วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 11/27 (2)


พระอาจารย์
11/27 (560729C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 กรกฎาคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 11/27  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ถ้ามันรู้จักละวาง ทานออกภายใน  จาโค...สละออก ...มันก็จะได้ของที่ทดแทนมาเป็นอานิสงส์

แต่ถ้าเป็นวัตถุข้าวของภายนอกที่เราทานสละออก ...มันก็ได้อานิสงส์คืนมาเป็นวัตถุข้าวของ เป็นชื่อเสียง ลาภยศ ...โลกธรรม ๘ ที่เป็นฝั่งดี ฝั่งกุศล

แต่ถ้ามันทานภายใน สละอารมณ์ สละความอยากนั่งนอนสบาย เผลอๆ เพลินๆ ...ผลที่ได้เป็นอานิสงส์คืนมาคือ...ความงอกงามขึ้นของสติ สมาธิ ปัญญาญาณ

เห็นมั้ยว่า อานิสงส์ของการทานภายในนี้ มันได้ค่าที่จับต้องไม่ได้หรอก แต่มันมีคุณค่ายิ่ง ...ต่อไปจะรู้เองด้วยตัวคนนั้นว่า...มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ยิ่งทานยิ่งสละ ... มันยิ่งหลุดพ้นจากการอยู่ใต้อำนาจของกิเลส...หรือว่าอุ้งมือมาร 

มาร ...รู้จักคำว่ามารมั้ย ...กิเลสมาร ขันธมาร มัจจุมาร อภิปุญญาภิสังขารมาร ปุญญาภิสังขารมาร ...พวกนี้คือมารที่มันคลุมใจไว้

ซึ่งอานิสงส์การสละออกนี่ มันจะรอดพ้นจากอุ้งมือมาร ...เบื้องต้นคือขันธมาร ...แล้วมารใหญ่ มารตัวบักใหญ่เลยก็คือกายสังขาร...กายนี่แหละๆ

ถ้าออกพ้นจากความเป็นกาย...กายเราแล้วนี่...เหมือนถอนหายใจสักล้านครั้ง ... นั่น มันเป็นภาระอย่างยิ่งนะ กายขันธ์นี่ เป็นสิ่งที่มันหวงแหนอย่างยิ่งนะ... “เรา” น่ะ

นี่ อย่าได้มาแตะแม้แต่เส้นผมเรานะ ...เชื่อมั้ย ผู้หญิงนี่ ลองเอากรรไกรมา เดี๋ยวจะตัดซะกลางกะโหลกเลย ให้มันแหว่งเลย ...นี่ เป็นน้ำหูน้ำตาไหลเชียวแหละ

หวงอ่ะๆ ผมของเราอ่ะ มาทำให้เสียทรง ...ถามว่าทรงอะไร ...ทรงสีลัพพตปรามาสไง รู้จักมั้ย ทรงผม เขาเรียกว่าทรงสีลัพพตปรามาส ...นั่นล่ะคือธรรมเนียมนิยม

ยึดมั้ยล่ะ...ยึด...ตั้งแต่สักกายทิฏฐิ ยันสีลัพพตปรามาสน่ะ ...เห็นมั้ย แค่เส้นผม  แล้วตัดผมออกนี่ เห็นมั้ยว่าสังโยชน์เบื้องต้นสามตัวเกิดขึ้นทีเดียวพร้อมกันเลย  

พอมาบวชแล้วจับโกนหัวหมดเลย ...นี่ ละสีลัพพตะแบบหยาบๆ ก่อน  แต่งองค์ทรงเครื่องเดียวกัน ไม่มีสี ไม่มีสั้น ไม่มียาว ไม่มีเปิด ไม่มีปิด มีแต่ห่มๆ คลุมๆ พันๆ ใส่เหมือนกันหมด

เนี่ย เพื่อให้เห็นว่า ไม่ต้องไปอยู่กับธรรมเนียมแฟชั่น ธรรมเนียมนิยมของคน...ที่มันขี้เบื่อ  มนุษย์นี่ขี้เบื่อ ชอบเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ ให้มันตื่นตาตื่นใจ

พระพุทธเจ้าเลยจับเหมามารวมที่เดียวกัน แต่งทรงเดียวกันซะ  ผมก็ไม่ต้องไปหวี ไม่ต้องไปเปลี่ยนทรง มีทรงเดียว โกนลูกเดียว ...นี่ เป็นการละภายนอกแบบง่ายๆ ก่อน

แต่ถ้ามันไม่ลึกซึ้งในธรรมที่ว่าศีลภายใน สมาธิปัญญาภายใน ...จะไม่รู้เลยว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถึงจับบวช ทำไมพระพุทธเจ้าถึงว่าต้องมาบวช...เพื่ออะไร

เพราะมันคุ้นเคยกับสิ่งที่จำเจมาก จนมองไม่เห็นว่ามันอยู่ด้วยความไม่จริง อยู่กับความไม่จริง ...จนคุ้นเคย เคยตัว...ว่ามันกลายเป็นของจริงเลย

ว่ามันเป็นผมของเราจริงๆ ว่ามันเป็นทรงผมของเราจริงๆ ...แค่ทรงผมยังร้องไห้น่ะ หือ แค่ทรงผมมันเปลี่ยน ...ไปทำผม แล้วเผอิญนั่งหลับไป ตื่นขึ้นมา เฮ้ย ทรงอะไร...ร้องไห้เลย

ร้องไห้แค่ทรงผมนี่นะ เห็นมั้ย ความบีบคั้นของสีลัพพตปรามาส ความบีบคั้นของสักกายทิฏฐิ ความบีบคั้นในลังเลสงสัย...ว่าทำไมมันทำกับผมกูอย่างนี้วะ 

ไปสงสัยว่ามันทำได้ยังไง ...ก็มันทำไปแล้ว ยังสงสัยอีกว่ามันทำของกูได้ยังไง ...เห็นมั้ย สังโยชน์สามตัวนี่แหละ บีบคั้นให้ใจ หรือจิต หรือเรานี่เป็นทุกข์ขึ้นมาได้เลย

แล้วถามว่าจะออกได้ยังไงดี หือ ...ถ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนนี่ ก็ไม่จ่ายเงินมันเลย  นั่น ออกง่ายดี...สะใจ  หรือว่าฟ้องเรียกค่าทดแทน ค่าเสียหาย แล้วรวยเลย ...เนี่ย มันแก้กันอย่างนี้

เห็นมั้ย มีวิธีแก้เยอะแยะเลยนะ จะแก้ยังไงล่ะ แล้วแต่ปัญญาคือความคิดของตัวเอง …แต่ถ้าเป็นพระพุทธเจ้านี่...แก้วิธีเดียว แก้ที่เหตุ แก้ที่สมุทัย

เหตุนี่มันมีหลายเหตุนะ ...บางคนก็ว่า “มันน่ะเป็นเหตุ ไอ้ช่างทำผมน่ะเป็นเหตุ” เอ้า บางคนก็บอกว่าที่เป็นเหตุเพราะกูหลับ หรือเพราะว่ากูมาเข้าร้านนี้ ถ้าไปเข้าร้านอื่นกูก็ไม่เป็น ...เห็นมั้ย มันมีตั้งกี่เหตุ

แต่ไอ้เหล่านี้พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกว่าเหตุนะ ท่านเรียกว่ามันเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่ง ...แต่เหตุที่แท้จริงน่ะมันอยู่นี่...นี่ๆๆ เหตุมันอยู่ในกายใจนี่

แต่ในระดับผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ มันก็งงว่ามันเป็นเหตุยังไงวะภายในนี่...ก็เห็นอยู่ทนโท่ว่ามันตัดผมกู ...เถียงอีกนะๆ  ถ้ามันไม่ปฏิบัติมันจะเถียง...ตัวเราน่ะ จิตน่ะมันมีข้อแม้ข้อสงสัยอยู่นั่นน่ะ

แล้วบอกว่ามาแก้ภายในนี่...มาแก้แล้วมันจะไม่เป็นทุกข์ได้อย่างไร มันจะแก้ทุกข์ยังไง ...ต้องด่ามันสิ เห็นมั้ย พอด่ามันแล้วกูสบายใจเลย ...นี่ มันจะแก้กันอย่างนี้

พอด่าเขาแล้วมันสบายใจนะ ..แต่ไอ้คนถูกด่าไม่สบายใจ มันก็บอก “ฝากไว้ก่อน” แน่ะ “อย่าให้มึงเผลอเข้าร้านกูนะ หรืออย่าให้กูเจอมึงกลางตลาดอีก” ...เห็นมั้ย แก้ไม่จบน่ะ

เพราะแก้ไม่ถูกที่ แก้ไม่ถูกทาง ...ที่คือที่นี้ ทางคือทางมรรค ...มันแก้ไม่ถูกทั้งที่...แล้วก็ไม่ถูกทั้งทาง  จึงเรียกว่าแก้ไม่ถูกที่ไม่ถูกทาง

มีแต่พระพุทธเจ้าที่สอนว่า...แก้ที่ถูกที่ แก้ที่ถูกทาง แล้วมันจะแก้ได้ที่สุด ...เชื่อรึเปล่า ไม่รู้...ต้องทำเอาเอง

เนี่ย คือถ้ามาฟังๆ เราพูด หรือว่าพระท่านพูด มันก็เหมือนโฆษณาชวนเชื่อ  ตะโกนไปปาวๆๆ ใส่ไมค์ก็ได้ ไม่ใส่ไมค์ก็ได้ ...ก็แค่นั้นน่ะ จะเชื่อ-ไม่เชื่อก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่ถ้ามันลองเอาไปทำแล้วนี่ก็จะเห็นว่า...เออเฮ้ย จริงว่ะ จริงตามท่านว่า ...นั่นน่ะคือการสอน มันเป็นเพียงกุศโลบาย หรือให้เกิดสุตตะ จินตามยปัญญาเบื้องต้น

แต่ว่าตัวที่มันจะได้ผลจริงๆ คือ...ต้องเอาไปทำเอง กินเอง ...มันจึงจะได้รสชาติของพระธรรม รสชาติของศีล

ที่ว่า...เกิดมากูยังไม่เคยรู้จักรสชาติเลยว่าศีลน่ะรสชาติยังไง  เขาว่าผู้ใดรักษาศีลแล้วสงบ ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว...ยังไม่เคยได้รสชาติของศีลอย่างนี้เลย ...ก็มันไม่ปฏิบัติน่ะ

เขาบอกว่ารสชาติของสมาธิคือตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่โยก ไม่คลอน ไม่สั่นไหว ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไปมาตามอารมณ์ ...ก็ไม่เคยได้รับรสชาตินี้ ไม่รู้จักว่ารสชาตินี้มันเป็นยังไง  

ดวงจิตผู้รู้ที่สว่างไสวเหมือนกับฟ้าปราศจากเมฆแล้วมีพระอาทิตย์กลางแจ้ง ...ก็ไม่เห็นมันสว่าง มีแต่มืดตึ้บ ...ไม่เคยเห็นรสชาติของดวงจิตผู้รู้อยู่เลย

นี่ เรียกว่ามันจะได้รสชาติของศีลสมาธิปัญญา...ก็ต้องปฏิบัติอย่างเดียวเท่านั้น

แล้วญาณทัสสนะล่ะ รสชาติของญาณทัสสนะ...เห็นตรงไหนละตรงนั้น เห็นตรงไหนดับตรงนั้น เห็นตรงไหนวางตรงนั้น เห็นตรงไหนขาดตรงนั้น ...นั่นน่ะ ญาณทัสสนะที่เป็นญาณวิสุทธิ

ไม่สืบ ไม่เนื่อง ไม่ต่อด้วยอำนาจของความปรุงแต่ง ...ไม่สืบ ไม่เนื่อง ไม่ต่อด้วยอำนาจของความเป็นเรา ...ไม่สืบ ไม่เนื่อง ไม่ต่อด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน ...นั่นน่ะญาณทัสสนะ

เคยได้รับรสชาตินี้บ้างไหมล่ะ หรือพอได้แค่แตะๆ ด้วยปลายลิ้น ปะแล่มๆ นิดดดดนึง

ถ้ามัวแต่นั่งๆ นอนๆ  เผลอๆ เพลินๆ น่ะ ...อย่าถาม  อย่ามามัวแต่ถาม อย่ามามัวแต่รอ  ไม่งั้นไม่มีทางได้รับรสชาติของศีลสมาธิปัญญาด้วยตัวเองได้เลย

เมื่อใดผู้ใดที่เข้าปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นจริงจัง ได้เข้าถึง ได้รับรสชาติของพระธรรมที่เรียกว่าศีลสมาธิปัญญาแล้ว ...รสชาติของพระธรรมนี่ เลิศกว่ารสชาติของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในสามโลกธาตุ

ถ้าได้กลืนกินรสชาติของศีลสมาธิปัญญาแล้ว จะไม่คายทิ้งเลย ...จะเห็นคุณค่าอย่างยิ่ง 

จะเห็นพ้องตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่า...ศีลสมาธิปัญญาเป็นเลิศในสามโลก  ศีลสมาธิปัญญาเป็นของที่มีค่ายิ่งในสามโลก ไม่มีสิ่งใดเทียม


การปฏิบัติน่ะ...ไม่ได้อยู่ที่วัด ไม่ได้อยู่ที่ป่า ไม่ได้อยู่ที่บ้าน ไม่ได้อยู่ในที่สันโดษวิเวก ...แต่อยู่ “ที่นี้” 

แล้วสถานที่ไหนที่มันไม่มี “ที่นี้” บ้าง  เหตุการณ์ไหนที่มันไม่มีคำว่า “ที่นี้” บ้าง  เรื่องราวดีร้าย รับได้-รับไม่ได้ มีที่ไหนที่มันไม่มี “ที่นี้” บ้าง 

เพราะนั้น “ที่นี้” แหละคือที่ภาวนา ...ไม่ใช่ที่วัด ไม่ใช่ที่บ้าน ไม่ใช่ที่เครื่องแต่งตัว ไม่ใช่ที่เพศ ไม่ใช่ที่อายุ ...แต่เป็น “ที่นี้” ...ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ

เป็นพระน่ะจะรู้...สวดมนต์ทุกวันตอนเช้าตอนเย็นน่ะ...โย ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ 

“ที่นี้” ที่เดียว...เป็นที่รวมของธรรม เป็นที่รวมของศีลสมาธิปัญญา เป็นที่รวมของความรู้แจ้งเห็นจริง

เป็นที่รวม เป็นที่อยู่ ของพระอริยะตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้า หลังพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไป ก็อยู่ในที่นี้ทั้งนั้น  ทุกท่านทุกองค์บำเพ็ญมาก็มารวมลงในที่นี้ที่เดียว ธรรมนี้ธรรมเดียว

ก็ไปดูเอาแล้วกัน ว่ามันอยู่กับ “ที่นี้” ได้กี่มากน้อย ...ถ้ามันไม่ฝึก ถ้ามันไม่ดัด ถ้ามันไม่ขัดเกลา ถ้ามันไม่ขวนขวาย ถ้ามันไม่ใส่ใจ ถ้ามันไม่ตั้งใจ ...มันจะลงอยู่ “ที่นี้” ที่เดียวไม่ได้

มันจะรวมลง “ที่นี้” ที่เดียวไม่ได้ด้วยตัวของจิตผู้ไม่รู้เลย ...มันจะมีแต่อาการที่ไปมาแบบไร้ขอบเขตและร่องรอยน่ะ มันมีอยู่ทุกตัวผู้คนเลย

ไม่ต้องมาถามว่าตัวไร้ขอบเขตร่องรอยเป็นยังไง ...ก็เป็นอย่างเงี้ย เป็นอย่างที่เป็นกันทั้งวันทุกวันนี่  มันมีแสดงให้เห็นอยู่แล้วความเป็นจริงของกิเลส แต่ยังไม่เห็นความเป็นจริงของศีลสมาธิปัญญา

เพราะธรรมชาติของกิเลสมันปิดบังอยู่แล้ว ...ถ้าไม่ดัด ถ้าไม่แปลง ถ้าไม่ขัดเกลาด้วยการปฏิบัติแล้ว มันจะเข้าไม่ถึงความเป็นจริงของศีลสมาธิปัญญาที่มีอยู่ภายในขันธ์นี่เหมือนกัน

แต่ตอนนี้ที่มันไม่เห็นเพราะกิเลสความไม่รู้นี่...อวิชชา ความไม่รู้ ความเศร้าหมอง ความขุ่นมัว มันปกมันปิด มันบังไว้

บังตรงไหน ...บัง “ที่นี้” แหละ บังความเป็น “ตรงนี้” ไว้ ... ทั้งที่ว่า “ตรงนี้”...เราก็บอกแล้วว่ามันมีอยู่ตลอดเวลา


(ต่อแทร็ก 11/28)




วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 11/27 (1)


พระอาจารย์
11/27 (560729C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 กรกฎาคม 2556
(ช่วง 1)



(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  อย่านั่งคอย อย่านอนคอย อย่ายืนคอย อย่าหลับคอย อย่าตั้งหน้าตั้งตาคอย ...ต้องตั้งหน้าตั้งตาเจริญขึ้นซึ่งสติ ศีล สมาธิ ปัญญา

เปลี่ยนซะ เปลี่ยนสันดานซะ ...อย่ามานั่งนอนคอยวาสนามาอนุเคราะห์ มาสงเคราะห์  อย่ามานั่งคอยธรรม อย่ามานั่งคอยสมาธิ ปัญญา

ความตายมันจะมาก่อน เพราะมัวแต่คอย มัวแต่รอ มัวแต่ว่าทำอันนั้นทำอันนี้ให้เสร็จก่อน...เดี๋ยวค่อยทำ ...ให้ได้กินอยู่หลับนอน เสร็จกิจการงานก่อน...เดี๋ยวค่อยทำ

ให้เสร็จการล้างบาตรก่อน...เดี๋ยวค่อยทำ  เสร็จการนอนหลับพักผ่อน...เดี๋ยวค่อยทำ   เสร็จการกวาดตาด เสร็จการสวดมนต์...เดี๋ยวค่อยทำ …เมื่อไหร่มันจะทำ

ให้เสร็จการกินก่อน เสร็จจากการขับรถ เสร็จจากการทำงาน...ค่อยทำ  เสร็จจากอาบน้ำ เสร็จจากดูหนังฟังเพลง...ค่อยทำ ...เมื่อไหร่มันจะได้ทำ

ระหว่างที่มันนั่งคอยนอนคอยนี่ ...ชีวิตมันถูกกลืนกินไปแล้ว อายุขัยมันถูกกลืนกินไปแล้ว  มันกำลังรุดหน้าไปหาความแตกความดับ ...รู้กันไหม มรณัง เม ภะวิสติ

มันเดินหน้าไปหาความตาย...ทุกลมหายใจเข้าออก ...รู้บ้างไหม ว่าหมดเวลาไปกับอะไร ได้ประโยชน์แค่ไหน ...หรือไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ในสิ่งที่กำลังเข้าไปมัวเมาหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้นๆ เรื่องนั้นๆ 

ทำไมมันไม่มามัวเมาหมกมุ่นกับศีลสมาธิปัญญาบ้างเล่า ...นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องของพระเท่านั้น  มันเป็นเรื่องของคนทุกคนที่เกิดมา ได้กายได้ขันธ์นี้เป็นสมบัติ 

ที่เขาให้เกิดมา ได้โอกาสมาเกิด...ทั้งๆ ที่ยังมีคิวของจิตวิญญาณที่รอเกิดอีกเยอะแยะ นี่ เขาให้เกิดมาเรียนรู้ขันธ์ ให้มันมารู้จักขันธ์ตามความเป็นจริง 

แล้วมันหมดเวลาไปกับอะไรอยู่ ...หาอยู่หากิน หาชื่อหาเสียง หาความสุขหาความสบาย หาความหลงหาความเพลิดเพลิน ...หรือหามรรคหาผล หรือหาศีลสติสมาธิปัญญา ...อะไรมันจะมีคุณค่ากว่ากัน

อย่าปล่อยปละละเลย ให้เวลามันล่วงไปหมดไปในแต่ละวัน ในแต่ละชั่วโมง ในแต่ละนาที ในแต่ละปัจจุบันนี่ ...ให้เห็นคุณค่าของทุกปัจจุบัน...โดยไม่เว้น โดยไม่ว่าง โดยไม่ขาด โดยไม่หาย

จึงเรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ...ผลน่ะจะเกิดต่อผู้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ...จริงขนาดมันข้ามโคตรปุถุชน เปลี่ยนแซ่เปลี่ยนโคตรจากปุถุชนน่ะ เป็นอริยะบุคคล 

ข้ามโคตรเลย ...สำหรับคนที่จริงต่อการปฏิบัติ จริงต่อศีล จริงต่อสมาธิ จริงต่อปัญญา จริงแบบไม่ว่างไม่เว้น ยกเว้นเวลาหลับ  ...นี่ มีความตั้งใจเต็มเปี่ยมอยู่ตลอด

ถ้าไม่มีก็ตั้งขึ้นมาซะ ...ถ้าไม่ตั้งน่ะ...ใจมันไม่อยู่หรอก มันล้ม...ใจมันล้ม ใจมันละลายหมด สลายหายไปหมดกับอะไรก็ไม่รู้ที่แวดล้อมกายแวดล้อมขันธ์

ถ้าไม่ตั้งใจ...ใจก็ไม่ตั้ง ใจก็ไม่อยู่ ใจก็ไม่ปรากฏให้เห็นอยู่ในกายในขันธ์นี้ ...นั่ง..ตั้งใจนั่ง เดิน..ตั้งใจเดิน ยืน..ตั้งใจยืน กิน..ตั้งใจกิน หยิบจับฉวยอะไร..ตั้งใจ ทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความตั้งอกตั้งใจขึ้นมา

ไม่ใช่ทำตามความเคยชิน ตามความหลง ตามความเคยเนื้อเคยตัว  เรียกว่ามันดำเนินชีวิตด้วยความไม่ตั้งอกตั้งใจอยู่ภายใน ...จิตมันจะตั้งมั่นได้ยังไง

ดวงจิตผู้รู้มันจะตั้งอยู่ภายในขึ้นมาให้เห็น ให้ฉายแสง ฉายความสว่างสาดส่องไปทั่วกาย ทั่วขันธ์ ทั่วสามโลกธาตุได้อย่างไร ...ถ้าใจไม่ตั้งมั่น จะเข้าไม่ถึงดวงจิตผู้รู้

ถ้าไม่เกิด..บังเกิดดวงจิตผู้รู้ภายใน ...มันไม่มีแสงสว่างที่จะไปสาดส่องสิ่งที่มันห่อหุ้มปกคลุมขันธ์ โลก สามโลกธาตุ ว่าความเป็นจริง เนื้อแท้ธรรมแท้ของความเป็นจริงนั้นคืออะไร

เราไม่พูดเรื่องอื่นหรอก เราพูดแต่เรื่องภาวนา ...อย่ามาถาม ถามก็ไม่ตอบ...เรื่องอื่น เรื่องโลก ไม่สอนให้คนไปเสียเวลา ไม่แนะนำให้ใครไปเสียเวลากับเรื่องราวในโลก

เพราะมันเสียเวลามาเป็นอเนกชาติแล้ว ก็ไม่สนับสนุนจะให้ไปเสียเวลาต่อเนื่องไปอีก ...ให้เคร่งครัด ไม่ใช่เคร่งครัดภายนอก ...เคร่งครัดอยู่ภายใน ไม่ให้หลง ไม่ให้ลืมเนื้อตัวของตัวเอง

เรียกว่าไม่ลืมเนื้อลืมตัว ให้อยู่กับเนื้อกับตัว..ให้มาก ...จนไม่มีช่องว่างของกิเลสของเรา ให้ออกไปเพ่นพ่านเป็นเสือลากเขี้ยวลากหางอยู่ในที่ทั้งหลายทั้งปวง

มันก็ไปตะลุมบอนกับเสือที่มันออกมาจากคนอื่น แล้วก็กัดกันไปก็กัดกันมา ...เพราะมันไม่ควบคุมระวังรักษากายใจของตัวเอง

มันก็มีอำนาจของ “เรา” ...เหมือนกับเสือ เหมือนกับช้าง เหมือนกับหมี เหมือนกับหมา ไปเห่า ไปกัด ไปขู่ ไปแย่งชิงอะไรกัน...เศษเนื้อเศษกระดูกมั้ง เศษอาหาร หรือขยะ

แค่นั้นก็กัดกันจนปางตายกันแล้ว ไม่ได้รู้จักเลยว่ามันเป็นขยะ ...มาแย่งขยะหรือไงกัน  มาหาความดีความชอบกับกองขยะหรือไงกัน

ถ้าไม่มีปัญญามันไม่เห็นหรอกว่ามันเป็นขยะ มันกลับว่าเป็นเพชรเป็นทองเลย นั่น ...มันกลับมองเห็นว่าศีลสมาธิปัญญาเป็นเหมือนก้อนกรวดก้อนดิน ไม่มีค่าไม่มีราคาเลย

ยอมที่จะทิ้งเนื้อทิ้งตัว ทิ้งรู้ทิ้งตัว ทิ้งสติทิ้งสมาธิปัญญา เพื่อกระโดดเข้าไปมีอารมณ์ สร้างอารมณ์ อยู่ในอารมณ์ อยู่ในกิเลสความโกรธ โลภ หลง  อยู่ในอดีต อยู่ในอนาคต

โดยไม่เสียดมเสียดายความระลึกรู้...รู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน หรือศีลสมาธิปัญญาที่มันกองอยู่กับปัจจุบันเลย ...นีี่ เกิดมาตายเปล่า พระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่า...โมฆะบุรุษ

บุคคลใดที่เห็นกาย เห็นเนื้อเห็นตัว เห็นศีลสมาธิปัญญาอยู่ที่ไหน ตามความเป็นจริงแล้วคืออะไร ...นี่ พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญ ...แค่เห็นแม้แต่ขณะจิตหนึ่ง ท่านยังสรรเสริญเลย

เนี่ย แปลว่าอะไร ...แปลว่ามันสำคัญนะนี่ ...ที่ท่านอุตส่าห์พากเพียรมาสี่อสงไขยแสนมหากัป เพื่อค้นหาทางมรรคให้เจอเนี่ย

ก็เพื่อมาสอนคนให้รู้จักว่าศีลอยู่ตรงไหน สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร ประโยชน์ของศีลสมาธิปัญญาเป็นอย่างไร ที่สุดของศีลสมาธิปัญญาอยู่ตรงไหน

นี่คือเป้าหมายที่ท่านบำเพ็ญมา สี่อสงไขยแสนมหากัป ...เพื่อจะค้นหาแล้วเอามาเปิดเผยให้สัตว์โลกทั้งหลายได้ยินได้ฟัง แล้วทำตามได้

เพราะนั้นพระพุทธเจ้ายังสรรเสริญเลย...แม้ขณะจิตเดียวที่เห็นว่าศีลคืออะไร เกิดแก่เจ็บตายคืออะไร เห็นความเกิดความดับของไตรลักษณ์ของกายของขันธ์ของโลกคืออะไร ...ท่านยังสรรเสริญเลย

แต่พวกเรากลับไปสรรเสริญกิเลสของเรา กลับไปสรรเสริญอารมณ์ ...ใช้อารมณ์เป็นอาวุธ ใช้อารมณ์เป็นเครื่องอยู่ ใช้อารมณ์เป็นเครื่องที่จะสร้างอิทธิพล อำนาจ

นี่ไม่ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์พุทธะนะ ...ถึงเป็นลูกศิษย์ก็เป็นลูกศิษย์แต่ชื่อ เป็นแค่พุทธบริษัทแต่ชื่อ แค่ชื่อ ว่าเป็นพุทธ นับถือพระพุทธเจ้า ไหว้พระสวดมนต์บูชา

ซึ่งการบูชานี่มีหลายอย่าง ...ทั้งด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ ด้วยอามิส ด้วยสินจ้าง ด้วยเงินทอง ด้วยสิ่งก่อสร้างวัสดุข้าวของ ...แต่พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญการปฏิบัติบูชา

ท่านสรรเสริญการปฏิบัติบูชาคุณพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ...ซึ่งมันไม่ต้องลงทุน แต่ต้องลงแรง...ลงแรงกายใจปัจจุบัน ลงแรงที่จะต้องระลึกนึกน้อม โอปนยิโก ทวนกลับมาอยู่กับกายใจเสมอๆ

จนมันได้หลัก จนมันปักหลัก จนมันได้ฐาน ปักฐาน จนมันไม่สั่นคลอน จนมันแน่วแน่ จนมันไม่หวั่นไหว จนมันไม่สะเทือนไปกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาและผ่านไป

เหล่านี้ไม่ใช่อยู่ดีๆ มันจะเกิดขึ้นได้เองนะ ...มันต้องทำ มันต้องปฏิบัติ มันต้องเอาความสะดวกสบายเข้าแลก ...มันต้องแลก มันต้องสละสุขส่วนตัว ความอยากได้ความสุขส่วนตัวออกไป

เพราะว่าการที่มันมานั่งรู้ๆๆๆ  ยืนก็รู้ เดินก็รู้  โดยที่ไม่เผลอ ไม่เพลิน ไม่หาย นี่ ...มันเหมือนกับต้องสละความสุขในการเพลิดเพลินออกไป มันต้องสละความสบายใจในการที่ปล่อยให้มันล่องลอยไป 

นี่มันมีความสบายใจ ในการที่ปล่อยให้มันไม่มีหลักไม่มีฐาน ไม่มีรากไม่มีเหง้าน่ะ ...มันต้องสละความเพลิดเพลินเหล่านั้น ความสุขในอารมณ์นั้นออกไป ...ศีลสมาธิปัญญาจึงเจริญงอกงามขึ้นมา

เพราะในอารมณ์น่าใคร่น่ารักเหล่านี้ มันเป็นเครื่องกัดกร่อนรากเหง้า รากฐานของปัจจุบันธรรม ปัจจุบันศีล ปัจจุบันกาย ปัจจุบันรู้ ปัจจุบันเห็น

เพราะฉะนั้น...ก็สละไปเรื่อยๆ สละหมดเลย สละจนหมดเลย จนไม่เหลืออะไรเลย ... นั่นแหละ...จาโค หรือทาน นั่นแหละ คือการให้ทานภายใน

การให้ทานเป็นวัตถุข้าวของภายนอกน่ะ เพื่อให้รู้จักทานภายในคืออย่างนี้หนา นี่คือเป้าหมายของการให้วัตถุทาน ...เพื่อให้รู้จักการสละละออกจากของตัวเอง...ที่รักและหวง

มันหวงนะ...หวงความสุขของตัวเรา มันหวงความสบาย ความที่ว่าไม่ต้องทำอะไร ...มันชอบตรงนั้นน่ะ มันชอบ มันหวงอารมณ์นี้อยู่ 


(ต่อแทร็ก 11/27  ช่วง 2)



วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 11/26


พระอาจารย์
11/26 (560729B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 กรกฎาคม 2556


พระอาจารย์ –  อย่ามองว่าเป็นของยาก ของทำไม่ได้ ...การเกิดมาแต่ละครั้งน่ะยากกว่านี้อีก ออกจากท้องแม่น่ะ ยังผ่านมาได้เลย

แค่การเจริญสติ การระลึกรู้ การเท่าทันตัวเอง...ตัวกายในปัจจุบันน่ะ มันอยู่ในท่าทางอิริยาบถไหน ...นี่มันยากเกินไปมั้ย ในการที่จะระลึกแล้วกลับมารู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ให้มันพอดีกันกับกายปัจจุบัน

หลงลืมไปก็รู้ใหม่ได้ ไม่เสียหายอะไร …อย่าขี้เกียจ  อย่าขี้เกียจที่จะระลึกรู้ใหม่ อย่าขี้เกียจที่จะรักษาความต่อเนื่องของการระลึกรู้นี้ ให้มันยืดยาว ให้มันกินเวลาไปนานๆ

เพื่อให้เกิดความชัดเจนในองค์มรรค เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งในองค์มรรค ...มันก็ต้องทำสติในกายนี้ให้มันต่อเนื่อง ยืดยาว

มันจึงจะชัดเจนว่า ทางสายกลาง หรือว่ามรรคาปฏิปทา หรือว่ามรรควิถีนี่คืออย่างไร  แล้วมันให้ผลเป็นคุณเป็นโทษอย่างไร ...ก็จะประจักษ์ ด้วยตัวของบุคคลนั้นๆ ผู้ปฏิบัตินั้นๆ

ไม่ต้องไปหาตำรามาอ้างอิง ไม่ต้องให้คำพูดคนอื่นมาอ้างอิง ...มันก็จะเกิดความตระหนักอยู่ภายใน ว่ามรรค ประโยชน์ของมรรค คุณค่าของมรรค

คุณค่าของการดำรงชีวิตดำเนินชีวิตอยู่ในองค์มรรคน่ะ ...มันให้ผลแตกต่างไปจากการดำรงดำเนินอยู่บนฐานของความไม่รู้แล้วก็ประกอบเหตุด้วยสมุทัย คือความเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ตลอดสาย

ถ้ามันชัดเจนในองค์มรรคขึ้นเรื่อยๆ นี่ ...มันจะเห็นเลยว่า เส้นทางของมรรคที่พระพุทธเจ้าว่าเป็นทางอันประเสริฐนี่ มันต่างกันเหมือนฟ้ากับเหว...กับวิถีจิตที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาของ “เรา”

อะไรๆ ก็ตามที่มันออกมาจาก “เรา” นั่นแหละกิเลสล้วนๆ ออกมาจากความไม่รู้ล้วนๆ มันเห่อเหิม โจนทะยานไป ...กว่าที่ศีลสมาธิปัญญามันจะมีพลัง มีอำนาจ เหนือความอยาก-ความไม่อยากของเรา 

เบื้องต้นน่ะ ลำบากแน่ๆ ยังไงก็ลำบาก ... อยู่กับกิเลส...ทำตามกิเลสก็ลำบาก ... พอเห็นกิเลส...ละกิเลส อยู่กับตัวเองก็ลำบาก ...มันลำบากทั้งสองอย่างน่ะ

แต่ว่าความลำบากในการที่ทำตามกิเลส ทำตามอำเภอใจเรา ทำตามความอยาก-ความไม่อยากของเรานี่ ...มันเป็นความลำบากที่ไม่มีวันจบสิ้น

โดยมีเครื่องล่อ คือมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ มาฉาบทา พอให้คิดว่าเชื่อว่า ยังหาความสบายได้อยู่อีกในวันข้างหน้า วันต่อๆ ไป จนถึงขั้นชาติต่อๆ ไปที่ได้เกิดมาใหม่

มันหลอกให้ต่อเนื่องสืบยาวไปเรื่อย โดยเอาสุขมาเป็นเครื่องล่อ เอาอารมณ์ที่หมายมั่นว่าเป็นสุขนั้นน่ะเป็นเครื่องล่อ 

เช่นคนหนึ่งหน้าตาประมาณนี้ มันก็คิดว่าเกิดมาชาติหน้า ขอให้มันได้ดีกว่านี้ ...เห็นมั้ย จิตนี่มันจะหมายอะไรล่วงหน้าที่มันดีกว่า เหนือกว่า สุขกว่า ...ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะได้อย่างนั้นจริงไหม

พอคิดว่าได้ไม่จริง มันก็หาทางทำให้ได้จริง เช่น ทำบุญเข้าไปเยอะๆ ตามเขาว่า ...เขาบอกว่าทำบุญแล้วจะได้รูปสวย ได้เมียสวย ได้เงินทอง ได้ฐานะดี มีศักดิ์มีศรี มีชื่อมีเสียง 

ก็เลยทำบุญกันไป...เพื่ออะไร ...เพื่อประกอบเหตุให้ได้ผลอย่างที่ต้องการ ...มันเลยผิดวัตถุเป้าประสงค์ของการทำบุญ กลายเป็นการทำบุญหวังผลไป

เดี๋ยวนี้ชาวพุทธน่ะ เป็นพุทธที่...ไม่ใช่พุทธบริษัท ...เป็นพุทธกิจ พุทธะบวกธุรกิจ ค้าขายกำไรเกินควร มากจนปิดบัง...แทบจะปิดบังความหมายของการทำบุญแล้ว

ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของบุญ หรือคำว่าทานบารมีคืออะไร ...เป้าหมายของการทำบุญ ให้ทาน ทำทาน ที่แท้จริงน่ะคืออะไร ...ไม่ใช่ให้ได้รูปสวย ได้เงินทองมาไม่อดอยาก หรือมีแต่เรื่องดีๆ เป็นมงคล

อันนั้นเป็นเพียงอานิสงส์เล็กน้อย ...ถ้าให้เรามองนะ เรามองเป็นอานิสงส์ที่มีอยู่เล็กน้อย พอคุ้มกะลาหัว พอคุ้มขันธ์ แค่นั้นเอง ...แต่เป้าหมายของการให้ทาน การทำบุญที่แท้จริงน่ะ มากกว่านั้น

คือเหล่านี้ ความรู้ความเข้าใจเช่นนี้ ที่มันตรงต่อสภาพที่แท้จริง แล้วก็ตรงตามปริยัติ ตามบัญญัติ ตามพระไตรปิฎก ตามที่พระพุทธพจน์ท่านกล่าวว่าไว้เป็นพุทธวจนะนี่ 

ถ้าไม่ปฏิบัติ ...มันจะไม่เกิดความรู้ความเข้าใจแบบลึกซึ้ง ชัดเจน และจริง ...เพราะความรู้ความเข้าใจในแง่ปริยัติที่เคยได้ยินได้ฟังมา มันก็จะเป็นแบบพื้นๆ แล้วมันจะคลาดเคลื่อน 

มันมีโอกาสคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ แล้วบางทีก็คลาดเคลื่อนจนพาลงเหวลงนรกเลยก็มี ...เพราะนั้น บุญน่ะดี ...แต่ถ้าติดบุญน่ะ...ลงนรกก็ยังได้เลย

เพราะนั้นต้องเน้นเรื่องการภาวนาภายในของตัวเจ้าของ ...ภาวนาด้วยสติ...ไม่ได้ภาวนาด้วยความอยากหรือความไม่อยาก ...แต่ต้องภาวนาด้วยสติ ภาวนาด้วยการระลึกรู้

โดยมีกายนี้เป็นบทบริกรรม ใช้กายนี้เป็นการบริกรรม แทนคำบริกรรม ...เพราะมันเป็นบริกรรมที่ตายตัว มันมีมาตั้งแต่เกิดจนวันตาย ...อย่าง "พุทโธ"นี่ยังหาเอาใหม่ด้วยการคิดๆ นึกๆ ขึ้นมา

แต่กายนี่มีอยู่ทุกขณะ ...แม้กระทั่งว่าพุทโธอยู่ กายนี้ก็ยังมีอยู่ตรงนั้น แสดงถึงความเป็นจริงที่มีอยู่ตลอดเวลา เปิดเผย ตรงไปตรงมา สง่าผ่าเผยในความเป็นธรรมนี้

เพียงแต่ผู้ปฏิบัตินั้นยังไม่ตั้งใจ ยังไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้กับความเปิดเผยของธรรมนี้ ที่เรียกว่าสมมุติว่ากายนี่ อย่างใส่ใจและจริงจัง ...ด้วยความตั้งมั่นแน่วแน่มั่นคง นี่คือความหมายของคำว่าสมาธินั่นเอง

พอมันมีสติ แล้วก็ระลึก แล้วก็ไม่ลืม ...พอไม่ลืมแล้วก็ตั้งมั่นแน่วแน่มั่นคงอยู่ในจำเพาะกายจริงๆ ...นอกจากนี้...ไม่ไปรับรู้ ไม่ไปสนใจที่จะรับรู้

ไม่ไปอยากรู้อยากเห็นอะไรที่มันนอกเหนือจากกายนี้ นี่เขาเรียกว่าตั้งมั่นแน่วแน่และมั่นคงที่เดียว …การตั้งมั่นแน่วแน่มั่นคงในที่เดียวนี้ เรียกว่าสัมมาสมาธิ

ซึ่งการที่จะตั้งมั่นแน่วแน่มั่นคงได้ต่อเนื่องตลอดเวลา มันก็ต้องอาศัย...ไม่เพียงแค่สติ มันจะต้องเป็นสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวทั่วพร้อมต่อเนื่องตลอดเวลา

คือในระดับหนึ่ง อาจจะไม่ถึงขั้นตลอดเวลาร้อยเปอร์เซ็นต์ ...แต่ว่ามันต้องเป็นพีเรียดยาว...หนึ่งชั่วโมง ครึ่งชั่วโมง สิบนาที ยี่สิบนาที อันนี้ก็แล้วแต่ 

นี่ ตามความพากเพียรของผู้ปฏิบัติ วัดกันไม่ได้ ...ไม่ต้องไปเทียบคนอื่น เอาตัวเองน่ะเป็นตัวเทียบ ...วันนี้ดีรึยัง วันนี้ต่อเนื่องได้ขนาดไหน ...ก็ให้มันมากขึ้น 

จนไม่มีช่องว่าง ช่องเว้น รอยต่อ รอยแยก รอยรั่ว รอยขาด ทะลุ แหว่ง เว้า โหว่ วิ่น บิ่น ...เหล่านี้คือความหมายของคำว่าศีลบกพร่อง ก็คือกายนั่นแหละบกพร่องจากการรับรู้ในปัจจุบัน

เมื่อขาดการรับรู้กายในปัจจุบัน ก็เรียกว่าศีลนี้ขาดตกบกพร่อง ด่างพร้อย เศร้าหมอง ...มันจึงไม่เกิดคำว่าตั้งมั่น แน่วแน่ มั่นคงอยู่ภายใน กับสิ่งที่เรียกว่า..กับสิ่งที่สมมุติว่ากายนี้

เพราะนั้นปัญญามันจะต้องเกิดต่อเนื่องจาก...ตั้งมั่นแน่วแน่มั่นคงต่อกายนี้  มันจึงเกิดสภาพที่เรียนรู้กายนี้ สำเหนียกกายนี้ ด้วยความเป็นโยนิโสมนสิการ

มันก็จะค่อยๆ เปิดเผย...ด้วยปัญญานี่ เปิดเผย...สิ่งที่มันห่อหุ้ม ปกคลุม ปิดบัง ครอบคลุมกายนี้ ...เหมือนเราแหวกจอกแหน ผักตบชวา  ซึ่งไม่เคยรู้ว่าใต้จอกแหน ใต้ผักตบชวานั้น มีน้ำใสเย็นอยู่ข้างใต้

แต่เราอยู่กับกอผักตบ กอจอกแหนนั่น...เป็นอาจิณ เป็นนิสัย เป็นสันดาน มานับภพนับชาติไม่ถ้วน ...แต่ไม่รู้จักไม่เข้าใจว่าใต้จอกแหน ใต้ผักตบชวานั่น มีน้ำอยู่

คือมันยังไม่เห็นความเป็นจริงของกาย ไม่รู้จักแม้กระทั่งความเป็นจริงของกายอยู่ที่ไหน

เมื่อไม่รู้จักว่าความเป็นจริงของกายอยู่ที่ไหน ...มันก็หาออกไปข้างหน้าบ้าง หาไปในที่อื่นบ้าง หาไปตามตำรับตำราบ้าง หาไปตามคำพูดคนอื่นบ้าง ...ยิ่งหายิ่งไกล ยิ่งหายิ่งไม่เห็น

เกิดมาพร้อมกับก้อนธาตุก้อนกาย ก้อนทุกข์ก้อนธรรม ...จะไปหาที่ไหนเล่า ที่นอกจากกายที่มันนั่งนอนยืนเดินนี้ ...เพราะความเป็นจริงก็อยู่ตรงนี้ กายจริงๆ ก็อยู่ตรงนี้

เพียงแต่มันไม่แหวกออก ไม่มีอำนาจที่จะไปแหวกออก คืออำนาจของสติ ศีล สมาธิ ปัญญา...ในปัจจุบันด้วยนะ ไม่ใช่ศีลสมาธิปัญญาข้างหน้า หรือที่ผ่านมา

พวกนักปฏิบัติส่วนมากน่ะ มันเคยได้ เคยเห็น เคยรักษาได้ ...แต่มันผ่านไปแล้ว  ก็มัวแต่ไปจมปลัก คิดนึก คำนึง อาวรณ์ อาลัย เศร้าโศก หดหู่ กับสิ่งที่มันล่วงลับไปแล้ว

นี่ ไร้สาระสิ้นดี เสียชื่อผู้ปฏิบัติสิ้นดี ...มันเอาคืนไม่ได้ จะไปนั่งโศกาอาดูรปริเทวนากับมันทำไม ...กายมีอยู่นี้ ปัจจุบันอยู่ตรงนี้ ศีลอยู่ตรงนี้...ก็เจริญขึ้นมาใหม่สิ 

มัวแต่ไปงมโข่งอยู่กันที่ไหน มัวแต่ไปขุดค้นที่ไหน หรือมัวแต่ไปนอนหลับทับสิทธิ์อยู่ที่ไหน ...รู้จักมั้ยไอ้พวกนอนหลับทับสิทธิ์นี่ มีสิทธิ์ลงเลือกตั้ง มีสิทธิ์หย่อนบัตรแต่ไม่ใช้สิทธิ์ 

เนี่ยกายใจมี ...มีสิทธิ์มาตั้งแต่เกิด แต่ไม่ใช้สิทธิ์ กลับนอนหลับทับสิทธิ์ ...ปล่อยให้กายนี้มันเปื่อยเน่าไปโดยไร้ค่าไร้ราคา แล้วก็จากไปด้วยการถูกจิตเราก่นด่าว่าทำไมมันทุกข์เหลือเกิน 

มีแต่ว่าทำไมมันทุกข์มากมาย ทำไมมันไม่เป็นสุขให้จนวันตาย ...นี่ ยังไปด่าทอสาปแช่งมันอีกเวลามันเป็นทุกขเวทนา โดยไม่เข้าใจว่า เขาแสดงธรรมให้ดู เขาแสดงความเป็นจริงให้รู้ 

ก็หนีกันหัวซุกหัวซุน แก้กันแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเลย ...ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันแก้ไม่ได้  มียาตัวไหนมันแก้เกิดแก้ตายได้บ้าง 

ไอ้การแก้เจ็บแก้ป่วยน่ะมันไม่ได้แก้หรอก มันแค่บรรเทา ...คนมันถึงเต็มอยู่ในโรงพยาบาลน่ะ มาแล้วก็มาอีกๆ มันว่าหายแล้วๆ ทำไมมันมาอีกเล่า

มันไม่หาย มันแค่บรรเทา …ไม่มียารักษาโรคที่ไหนหรอก ที่มันมารักษาโรคไข้เจ็บป่วยได้โดยเด็ดขาด...ไม่มี ...เพราะกายนี้มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ไม่มียาอายุวัฒนะที่ไหนหรอก

นอกจากธรรมโอสถ คือศีลสมาธิปัญญานั่นแหละ...เป็นยาที่จะแก้เกิดแก้ตายได้...ขนานเดียว  เป็นยาขนานเอกของพระพุทธเจ้า ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านวางไว้ ชี้แนะไว้ ให้สูตรยา...เป็นธรรมโอสถขนานเอก ...แต่ไม่รู้จักหยิบมากิน หยิบมาใช้กัน  กลับไปหวังน้ำบ่อหน้า หรือไปกินน้ำใต้ศอกคนอื่น

อย่างไหนล่ะ ...ก็ประมาณตามล่าหาพระอริยะน่ะ มันมีทัวร์ตามหาพระอริยะ ...มันจะตามหาพระแสงอะไร หือ จะไปกินน้ำใต้ศอกท่าน แล้วมันจะเข้านิพพานหรือยังไง

มันต้องตามล่าอยู่ภายในใจเจ้าของนั่นแหละ ทำอริยะจิตให้บังเกิด จนกราบไหว้ตัวเองได้นั่นแหละ ...ทีนี้ไม่ต้องไปตามล่าอริยะที่ไหนแล้ว 

รักษาความเป็นอริยะจิตไว้สิ ทีนี้พระก็อยู่ที่นี่แหละ ...ไม่ต้องนั่งรถนั่งเรือขึ้นเครื่องบินหาแล้ว ...ก็รักษาความเป็นพระภายในไว้ รักษาจิตที่เป็นอริยะไว้

จิตไหนที่เป็นจิตอริยะ ...ก็จิตที่ไม่มีสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส...เอาจิตสามดวงนี้ก่อน รักษาให้ได้

เช่นไง รักษายังไง ...คือเมื่อรู้ว่าสงสัย...ละซะ

เมื่อรู้ว่ามีความเป็นเราเกิดขึ้น ในหูในตาในจมูก ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในอดีต ในอนาคต...ละซะ 

จะทำยังงั้นดีมั้ย จะต้องเตรียมการอย่างนี้ดีมั้ย จะต้องทำวิธีการนั้นดีมั้ย...ละซะ

เนี่ย อริยะจิตก็เริ่มเค้าลางขึ้นภายในบุคคลนั้นแล้ว...แต่ยังไม่ถาวร ...ชั่วคราว 

แล้วทำยังไงถึงจะถาวร ...ก็อย่างที่เราบอกตั้งแต่ต้นว่า รักษามรรคนี่ให้ต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย เดี๋ยวถาวรเองนั่นแหละ

ไม่ต้องมาถามเรา เพราะเราก็ไม่รู้ ...จิตใครจิตมัน กายใครกายมัน ...อย่ามาถาม ...ต้องตอบตัวเองให้ได้ ด้วยความไม่สงสัย


(ต่อแทร็ก 11/27)