยู่ในปัจจุบันรู้  

แล้วจากนั้นน่ะ...มรรคหรือครรลองของมรรค มันก็จะเดินไปตามครรลองของมัน ...ไม่ใช่ของเรา...ไม่มี "เรา" เป็นผู้พาเดิน ไม่มี "เรา" เป็นผู้พาปฏิบัติ 

แต่ว่าศีลสมาธิปัญญาเป็นผู้พาปฏิบัติไปในครรลองของมรรคหรือวิถีแห่งมรรค หรือว่ามรรคาปฏิปทา ...
ไม่ใช่เป็นปฏิปทาของเรา หรือว่าของเขา หรือว่าของคนนั้นคนนี้ ...อันนั้นมันเป็นปฏิปทาของกิเลส

แต่ถ้าอยู่ในองค์ ศีล สมาธิ ปัญญา...โดยมีสตินี่เป็นตัวกำกับ  มันจะเป็นครรลองของมรรค เรียกว่าเป็นทางอันประเสริฐ ...ไม่ใช่ทางของเรา  

ถ้าเป็นทางของเรา เดี๋ยวก็จะมีทางของมัน เดี๋ยวก็มีทางของคนอื่น ที่ไม่เหมือนกัน ...แต่ถ้าเป็นครรลองของมรรค ทางของมรรคล่ะ...เป็นทางเดียว เหมือนกันหมด 

ไม่ว่าจะมาจากเส้นสายไหน อุบายไหน วิธีการไหน สำนักไหน เผ่าพันธุ์ไหน ชนชาติไหน มีความคิดเห็นอย่างไร ไม่เหมือนกันขนาดไหน ยังไงๆ ...มรรคมันมีอยู่เส้นเดียว

แล้วการเดินไปท่ามกลางองค์มรรค ศีลสมาธิปัญญา..เป็นกรอบ ...มันจะเป็นการเดิน..ที่เดินไปบนเส้นทางที่ปราศจาก “ตัวเรา..ของเรา”

เพราะอะไร ...เพราะว่าเวลาที่มันเกิดความเป็นตัวเราของเราขึ้นมา...ในภาวะที่เป็นกลาง ที่เป็นมรรคปฏิปทานี่ ...มันจะเห็น มันจะเห็นความเป็นเราปรากฏขึ้น 

นี่ มันไม่เอาไว้ทำซากทำพันธุ์หรอก มันก็จะละ มันก็จะชำระออก ...นอกจากประมาท เลินเล่อ ยังปล่อยให้มันลอยนวลอยู่ มันก็เหมือนกับทิ้งเชื้อไว้ให้มันเกาะกุมกัดกินอยู่ภายใน 

คือเมื่อใดที่มันมีเรา แล้วเราประมาทมัวเมาอยู่กับเรา แล้วก็ปล่อยเผลอเพลินอยู่กับเรา มันก็จะไปกัดกิน กัดกร่อนศีลสมาธิปัญญาภายในที่มันรักษาองค์มรรคไว้ให้มันเสื่อมถอยเสื่อมคลาย ให้มันอับจน

ให้มันกลับไปเดินในเส้นทางของเรา คือเส้นทางอย่างที่เคยบอกว่า...มันเป็นเส้นทางวิบัติ หายนะ หมุนวน เป็นทุกข์ เหมือนอยู่ในเขาวงกต ดิ้นไม่ออก สลัดไม่หลุด

ผู้ปฏิบัติต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่ง อาจหาญ ในการละในการวางตัวตนของเรา ...เมื่อเห็นว่ามีเราเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทิ้งได้ทิ้ง วางได้วาง ละได้ละ ออกได้ออก 

ถ้ายังออกไม่ได้...ก็รู้อยู่ ตั้งท่ากันอยู่  ระวังเท่าทัน คอยไม่ให้มันกำเริบเสิบสานไปตามอำนาจของเรา ...เพราะนั้นในเรื่องราวภายนอกนี่ สถานที่ เวลาไหน ช่วงไหน ต้องสำรวมระวังเสมอ 

พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า สถานที่...ที่ เปลี่ยว วิเวก ปราศจากผู้คน เป็นรุกขมูลบ้าง เป็นถ้ำบ้าง เป็นป่าบ้าง ป่าช้าบ้าง บ้านร้างบ้าง ที่นาที่ว่างเปล่าบ้าง 

เหล่านี้ มันเอื้อต่อการที่จะไม่เกิดความเป็นเราของเรากับบุคคลอื่นได้ง่าย ...มันจึงเป็นเหตุที่เอื้อต่อองค์มรรค ศีลสมาธิปัญญาภายใน ที่มันจะดำรงความต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนแนบแน่น แข็งแรง มั่นคง

แต่สถานที่ใดที่มีเรื่องราวมากมาย บุคคลมากมาย กิเลสมากมาย ...พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามันเป็นที่อโคจร ไม่ได้เป็นที่ที่เป็นมงคล...ต่อมรรคต่อผล 

แต่มันเป็นมงคล...ต่อโลก ต่อกิเลส ต่อความสุขความทุกข์ของคนในโลก ...มันตรงข้ามกัน

สำหรับผู้ที่มุ่งหวังจะภาวนาเพื่อให้เกิดทางเดินของมรรค ก็พยายามหลีกลี้ หลีกเร้นการข้องแวะคลุกคลี พูดคุย ...ให้อยู่เงียบๆ กับตัวเองมากๆ 

ใครเขาจะว่าบ้า ใครเขาจะว่าประสาท ใครจะว่าอะไร ...ชั่งหัวมัน  เพราะมันยังโง่...โง่ที่จะจม โง่ที่จะมาวนเวียนเกิดตายอยู่ในโลก...ด้วยความไม่รู้

การปฏิบัติที่จะเป็นไปเพื่อออกจากการเกิดการตาย มันจึงจะต้องไม่ได้ปฏิบัติแบบดำเนินชีวิต..ดำรงชีวิตแบบคนในโลก ...ไม่งั้นมันจะเหนือโลก หลุดจากโลกได้อย่างไร  

อย่าไปฟังเสียงคำครหานินทา เกรงใจคนนั้นคนนี้ หรือคอยต้องพูดต้องคุยเพราะเกรงใจ ...ไปเกรงใจกิเลสคน กิเลสตัวเองทำไม

นี่ ก็เกรงใจศีลสมาธิปัญญาซะบ้าง เกรงใจพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ซะบ้าง ...เพราะเหล่าศีลสมาธิปัญญา เพราะเหล่าพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ท่านอยู่ด้วยความสงบ เป็นกลาง ไม่วอกแวก ไม่หวั่นไหว

ก็ให้กลับมารู้อยู่กับตัวเงียบๆ ยืนเดินนั่งนอน...รู้อยู่เห็นอยู่  ยืนเดินนั่งนอน...รู้อยู่เห็นอยู่  วนเวียนซ้ำซากลงไป...กับอาการใหญ่อาการย่อยในกาย

จะขยับ จะไหว จะเหยียด จะคู้ จะหมุน จะหัน จะเหลียว จะก้ม จะเงย จะลุก จะนั่ง จะกิน จะเคี้ยว จะดื่ม จะกลืน เหล่านี้

คนนึงเกิดมา อายุห้าหกสิบ สี่สิบสามสิบปี กินข้าวมาเป็นแสนมื้อแล้ว ...เคยรู้ตลอดการกินบ้างไหม เคยรู้ตัวทั่วพร้อมในการกินบ้างมั้ย กินมาตั้งเป็นแสนครั้งแสนมื้อแล้ว

ก็ยังไม่เคยตั้งใจที่จะมาทำความรู้ชัดเห็นชัดในการกิน การเคี้ยว การอ้า การกลืน การกระดก การพลิกลิ้น การลิ้มรส ความซ่านไปของรส การบีบรัดของกระเพาะท่ออาหาร 

เคยรู้เคยสังเกต เคยดูเคยเห็นมั้ย โดยตลอด ด้วยความต่อเนื่องกันไหม ...กินก็เป็นแสนรอบแล้ว ขี้เยี่ยวไม่รู้กี่ล้านครั้งแล้ว เคยรู้อาการขี้อาการเยี่ยวโดยตลอดบ้างมั้ย 

หรือทำไปลวกๆ ทำไปด้วยความเคยชิน ทำไปด้วยความเผลอเพลินไหลหลง ทำไปพูดไป ทำไปคิดไป ทำไปหลงไปลืมไป ไม่รู้เนื้อรู้ตัวไปตลอดเวลา ซ้ำซาก

นี่ อาการของกายนี่ มันมีอยู่ตลอด ...แล้วมันยังมีอะไรอีกมากมายในกาย..ที่เป็นเหตุแห่งกายที่ปรากฏ และเรายังไม่รู้เห็นเท่าทันอาการของมันกันเลย

อย่างนี้ แล้วมันจะเกิดความรู้แจ้งแทงตลอดในกายได้อย่างไร มันจะเกิดอาการรู้แจ้งแทงตลอดในขันธ์ห้าได้อย่างไร

มันหมดเวลาไปตรงไหน ...หมดเวลาไปกับการสนุกสนาน เพลิดเพลิน เมามันกับคำพูด พูดคุย สังสรรค์ ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ คนนั้นคนนี้ ญาติโกโหติกา ญาติเยอะ คอยนับญาติอยู่เรื่อย

แต่อาการในกายยังรู้ไม่ทั่วเลย อย่างที่เราบอก...กินมาเป็นแสนรอบแสนครั้ง ขี้เยี่ยวเป็นล้านครั้ง เคยใส่ใจตั้งใจที่จะรู้จะเห็นอาการของมันโดยตลอดมั้ย 

การกินก็แค่ห้านาทีไม่เกินสิบนาทีนี่ ขี้เยี่ยวอาบน้ำไม่เกินสองสามนาทีนี่ มันไปอยู่ตรงไหนล่ะ หือ ...ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ภาวนานี่ มันจะต้องละเอียด ถี่ถ้วนทุกกระเบียดนิ้วเลย 

มันจึงจะตีกายนี่แตกกระจัดกระจายออกเป็นอณูธาตุได้ จนหาความสำคัญมั่นหมายไม่ได้ในความเป็นเรา  จนไม่เห็นองคาพยพ อณูไหน การปรากฏอย่างไรของกายว่าเป็นเราตรงไหน

มันจึงจะพอทัดทาน หรือลบล้างมิจฉาทิฏฐิในกาย ที่เรียกว่าสักกายทิฏฐิ ความยึดหน้าถือตา ความยึดตัวถือตน ความยึดมั่นในเราของเรา...เป็นเราของเรา

ถ้าภาวนาแบบเล่นๆ ทำพอเป็นพิธีน่ะ จะมาสู้กับกิเลสไม่ได้ ...หรือภาวนาพอให้คนเขานับถือ นับหน้าถือตาว่าเป็นนักภาวนา ก็เหมือนกับ หลอกคนภายนอกได้ 

แต่เหตุแห่งการปฏิบัติในศีลสมาธิปัญญา...มันไม่เพียงพอที่จะไปชะล้าง ลบล้าง เพิกถอนความเห็นผิดภายใน ซึ่งมันมากมายมหาศาลท่วมทับทวีคูณอยู่ในสามโลกธาตุ

เพราะเราเกิดตายมาด้วยความหลงใหลเผลอเพลิน ...เกิดตายมากี่ชาติๆ กี่ภพกี่ชาติ ก็อยู่ด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำไปตามอำนาจของความไม่รู้ตลอดเวลา 

มันไม่เคยทำตามอำนาจของความรู้เลย ไม่ได้ทำด้วยอาการรู้อยู่แล้วจึงทำเลย ...นี่ ต้องรู้อยู่ เห็นอยู่ แล้วก็ทำพร้อมกับความรู้อยู่เห็นอยู่ นะ


(ต่อแทร็ก 11/18)