พระอาจารย์
11/2 (560504B)
(แทร็กต่อ)
4 พฤษภาคม 2556
พระอาจารย์ – เมื่อใด
ที่วิถีแห่งญาณทัสสนะบังเกิด ปรากฏ ด้วยอำนาจของความเต็ม สมบูรณ์พร้อม...ด้วยสติ ศีล
สมาธิ
การรู้เห็นกายตามความเป็นจริง ก็ค่อยๆ กระจ่างขึ้น แจ้งขึ้น ชัดเจนขึ้น ไม่คลุมๆ เครือๆ เหมือนกับเมฆที่ปกคลุมดอยเชียงดาว มันก็แจ่มใส กระจ่าง
ถึงความเป็นก้อนหิน ก้อนดิน ก้อนธาตุ กองธาตุ กองเวทนา กองทุกข์
กองที่แปรปรวนไปมา
แต่เมื่อใดที่เมฆหมอกมันคลุม เมื่อนั้น มันจะเห็นดอยเชียงดาวหรือว่าเห็นกายไม่ชัด
ว่าเป็นหน้าผาหรือก้อนธาตุ มันกลับเห็นว่าเป็นก้อนเรา ก้อนชาย ก้อนสวย ก้อนแก่
ก้อนหนุ่ม ก้อนคน ก้อนที่มีอาชีพนั้น ชื่อนี้ อยู่ตำบลนั้นจังหวัดนี้ ...มันจะเชื่อแบบนั้น
แต่มันเป็นความเชื่อแบบผิดจากสภาพแท้จริง ... แล้วเมื่อใดที่มันเชื่อแบบผิดจากสภาพที่แท้จริงของดอยเชียงดาวหรือก้อนธาตุของกายแล้วนี่ เมื่อนั้นแหละ จิตสังขารที่โลดแล่นไปมาในอดีตและอนาคตไม่มีประมาณ จะเริ่มทำงานแบบ unlimited ...ไม่หยุด ไม่จบ
มันจะสร้าง มันจะจำลอง รูปลักษณ์
รูปทรง ทรวดทรงของ “กายเรา” ขึ้นมาลอยๆ ในจิต ทั้งทรวดทรงของมันเอง
และก็ทรวดทรงของสิ่งที่มันเคยเห็น ...ทีนี้ล่ะได้เรื่องเลยแหละ
ก็มันไม่ใช่แค่จำลองขึ้นแบบลอยๆ นะ ... เพราะในการจำลองขึ้นของจิต หรือว่าที่มันสังเคราะห์ขึ้น หรือว่าปรุงแต่งขึ้นของจิต...ด้วยการสร้างรูป น้อมรูปให้ปรากฏขึ้นในจิตนั้น...มันยังเป็นรูปที่มีชีวิตด้วย ...
เป็นเรา
เป็นเขา ...มีเลือดเนื้อเชื้อไข มีความเป็น alive เจ็บได้ ดิ้นได้ ปวดได้ เศร้าได้
ร้องไห้ได้ หัวเราะได้ อึดอัดคับข้องได้...ในรูปนั้นๆ มีความสมประสงค์ มีความไม่สมประสงค์ มีความสุข
มีความทุกข์ มีความอึดอัดคับข้องในรูปนั้นๆ ได้
ทีนี้ละเพลินเลยแหละ เพลินเลย มัน
ถ้าได้สตาร์ทเครื่องออกจากจุดสตาร์ทแล้วน่ะ ... ซึ่งมันคนละจุดสตาร์ทขององค์มรรคนะ
แต่ถ้ามีสติระลึกและรู้...ว่ากำลังหลงไปในอาการ หรือไปนั่งจ้องนั่งดูอาการที่มันเพ้อเจ้อของจิตน่ะ ก็...'เออะ
กูจะมาดูมันทำไม กูจะมาดูขยะทำไม' ... แทนที่จะเอาเวลามาค้นหาดอย
หือ ว่าดอยคืออะไร นี่กลับมาวิจัยก้อนเมฆ เออ มึงจะวิจัยก้อนเมฆทำไมวะเนี่ย
มันจะได้ชัดเจนซะทีว่า...นี้คือใคร
ใครนั่ง การนั่งนี้เป็นใคร การนั่งนี้เป็นของใคร การนั่งนี้เป็นชายหรือหญิง
หรือไม่ได้เป็นชายเป็นหญิง หรือไม่ได้เป็นใครของใคร หรือไม่ได้มีแม้อาการนั่ง
ทำไมไม่วิจัยลงไป ทำไมไม่ใคร่ครวญ ทำไมไม่วิจยะ ทำไมไม่แยบคาย...กับก้อนนี้...ที่อยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด แล้วก็จะอยู่กับมันไปจนกระทั่งตาย...ยังไม่รู้จักมันเลย กลับไปวิจัยก้อนเมฆ สายลม และแสงแดด ...โดยเข้าใจว่านั่นแหละคือความจริงอันประเสริฐ
เสริฐ หรือ เสริช (serch) นี่ใกล้กันนะ ...เหมือนเข้า google น่ะ หาเข้าไปเถอะ กดเข้าไปเถอะ แปล๊บ...ออกมาให้แล้ว กี่ข้อล่ะ search เข้าไป ...ไม่มีคำว่าจบหรอก หมดเรื่องนั้นมาเรื่องนี้ หมดอารมณ์นั้นมาอันนี้
หมดกิเลสตัวนั้นมีกิเลสตัวนี้ กิเลสตัวนี้เบาไป กิเลสตัวนั้นขึ้นมา เอ้า
กิเลสตัวนั้นว่าหมดแล้ว ทำไมยังมีอีกวะ
มันมีให้ดูทั้งวันแหละ เนี่ย เห็ด...เริ่มเลย...ยายฉิม จะเข้าโลงแล้วนะ ยังเก็บเห็ดอยู่เหรอ ยายฉิม กลัวเห็ดไม่หมดโลกรึไง ...เกิดตายมาใหม่
ยายฉิมก็จะเจอเห็ดอีก จากเด็กหญิงฉิม ก็เป็นนางสาวฉิม แล้วก็เป็นนางฉิม
แล้วก็เป็นยายฉิม แล้วก็ยายฉิมที่แก่ตายเน่าตาย ...ก็เก็บเห็ดไม่หมด
จิตไม่มีคำว่าจบเลย...ตราบใดเมื่อใดที่ยังไม่สามารถเอาเชื้อออกจากดิน ... เชื้อคือความไม่รู้...แล้วมันฝัง
แล้วมันแฝงอยู่ในขันธ์อยู่ในกาย
จึงว่ากายใจนี้แลเป็นเหตุ ... ทุกอย่างเป็นปลายเหตุ อะไรที่นอกเหนือจากกายใจนี้ไปเนี่ย ถือว่าเป็นปลายเหตุ ไม่ใช่ต้นเหตุ ไม่ใช่ต้นตอ
ไม่ใช่ที่ภาวนา ไม่ใช่ที่ไปเกิดปัญญา ทำปัญญาให้เกิด
ศีลสมาธิปัญญา
จึงเป็นเครื่องยืนยันความมีอยู่ปรากฏอยู่ของกาย ณ ปัจจุบัน
สติที่เข้าไประลึกและรู้อยู่กับองค์ศีลคือองค์กายนี่ ...คือเป็นเครื่องยืนยันว่ากายนี้มีอยู่จริงในปัจจุบันโดยสัจจะ
แล้วการที่สติรักษากายด้วยความต่อเนื่อง
เป็นเครื่องอบรมให้จิตที่โลดแล่นไปมา...อยู่ในกรอบ ที่เป็นกรอบของความเป็นจริง
คือกรอบกาย กรอบปัจจุบันกาย
เมื่อใดที่สติรักษาความปกติของกายหรือความปกติศีลนี่
ทุกปัจจุบัน ด้วยความสม่ำเสมอ จิตที่โลดแล่นไปมา
มันจะถูกจำกัดให้อยู่ในที่อันเดียว ให้อยู่ในที่ปัจจุบันเดียว
ให้อยู่ในที่กรอบเดียว ให้เป็นหนึ่งอยู่กับกรอบเดียว ตรงนั้นแหละ
เรียกว่าสัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่ง จิตเป็นกลาง
ที่เรียกว่าเป็นกลางเพราะอะไร ...เพราะปราศจากความคิด ความเห็น ความจำ ... เมื่อจิตที่มันปราศจากความคิด ความเห็น ความจำ มันจะเหลือสภาวะอาการของจิตเป็นอาการเดียว โดยลักษณะเดียว คือรู้และเห็น ...จึงเรียกดวงจิตนั้นว่า ดวงจิตผู้รู้อยู่
แล้วอาศัยดวงจิตผู้รู้อยู่ที่ปราศจากความคิด ความเห็น ความจำ อดีต-อนาคต ...มันจะอาศัยการรู้และเห็นนั้นแหละ มารู้และเห็นก้อนกายก้อนศีลนี่
ในระดับเลเวลศูนย์ เลเยอร์ศูนย์ ปราศจากความครอบ คลุม บัง เจือ
ด้วยเมฆหมอกของความไม่รู้ คือความปรุงแต่งของจิต
ตรงนี้ที่เรียกว่าญาณทัสสนะหรือปัญญาญาณ ... ไม่ใช่เกิดจากการคิด ค้น หา สร้าง แต่มันเห็นสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว
ชัดๆ เคลียร์ เหมือนฟ้าใส...เคลียร์ ... แต่ถ้าวันนี้ฟ้าไม่ใส ไม่เคลียร์...เป็นหญิง
เป็นเรานั่งอีกแล้ว มาอีกแล้ว เป็นเรานั่งอีกแล้ว...แปลว่าไม่เคลียร์
แล้วทำไง ...อย่าเดือดร้อน อย่าท้อแท้
อย่ากังวล เอาศีล สติ สมาธิ เป็นเครื่องปฏิบัติ ... ก็รู้ลงไป ดูลงไป เดี๋ยวเคลียร์เอง
เดี๋ยวจะเห็นเองว่า "กาย" อยู่ ... “เรา” หาย
เดี๋ยวมาใหม่ ตอนยืน ตอนเดิน มาอีกแล้ว
มาแอบตรงที่เดิน จิตมาแอบเป็นเราตอนที่เดินแล้ว ...ก็ไม่ต้องเดือดร้อนไปคิดหาอุบายแก้
อุบายดับ “เรา” ...ไม่ต้อง ... ก็ดูอาการยืน เดิน ไปตรงๆ ตรงๆ แล้วจะเห็น “เรา” หาย...เดินอยู่ ... อย่างนี้เรียกว่าภาวนา อย่างนี้เรียกว่าอยู่ในกรอบศีลสมาธิปัญญา
ไม่รู้อะไรก็ไม่มีปัญหา ... สมถะกรรมฐาน...ไม่รู้จัก วิปัสสนากรรมฐาน...ไม่รู้จัก ฌานหนึ่ง สอง สาม สี่...ไม่รู้จัก ... รู้อย่างเดียวว่าเดิน...จบ ง่ายดี โง่ดี
แต่เข้าใจดีว่า...นอกจากนี้ไม่มีอะไร...นอกจากเดิน กับรู้ว่าเดิน จบ...จบ
จิตก็ไปมาไม่ได้แล้ว
เมื่อจิตไปมาไม่ได้ ...มันก็ไม่มี “เรา”
เดินในข้างหน้าอนาคต ไม่มี “เรา” ที่จะไปกินไปนอน จะไปทำอะไร...ก็ไม่มี ไอ้ทุกข์ที่เกิดจาก “เรา” ที่ยังไม่เกิด...ก็ไม่มี ... มันก็มีทุกข์จากการเดิน
คือระหว่างเดินมันตากแดดก็ร้อน...จบ หรือระหว่างเดินมีฝนตก ก็เปียก...จบตรงเปียก ก็ไม่มีที่ร่ม
แต่พอเปียกปุ๊บ จิตมันปั๊บเลย ‘...เข้าร่มโว้ย’ เห็นมั้ย มีกายหายเปียกอีกแล้ว เออ เห็นมั้ย เริ่มทุกข์แล้ว
เพราะว่าตอนนี้ยังเปียก แต่ดันมีกายไม่เปียกขึ้นมายังไง หือ
มันมายังไงไอ้กายไม่เปียกนี่ ...กายสังขารนั่นไง จิตปรุงขึ้นมาไง แล้วมันมีจริงมั้ย...ไม่มี
แล้วยังไง ถ้ามันไม่มีแล้วยังไง ... ทุกข์มั้ย...ทุกข์แน่ๆ ... แล้วสมควรจะทุกข์มั้ย...ไม่สมควร โง่มั้ยที่ทุกข์...โง่
แล้วมันยังบอกว่าตัวนั้นจริงกว่าตัวนี้ แล้วจะต้องทำให้จริงให้ได้...ยิ่งโง่หนัก ...แล้วก็ดูมันอยู่นั่นน่ะ ทำไมไม่ละ หือ
จะไปวิเคราะห์แยกแยะหาอะไร...ก็ไอ้ตัวนั้นมันไม่มี แต่ไอ้ตัวที่เดินกลางฝนนี่มี ทำไมไม่วิเคราะห์ตรงนี้ ...ว่ามันเป็นเราเดิน หรือเป็นใครเปียก
อันนี้น่าดูมากกว่านะว่า...ไอ้ที่มันจะดิ้นรนไปหา “เราไม่เปียก” นี่ เพราะมันมี
“เราเปียก” ในปัจจุบันมั้ย หรือไม่มี “เราเปียก”
ในปัจจุบัน
ถ้าไม่มี “เราเปียก” ในปัจจุบัน มันก็ไม่มี “เราร่ม” ในอนาคต เอาดิ
ปัญญามันจะเกิดตรงไหนล่ะ หรือมันมีแต่ “กายมันเปียก” ไม่มี “เราเปียก” เออ ก็ไม่มี
“เราร่ม” ... ก็เดินไปเด่ะ เจอที่ร่มค่อยว่ากัน ไม่คิดไปก่อน
เนี่ย ทุกขสัจต้องปรากฏ นี่เป็นทุกขสัจ ... แต่ไม่มีทุกข์อุปาทานมาแทรก ด้วยอุปาทานขันธ์ที่เนื่องด้วยจิต แล้วสร้าง “เรา”
ขึ้นมาแบบเลื่อนๆ ลอยๆ ... ทั้งๆ ที่ "เรา" ปัจจุบันยังไม่แจ้งเลยนะ ก็มี "เรา" อนาคต
แล้ว
อย่างนั่งอยู่นี่ 'อื้อหือ ร้อนฉิบหายเลย ถ้าได้น้ำเย็นๆ สักแก้วนึง
ได้นั่งอยู่ในห้องแอร์ หรือว่าอย่างน้อยก็มีเพลงเพราะๆ ฟัง จะสบายนะเนี่ย' ... ทุกข์มั้ยนั่นน่ะ หาเรื่องทุกข์มั้ยนั่นน่ะ
แล้วจะแก้ตรงไหนเล่า...ไอ้ที่มี
“เราสบาย” อยู่ตรงนั้น กับไอ้ที่มี “เราทุกข์” อยู่ตรงนี้ มันตรงไหนเป็นเหตุ หือ ... เหตุเพราะ “เรา” เนี่ย ถ้ามันไม่มี “เรา” มันไม่มีหรอกที่มันจะไปหาอะไรตรงไหนน่ะ
แล้ว
“เรา” มันเกิดได้ยังไง มาหมายอะไรเป็นเรา...เป็นอันดับแรกอันดับต้น ถ้าไม่ได้หมาย
“กายนี้เป็นเรา” ผิดๆ ... แล้วถ้าไม่แก้ตรงที่มันหมายเราผิดๆ นี่ให้มันถูกน่ะ
มันจะออกจากความเป็นเราได้อย่างไร จะไปเอาปัญญาตรงไหนมาลบล้างความเป็นเราได้เล่า
จนกว่ามันจะเห็นกายสักแต่ว่ากาย
หรือเป็นก้อน กอง หรือปรากฏการณ์หนึ่งเท่าที่มันปรากฏเท่านั้น ... แต่เห็นขณะหนึ่ง ช่วงหนึ่ง พีเรียดหนึ่ง...อวิชชามันบอก ‘ไม่พอยาไส้กูหรอก
กูไม่เชื่อมึงหรอก’ นะ ... เพราะอะไร เพราะมันหมักหมมความเชื่อความเห็นว่า 'กายนี้เป็นตัวเรา...ของเรา' นี่มาเรียกว่าอเนกชาติ
แปลว่านับภพนับชาติไม่ถ้วนเลย
เกิดมากี่ครั้งก็ “กายเรา” เกิดมากี่ครั้งก็กายเรา
เกิดมากี่ครั้งก็ผู้ชาย-ผู้หญิง แล้วไม่เคยได้สืบค้นทวนหา ด้วยวิจารณญาณ
คือการขุดค้นใคร่ครวญภายในก้อนกองนี้ว่า มันเป็นเราตรงไหน...ไม่เคย มัวแต่จะไปแก้เราในอดีต แก้เราในอนาคตอยู่นั่นน่ะ ไปคอยดับ ไปคอยดักดูความดับไปของจิต หรืออารมณ์ หรือกิเลสที่อยู่ในจิตอยู่นั้นน่ะ
ทำไมไม่ดูว่ารากเหง้าของการเกิดขึ้นของกิเลส
ของจิตน่ะ มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ...เพราะการให้ค่าให้ความหมายของกายนี้เป็นเรานั่นเอง ... จึงว่ากายนี้เป็นเหตุแรกที่จะต้องทำความรู้แจ้งเห็นจริง และการรู้แจ้งเห็นจริงก็คือรู้แจ้งเห็นจริงแบบโง่ๆ
ตรงๆ น่ะ
เนี่ย มันอ้าว มันแข็ง ดูมันไป ...ในแข็งไม่มีเรา ในอ้าวก็ไม่มีเรา ในตึง
เป็นก้อนเป็นแท่งก็ไม่มีเรา ดูสิ อย่าเบื่อ อย่าหา อย่ารู้อะไรเกินนี้
อย่าหาความจริงเกินนี้ อย่าไปเอาตำรับตำรามาทาบมาทาตรงนี้ เกินนี้ มันปรากฏเท่าที่มันปรากฏ...จบ ต้องจบ ต้องจบจิตตรงนี้
คือจิตน่ะมันไม่ยอมจบง่ายๆ หรอก
มันดื้อ มันคุ้นเคยในการที่โลดแล่นไปมา สร้างรูปกายในอดีต-อนาคต
สร้างกายเรากายเขาในอดีต-อนาคต
สร้างของเราของเขาในอดีต-อนาคตอยู่ตลอดเวลา เหมือนเป็นขนมหวานของมันน่ะ
ต้องจบในปัจจุบัน และให้มันหยุดอยู่ที่กายปัจจุบัน
จึงเรียกว่ารักษาศีลด้วยความเคร่งครัด ...แต่ไม่เคร่งเครียด ... ไอ้เคร่งครัดกับเคร่งเครียดนี่บางทีมันก็ใกล้กันนะ แบบพอฟังแล้วเอาใหญ่เลย
เหมือนได้กินยาแบบเอ็มร้อย คือฟังเทศน์แล้วเดี๋ยวกลับไปนี่ 'เอาโว้ยๆๆ' ไอ้เคร่งครัดนี่เลยกลายเป็นเคร่งเครียด แล้วจะอึดอัด
ทำไป รู้ไป ศึกษาไป
แล้วมันจะปรับสมดุล...ค่อยๆ ค่อยๆ ปรับสมดุล ... มันรู้จักว่า พอดีขนาดไหน
รู้แบบยังไงที่มันจะไม่เกิน ไม่ขาด แล้วก็ยังต่อเนื่อง และก็ยังชัดเจนด้วย เออ
ตรงนี้มันสอนไม่ได้ ...มันเป็นเทคนิค
เข้าใจคำว่าเทคนิคเฉพาะตัวมั้ย
ซึ่งมันเป็นเทคนิคที่ทุกคนจะต้องไปฝึกจนมันได้เทคนิค จนมันเรียกว่า สมังคี พอดีกัน
ทีนี้มันก็จะลงร่อง มีความรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วก็อากัปกริยาของกายนี้ สม่ำเสมอ
ต่อเนื่องชัดเจน แล้วเป็นกายที่ไม่มีความรู้สึกในนั้น
แล้วเป็นกายที่ไม่มีความคิดความเห็นในนั้น แล้วเป็นกายที่เป็นแค่ก้อน กอง
ที่ไม่มีชีวิตในนั้น ต่อเนื่องได้เป็นวันเป็นเดือน อย่างนี้
ไม่ต้องถามว่านี่เป็น “เรา”
รึเปล่า ไม่ต้องถามแล้ว ไม่ต้องไปวิเคราะห์แยกแยะแล้ว มันเห็นชัดเลยๆ มันก้อนอะไรก็ไม่รู้ ... นี่ สักกายมันจะเลือนรางไปเอง
มันต้องเป็นแบบค่อยเลือนรางไปนะ ไม่ใช่ไปทำให้มัน “ขาดๆๆ” นะ ...ไม่ขาดหรอก มันอยู่กันมานานแล้ว มันอยู่กับกาย
ขันธ์ นี่มานมนานกาเลแล้ว สักกาย มันจะค่อยๆ จางไปตามลำดับ
แต่ในระหว่างที่เดินอยู่ในมรรคนี่ ระวังจิต ระวังเรื่องราวในจิต
ระวังข้อเสนอแนะในจิต ระวังความเห็นในจิต ระวังสภาวธรรมในจิต
ระวังอดีต-อนาคตของจิต ...เหล่านี้ที่มันจะชักใบให้เรือเสีย
(ต่อแทร็ก 11/3)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น