พระอาจารย์
11/1 (560504A)
4 พฤษภาคม 2556
พระอาจารย์ – ทำไมชอบไปหลายเรื่อง ทำไมชอบ...เดี๋ยวก็ไปตรงนั้น เดี๋ยวก็ไปตรงนี้
ทำไมไม่รวมให้เป็นเรื่องเดียว ... คำว่ารวมให้เป็นเรื่องเดียวก็คือรวมลงที่กาย ไม่ต้องไป...จิตอย่างนั้น
อารมณ์อย่างนี้ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ไปอย่างนั้น ...คืออย่าให้มันหลายเรื่อง
ที่มันหลายเรื่องน่ะ มันเป็นอาการที่เรียกว่าอาการของจิต แล้วมันซับซ้อน จิตนี่คือความซับซ้อน ...ไม่มีทางทันมันหรอก ไม่มีทางจะตลอดเวลากับมันได้หรอก เดี๋ยวมาท่านั้น แล้วมันก็ไปก็ไปท่าโน้น มันก็พล้อบแพล้บๆ ของมันอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ
ถ้ามันเป็นเรื่องเดียวกัน
เอาเป็นเรื่องเดียว แล้วก็รู้ที่เดียว อย่างที่เราบอกแล้วบอกเล่า บอกซ้ำบอกซาก
บอกทุกครั้งบอกทุกคนว่า...รู้ตัว อันเดียว ที่เดียว...จบ
แล้วต้องจบที่ตรงนั้น อย่าไปจบที่อื่น ...อย่าไปให้มันจบที่จิต อย่าไปให้จบที่อารมณ์ อย่าให้ไปจบที่กิเลสดับไป
อย่าให้ไปจบที่เรื่องราวในจิตมันดับ แล้วก็ไปคอยให้เรื่องราวในจิตนั้นมันดับ
อะไรอย่างนี้
มันไปจบที่อื่นน่ะไม่จบ ...ให้มันมาจบที่กายปัจจุบัน ว่ามันอยู่ยังไง เป็นยังไง และให้ทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่องราวอะไรนี่...ละซะ ละซะ...อย่าเอามาเป็นธุระ อย่าเอามาเป็นภาระ
อย่าเอามาเป็นเรื่องของมรรคและผล เพราะมันเป็นเรื่องนอกมรรคและผล
อันนี้เราไม่ได้พูดเรื่องจิตตานุสติปัฏฐานนะ
เราไม่ได้พูดในแง่นั้น
แต่เราพูดในแง่ศีลสมาธิปัญญา ... อย่าให้จิตมันพาให้เรื่องราวมันเกิดนอกองค์ศีลหรือนอกกาย ... ให้มันสำรวมอยู่ในกาย ให้มันมีขอบเขตของกายเป็นตัวรั้ง
เป็นตัวกัน...เป็นตัวกันจิตไม่ให้มันออกนอกกาย
ถ้ามันออกนอกกายแล้วนี่
มันจะเรื่องมาก แล้วก็จะมากเรื่อง แล้วก็จะมีเรื่อง แล้วก็จะเป็นเรื่อง
แล้วก็จะไม่มีทางจบเรื่อง ใช่ป่าว
แต่ถ้ามันอยู่ในกายนี่...จบ ... แต่ระหว่างที่มันอยู่ในกายนี่ มันก็ดิ้นน่ะ
ทุรนทุราย กระวนกระวาย อึดอัด คับข้อง...ด้วยความอยาก อยากคิดต่อ อยากคิดไปข้างหน้า
อยากคิดเรื่องที่แล้วมา อยากจะทราบความเป็นไปของคนนั้นคนนี้...ทั้งคนที่เกลียดและคนที่ชอบ
อะไรอย่างนั้นน่ะ
คือให้มันอยู่ในกรอบ จิตมันต้องมาจบที่กายให้ได้
อย่าให้มันไปจบนอกกาย ว่า '...เออ
ดูไปจนกว่ามันจะดับ แล้วก็รอให้มันเกิดขึ้นมาใหม่ก็ค่อยดูมันใหม่จนกว่ามันจะดับ' พอมันไม่ดับก็เริ่มหงุดหงิดแล้ว พอเริ่มดูไปยาวๆ เนื่องกันยาวๆ แล้วก็เริ่มอ่อนล้า
เริ่มเหนื่อย จะเหนื่อย
เพราะเรื่องมันจะเปลี่ยนแปร ผันแปรไปตลอดทั้งวันน่ะ
ทุกอายตนะ ทุกผัสสะ แม้ไม่มีอายตนะภายนอก
ไม่มีผัสสะภายนอก มันก็คิดเอาเองน่ะ...สัญญา
เพราะนั้นอย่าลืมตัว อย่าลืมกาย ... ถ้าลืมตัวลืมกายก็เรียกว่าไม่รักษาศีล ถ้าไม่รักษาศีลหมายความว่า...ไม่มีทางที่จิตจะตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ
เพราะศีลนั้นเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ แล้วสมาธิจึงเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ... ถ้าไม่ตั้งอกตั้งใจรักษาศีลน่ะ
ไม่ต้องถามหาสมาธิหรอก ถ้าไม่ได้สมาธิก็ไม่ต้องถามหาปัญญาหรอก
ถ้าเป็นปัญญาแบบเลื่อนๆ
ลอยๆ น่ะได้ คือเห็นอาการจิตวูบวาบเกิดดับน่ะ
แล้วเข้าใจว่าเกิดความเห็นความไม่เที่ยง ความดับไปของจิตน่ะ นั่นแหละ ปัญญาแบบเลื่อนๆ ลอยๆ ...
ละกิเลสไม่ได้หรอก ออกจากกิเลสไม่ได้หรอก ออกจาก “เรา” ไม่ได้หรอก ออกจาก
“สักกายทิฏฐิ” ไม่ได้หรอก
ถ้าอยากจะออกจากสักกายทิฏฐิ
มันต้องมาแจ้งกาย...ว่ากายนี้เป็นเรา หรือกายนี้ไม่เป็นเรา นี่เขาเรียกว่าแจ้งกาย จนมันเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของกาย นั่นแหละ
มันจึงจะยอม
ใครยอม ... จิตผู้ไม่รู้...ยอมต่อธรรม ยอมต่อศีล ยอมต่อความเป็นจริง ไม่ดื้อดึงขัดขืน อหังการ ว่านี้เป็น “เรา” อีกต่อไป ... เพราะนั้น กว่าที่มันจะแจ้งในกายนี่...มันต้องสม่ำเสมอ
มันต้องต่อเนื่อง มันต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแลกมา...ซึ่งศีล
ซึ่งกายปัจจุบัน
แต่ตอนนี้... พวกเราทิ้งกาย...เมื่อมีอะไรทุกสิ่งที่มาปรากฏ
เราแลกศีลกับทุกสิ่งที่มันปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์
ไม่ว่าจะเป็นความคิดในจิต ไม่ว่าจะเป็นเสียง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของสัตว์บุคคล
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีตในอนาคต ... คือมันปรากฏขึ้นมาเมื่อไหร่
เราจะทิ้งกายโดยที่ไม่เสียดายเลย
มันตรงข้ามกันนี่ ... เขามีแต่ว่าสละแขนขาเพื่อรักษาชีวิต
สละชีวิตเพื่อรักษาศีลนะ พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนั้นนะ แต่ไอ้พวกเรานี่สละศีลเพื่อแลกทุกอย่าง เพื่อแลกอารมณ์
เพื่อแลกกับจะได้อะไรข้างหน้าข้างหลัง
เพราะนั้น
การจะดำรงดำเนินชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี่ มันเลยดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ตัวเลย
เรียกว่ามันอยู่ด้วยการสละศีลตลอดเวลา
ทิ้งศีลตลอดเวลา ทิ้งกายตลอดเวลาเลย มันจะไม่มีเรื่องได้ยังไง
มันจะหมดเรื่องได้อย่างไร ... เพราะจิตมันคือตัวหาเรื่อง
เข้าใจมั้ย ตัวสร้างเรื่อง แล้วก็ตัวทำให้เรื่องนั้นไม่จบ
เพราะอะไร ...
เพราะในความเป็นจิตน่ะมันมีความเป็น “เรา” คู่กันเลย เหมือนเป็นนอมินีซึ่งกันและกัน... จิตกับเรานี่ มันเลยหาคำว่า “จบ” หรือว่า “หยุด” ไม่ได้เลย ... แล้วเรายังไปนั่งดูมันเหมือนกับให้ท้ายมันน่ะ ‘...เออ ไม่เป็นไรหรอก
ดูมันไป ก็ปล่อยให้มันไป อยากคิดก็ดูความคิด มีอารมณ์ก็ดูๆๆ’ ...เหมือนให้ท้ายอยู่นะ หือ
ให้ท้าย...ก็เหมือนกับปล่อยให้คนชั่วลอยนวล
เหมือนกับปล่อยให้คนที่มันละเมิดกฎหมายออกมาเพ่นพ่านในสังคมรึไง ...เพราะตัวจิตที่มันออกมาคือตัวที่ละเมิดศีล
คือละเมิดกายปัจจุบัน เข้าใจมั้ย เพราะนั้นตัวที่มันละเมิดศีล
คือตัวที่มันทำลายศีล คือตัวที่มัน out law นอกกฎหมายน่ะ
ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน
คืออาชญากรก็ได้...จิตนี่ คิดได้หมดนะ บอกให้ ...หน้าตาอาจจะดูดี
หน้าตาอาจจะดูเป็นคนมารยาทดี แต่จิตคิดยังไงไม่รู้นะ เป็นอาชญากรเลวร้ายก็ได้ บอกว่ากูโกรธนี่ฆ่าคนได้ทั้งโลก
ก็ยังได้นะ เห็นมั้ยจิตนะ มันเป็นพวก out law น่ะ มันละเมิดศีล ตัวมันคือตัวที่ละเมิดศีลน่ะ ... เออ ยังไปดูให้ท้ายมันว่าเป็นจิตตานุสติปัฏฐาน ... เข้าใจผิดมั้ย ไม่น่าใช่นะ เพราะเราไม่พูดแง่นั้น
แต่เราพูดว่า...ถ้าเมื่อใดพวกเรานี่มารู้ตัว
เห็นอยู่ในอากัปกริยาของกาย...นี่เปรียบเสมือนกับการรักษาศีลอยู่ในปัจจุบัน
เป็นปัจจุบันศีล ด้วยการอยู่กับปัจจุบันกาย
ซึ่งไม่ใช่หมายความว่า...อยู่ในปัจจุบันกายปัจจุบันศีลแล้วมันจะไม่มีอาการของจิตในนั้น
...มี อารมณ์ก็มี กิเลสก็มี ความอยากก็มี ความไม่อยากก็มี เรื่องราวที่ยังอัดอั้น
อึดอัด คับข้อง คับแน่น...ก็มี เศร้า ขุ่น
มัว หมอง...ก็มี
แต่ไม่ต้องไปสนใจมัน ไม่ต้องไปดูมัน
ไม่ต้องไปเอาอะไรกับมัน ไม่ต้องไปเกิดดับกับมัน ไม่ต้องไปทำให้มันเกิด
ไม่ต้องไปทำให้มันดับ ...เหมือนกับมองมันแบบเป็นพวก out class น่ะ จะไปยี่หระอะไรกับมัน นั่น
เป็นพวกไม่มีคุณค่า อย่าไปแตะต้องมัน
ตรงนี้สิสำคัญ...ศีลสำคัญกว่า
กายสำคัญกว่า เอากายไว้ รักษากายไว้ รักษาด้วยสติ รักษาศีลด้วยสติ รักษาไปรักษามา...จนเรียกว่ารักษาด้วยสตินี้ยิ่งชีพ
ต่อไปมันก็จะเกิดกำลังตรงนั้น ... แล้วก็ทิ้งได้โดยไม่ยี่หระ
ทิ้งอาการในจิต ทิ้งเรื่องราวในจิต
ทิ้งอดีต ทิ้งอนาคต ทิ้งการกระทำของคนโน้น ของคนนี้ ที่เคยทำหรือไม่เคยทำ
ทิ้งคำพูดของคนนั้นคนนี้ที่มันยังเก็บไว้เป็นสัญญา ...มันทิ้งได้โดยไม่อาลัยอาวรณ์
เพื่อรักษากายไว้ ด้วยความมั่นคง
เห็นมั้ย
มันจะรักษากายได้มั่นคงขึ้นเพราะมันทิ้ง...ละทิ้งไอ้พวก
out class นั้นไป จิตมันก็ตั้งมั่น มั่นคง มีกำลัง นั่นแหละ คือบาทฐานให้เกิดปัญญาญาณ
แล้วปัญญาญาณหรือญาณทัสสนะนี่
ไม่ได้ไปดูจิต หรือเรื่องในจิต หรือกิเลสในจิต...ที่มันเกิดๆ ดับๆ นะ ... เห็นมันก็ดับ ไม่เห็นมันก็เกิด หรือว่ามันเกิดมันดับ
หรือมันดับแล้วก็เกิดใหม่ ... ไปดูทำไม เห็นแล้วทำไม มันดับแล้วทำไม ...เดี๋ยวมันก็เกิดมาให้เห็นว่ามันดับใหม่
โยมเคยเก็บเห็ดบ้างรึเปล่า ...
มีพื้นที่อยู่แปลงนึงหนึ่งไร่ ... มีเห็ดงอกนะ...เก็บให้เกลี้ยงเลย เห็ดพิษเอาทิ้ง
เห็ดดีเอาไว้ลงหม้อแกง เก็บจนหมดเกลี้ยง
ที่โล่ง ราบ เรียบหมด ... นอนหลับฝันดี
ตื่นเช้า...เห็ดงอกมาอีกแล้ว เนี่ย ... ‘กูว่ากูเก็บหมดแล้วนะเมื่อวาน’
เอ้า ไม่ว่ากัน ก็เก็บใหม่ ...เก็บๆๆ
เกลี้ยงเลย อันไหนไม่ดี...ทิ้ง ... แต่ดี-ไม่ดี บางทีมันคล้ายกัน ดันกินเข้าไป
ขี้ไหลอีก ... เห็ดพิษกับเห็ดไม่พิษ บางทีแยกไม่ออก เออ ก็ดันกินเข้าไป เพราะคิดว่าเป็นของดี มันเป็นโทษ ก็ไม่รู้ตัวหรอก มันโง่น่ะ ก็เขาว่าเป็นเห็ด มันก็น่าจะกินได้
มันเหมือนกันน่ะ
เอ้า แต่ไม่เป็นไร เก็บให้หมดเลย ...
เกลี้ยงแล้ว ... จิตว่าง สบาย เบา โล่ง โปร่ง หมด...จิตว่างเหลือแต่รู้ อือมมม … วันรุ่งขึ้น ตื่นใหม่ มาอีกแล้ว...เห็ด ‘เอาวะ มันมายังไงวะเนี่ย ฮึ’
เอาใหม่โว้ย เอาล่ะ คราวนี้กูจะไม่นอนแล้ว กูจะดูมันทั้งวันเลย คือกะว่าดูแบบ... 'ขึ้นดอกไหนกูเก็บทันที' เออ ความเพียรสูง...'คราวนี้กูเฝ้าเลยนะ
มึงงอกตรงไหน กูจะเก็บ พั้บๆๆๆ เลย'
เก็บ...จนเป็นยายฉิมเก็บเห็ด กลายเป็นยายฉิม ...จากนางสาวฉิมนะ
จนเป็นยายฉิม ... คือเก็บมาห้า-หกสิบปี เห็ดมันก็ยังงอก ... จนยายฉิมแก่ตาย จนตายไปแล้วนะยายฉิม ... เห็ดก็ยังงอกอยู่เลย (หัวเราะ) เอามั้ยล่ะ ... จิตน่ะ มันเป็นอย่างนั้นน่ะ
ทำไมมันถึงมีอาการของจิต
ทำไมจิตถึงปรากฏ ทำไมจิตสังขารจึงมี ...เพราะอวิชชาเป็นเหตุ อวิชชา ปัจจยา สังขารา อวิชชา แปลว่า ความไม่รู้ โง่ มืดบอด ...
แล้วไอ้สิ่งที่มันแต่งขึ้นมาจากความโง่ ความไม่รู้ ความมืดบอด
มันเป็นมรรคหรือผลล่ะ หือ
มันจะเป็นมรรคเป็นผลได้ยังไง
มันจะเป็นของดีมีค่าอันประเสริฐได้อย่างไร มันจะเป็นหนทางให้ออกจากทุกข์ได้ยังไง
มันจะเข้าไปสู่นิพพานคือความหลุดและพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร...ก็โคตรพ่อโคตรแม่มันคืออวิชชา
...คือกองขยะ
แล้วพวกเราก็เป็นนักคุ้ยขยะ...กะว่าจะเจอเศษเพชรที่มันทิ้งลงในกองขยะ พอเจอก็ดีใจ นานๆ เจอที ดีอกดีใจ ว่าเจอสมบัติในกองขยะน่ะ
ก็เก็บเอาไปไว้กินไว้ใช้ เอะอะว่า ‘ฉันเห็นแล้ว
ฉันถึงแล้ว อู้ย สภาวะเธอยังไม่ถึงเหมือนฉันหรอก’ นั่น แล้วก็หาย ไปนั่งคุ้ยขยะต่อ ‘เผื่อจะเจออีกสักอันนึง’
ก็ว่าเป็นธรรมอันเลิศ อันประณีต...จากกองขยะ อย่างนั้นหรือเปล่า มันพอกินมั้ย ...แล้วใครเป็นคนคุ้ยอยู่นั่นล่ะ หือ เห็นรึเปล่า ไม่ใช่ “เรา” หรือ เออ
แล้วไหนบอกว่าจะละสักกายะ ...ก็ไม่ยอมละ ก็ยังไปนั่งคุ้นขยะอยู่นั่น
คิดว่าจะเจอมรรคผลและนิพพานอยู่ในนั้น
เข้าใจคำว่า “จิตคือความไร้สาระ” มั้ย
... มันเป็นความไม่มีสาระในตัวมันเลย เพราะมันปรุงขึ้นมาลอยๆ มันเป็นอะไรลอยๆ
โยมเคยเห็นหมอกมั้ย หรือเคยเห็นเมฆที่มันบังดอยเชียงดาวนี่มั้ย
หรือว่าที่ผ่านไปเดือนที่แล้วที่มันมีหมอกควันจนมองไม่เห็นดอยเชียงดาวเลย
เพราะมันเผาซะจนควันนี่คลุมไปหมดน่ะ ถามว่าดอยหายมั้ย ...ดอยไม่หาย แต่หมอกควันมันปกคลุมน่ะ
เหมือนโมหะ...ที่ปกคลุมนี่ มันไม่มีตัวตน แต่มันครอบงำน่ะ ... แล้วเรายังไปปล่อยให้มันเอ้อระเหยลอยนวลอยู่เหรอ
ทำไมไม่ออกจากมัน ทำไมไม่ละมัน
คำว่า “ละ”
นี่ไม่ได้หมายความว่าไปทำให้มันดับนะ ... “ละ” คือเหมือนกับโยมนั่งจมอยู่กองขยะอยู่
แล้วรู้สึกตัวขึ้นมาว่า ‘กูจะมาคุ้ยขยะทำไมวะนี่’ โยมก็เดินออกมาจากกองขยะซะสิ ... ขยะมันจะหายหรือไม่หาย
ก็ออกมานอกกองขยะก่อน
นี่เรียกว่าละวาง เรียกว่าเห็นจิต...ละจิต เห็นอารมณ์...ละอารมณ์
เห็นกิเลส...ละกิเลส ... คือออกจากมันก่อน ส่วนว่ามันจะแตกสลายกระจาย ขยะมันจะหายไม่หาย หรือมันจะกองอยู่ ไม่สนใจ ...กูออกมาแล้ว
กูไม่จมกองขยะพอแล้ว
เดี๋ยวมันก็มีขยะกองใหม่มาอีก ... เออ
อดไม่ได้ที่จะไปคุ้ยอีก...สันดาน นี่คือสันดานนะ นี่คือความเคยชิน เพราะว่ากองใหม่มันดูดีกว่า ...อาจจะดูว่าน่าจะเป็นมรรคเป็นผลรึเปล่า
เอ้า มีนะนี่ มันน่าใคร่ มันซับซ้อนไง
มันประณีตไง...จิตนี่
แล้วเราก็จะหลงเข้าไปในอาการของมัน
ซ้ำซากวนเวียน เป็นจริงเป็นจัง เป็นตุเป็นตะ ทั้งๆ ที่ว่าตัวมันคือกองขยะ
ก็บอกว่ากองเป็นตุเป็นตะ
แล้วอะไรเล่าเป็นของจริง หือ ... ศีลไง
กายไง ปัจจุบันกาย ปัจจุบันศีลนี่จริง ...หรือไม่จริง ไอ้ที่มันอยู่นี่ หือ ...
ไม่ต้องนึกนะว่ามีนั่งหรือไม่มีนั่ง มันก็นั่งให้ปรากฏอยู่ ไม่มีอะไรจริงเกินศีลแล้ว
กลับไปคุ้ยหาความไม่จริง...ในสิ่งที่ไม่มีตัวจริง
แล้วเข้าใจว่าเป็นจิตตานุสติปัฏฐาน...ไม่ใช่นะ จิตตานุสติปัฏฐานคือ...เห็นว่าคิดแล้วละออก
เห็นว่ามีอารมณ์...ละออก ... ออกแล้วอยู่ไหน
ออกมาอยู่ตรงนี้ ออกมาอยู่กับความเป็นจริงของกายที่ปรากฏ...ทุกปัจจุบัน เรียกว่า
“รู้ตัว” นั่นเอง แล้วก็อยู่กับตัว ... รู้อันหนึ่ง ตัวอีกอันหนึ่ง
โง่เลยแหละ ตรงนั้นน่ะโง่เลย
ไม่มีความรู้อื่นเลย มีแต่ตัวที่ยืนๆ
เดินๆ นั่งๆ นอนๆ แข็งๆ อุ่นๆ ไหว เหลียว หมุน หัน ขมวด เป็นปม เป็นก้อน เป็นกอง
... นั่นแหละก้อนธรรม นั่นแหละก้อนศีล นั่นแหละก้อนของจริง...ที่เขาแสดงความเป็นจริง
ไม่ได้แสดงด้วยความหลอกลวงเหมือนจิต ... ก้อนศีลนี่เขาเป็นอะไรที่ตรงไปตรงมา เขาแสดงอย่างตรงไปตรงมา เขาปรากฏขึ้นด้วยความตรงไปตรงมา ...ไม่ต้องไปสร้าง
ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปทำขึ้นมาใหม่
เราเคยอธิบายตั้งหลายครั้งแล้วว่า ... เหมือนกับเราเล่นโปรแกรม photoshop เวลาเราลงครั้งแรก...เปิดหน้าแล้วจะวางตัวแรกลงไปนี่...ที่
Layer ศูนย์น่ะ หน้าต่างของ Layer ศูนย์ หน้าต่างมันเป็นยังไง
กรอบมันเป็นยังไง นั่นแหละ ว่างเปล่า
ไม่มีสัญลักษณ์ สีก็ยังไม่มี ทรวดทรงของลายเส้นก็ไม่มี ตัว drawing ก็ไม่มี ตัวลายเส้นสีสันวรรณะก็ไม่มี นั่น Layer ศูนย์นะ
แล้ว copy เป็นไฟล์ picture
มา เอาวิวท้องฟ้ามา paste
ลง ที่ Layer ศูนย์ เริ่มมีสีฟ้าขึ้นมา แล้วเอาหน้าตาของตัวเองที่สวยๆ กำลังยิ้ม crop
หน้ามันมาลง ...มีหน้าสวย ยิ้มกับท้องฟ้าแล้ว เห็นมั้ย รูปทรงเริ่มมีแล้ว
เริ่มมีสีสันสวยงาม เริ่มดัดปรับแต่งต่อเติมชื่อใส่คำอวยพรลงไป เป็นการ์ดสำเร็จ จบ
ก็ได้รูปภาพที่ดูเหมือนสวยงามขึ้นมา
แต่ทั้งหมดนี่มันฉาบทา เข้าใจคำว่าฉาบทำมั้ย มันเป็นเครื่องฉาบทำ ครอบคลุมความเป็นจริง...คือพื้นฐานของกาย หรือว่าปกติกายน่ะ...คือ Layer ศูนย์…Layer แรก
ซึ่งไม่มีความหมาย ซึ่งไม่มีสัญลักษณ์ว่าเป็นเราของเรา
ไม่มีสัญลักษณ์ว่าเป็นชายเป็นหญิง ไม่มีทรวดทรงเป็นรูปสวยรูปงาม
ตรงนี้ที่เรียกว่าเป็นเหตุ...เป็นเหตุให้เกิดจิต ... เพราะจิตมันมาเห็นไอ้ตอนที่ copy และ paste แล้ว แล้วมันเป็นตัว copy แล้ว
paste เอง มันทำเป็นลืม
ว่ามันมี Layer ศูนย์ นี่อยู่ ... เพราะมัน paste มาตั้งแต่อเนกชาติ จนลืมไปแล้ว
ไม่รู้เลยว่า Layer ศูนย์
มีอยู่ทุกอณูของการตั้งอยู่ของกายนี้
นี่เขาเรียกว่าอวิชชามันปิดบังความจริง
หรือความไม่รู้ปิดบังความจริง ... แล้วเราก็เต้นแร้งเต้นกาไปตามรูปลักษณ์รูปทรงที่จิตมา paste ไว้
แล้วบอกว่านี่จริง ...ทั้งๆ ที่มันไม่จริง
แต่มันก็ยังยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าเป็นผู้หญิงจริงๆ
อย่ามาบอกว่าเราเป็นผู้ชายนะ ... มันเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลยใช่มั้ย จิตน่ะลึกๆ
มันเชื่อแบบสุดลิ่มทิ่มประตูน่ะ
แล้วมันยังเชื่อลึกซึ้งกว่านั้นอีกว่า...ไอ้ที่เป็นผู้หญิงนี่
เป็นตัวเราด้วย ไม่ใช่ตัวคนอื่น เป็นตัวของเรา ...มีตัวของเราจริงๆ
ที่เป็นผู้หญิงนั่งอยู่ตรงนี้จริงๆ
เห็นมั้ยว่า
มันย้อมลงไปจนแทบจะเรียกว่า...บังจนไม่เห็นเนื้อแท้ธรรมแท้
หรือพื้นฐานของกายที่แท้จริง ที่ดำรง ที่ปรากฏตามสภาพธรรมชาติที่แท้จริงของกาย
เพราะนั้น
การที่ให้กลับมาอยู่ในก้อนปัจจุบันกายนี้ แล้วทำการหยั่ง รู้ ดู เห็น
เท่าที่มันปรากฏจริงๆ เรียกว่า ‘อิริยาบถ’ แล้วก็เรียกว่า ‘ความรู้สึกในอิริยาบถ’ นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า
กายคตาสติ หรือสติที่โลดแล่นอยู่ในกาย
แต่ถ้าจะไปพูดในแง่สติปัฏฐาน
ก็จะเรียกว่า กายานุสติปัฏฐาน จึงเป็นจุดเริ่มต้น จุดตั้งต้น
จุดออกสตาร์ท...ของวิถีแห่งมรรค
เพื่อจะดำรง ดำเนินไป จนเข้าสู่วิถีแห่งปัญญาญาณ ... ถ้าไม่เริ่มจุดสตาร์ทที่จุดนี้
จะไม่เกิดวิถีแห่งญาณทัสสนะ คือความรู้แจ้งเห็นจริง ตามสภาพที่แท้จริงของธรรมนั้นๆ
(ต่อแทร็ก 11/2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น