วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 11/27 (2)


พระอาจารย์
11/27 (560729C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 กรกฎาคม 2556
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 11/27  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ถ้ามันรู้จักละวาง ทานออกภายใน  จาโค...สละออก ...มันก็จะได้ของที่ทดแทนมาเป็นอานิสงส์

แต่ถ้าเป็นวัตถุข้าวของภายนอกที่เราทานสละออก ...มันก็ได้อานิสงส์คืนมาเป็นวัตถุข้าวของ เป็นชื่อเสียง ลาภยศ ...โลกธรรม ๘ ที่เป็นฝั่งดี ฝั่งกุศล

แต่ถ้ามันทานภายใน สละอารมณ์ สละความอยากนั่งนอนสบาย เผลอๆ เพลินๆ ...ผลที่ได้เป็นอานิสงส์คืนมาคือ...ความงอกงามขึ้นของสติ สมาธิ ปัญญาญาณ

เห็นมั้ยว่า อานิสงส์ของการทานภายในนี้ มันได้ค่าที่จับต้องไม่ได้หรอก แต่มันมีคุณค่ายิ่ง ...ต่อไปจะรู้เองด้วยตัวคนนั้นว่า...มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ยิ่งทานยิ่งสละ ... มันยิ่งหลุดพ้นจากการอยู่ใต้อำนาจของกิเลส...หรือว่าอุ้งมือมาร 

มาร ...รู้จักคำว่ามารมั้ย ...กิเลสมาร ขันธมาร มัจจุมาร อภิปุญญาภิสังขารมาร ปุญญาภิสังขารมาร ...พวกนี้คือมารที่มันคลุมใจไว้

ซึ่งอานิสงส์การสละออกนี่ มันจะรอดพ้นจากอุ้งมือมาร ...เบื้องต้นคือขันธมาร ...แล้วมารใหญ่ มารตัวบักใหญ่เลยก็คือกายสังขาร...กายนี่แหละๆ

ถ้าออกพ้นจากความเป็นกาย...กายเราแล้วนี่...เหมือนถอนหายใจสักล้านครั้ง ... นั่น มันเป็นภาระอย่างยิ่งนะ กายขันธ์นี่ เป็นสิ่งที่มันหวงแหนอย่างยิ่งนะ... “เรา” น่ะ

นี่ อย่าได้มาแตะแม้แต่เส้นผมเรานะ ...เชื่อมั้ย ผู้หญิงนี่ ลองเอากรรไกรมา เดี๋ยวจะตัดซะกลางกะโหลกเลย ให้มันแหว่งเลย ...นี่ เป็นน้ำหูน้ำตาไหลเชียวแหละ

หวงอ่ะๆ ผมของเราอ่ะ มาทำให้เสียทรง ...ถามว่าทรงอะไร ...ทรงสีลัพพตปรามาสไง รู้จักมั้ย ทรงผม เขาเรียกว่าทรงสีลัพพตปรามาส ...นั่นล่ะคือธรรมเนียมนิยม

ยึดมั้ยล่ะ...ยึด...ตั้งแต่สักกายทิฏฐิ ยันสีลัพพตปรามาสน่ะ ...เห็นมั้ย แค่เส้นผม  แล้วตัดผมออกนี่ เห็นมั้ยว่าสังโยชน์เบื้องต้นสามตัวเกิดขึ้นทีเดียวพร้อมกันเลย  

พอมาบวชแล้วจับโกนหัวหมดเลย ...นี่ ละสีลัพพตะแบบหยาบๆ ก่อน  แต่งองค์ทรงเครื่องเดียวกัน ไม่มีสี ไม่มีสั้น ไม่มียาว ไม่มีเปิด ไม่มีปิด มีแต่ห่มๆ คลุมๆ พันๆ ใส่เหมือนกันหมด

เนี่ย เพื่อให้เห็นว่า ไม่ต้องไปอยู่กับธรรมเนียมแฟชั่น ธรรมเนียมนิยมของคน...ที่มันขี้เบื่อ  มนุษย์นี่ขี้เบื่อ ชอบเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ ให้มันตื่นตาตื่นใจ

พระพุทธเจ้าเลยจับเหมามารวมที่เดียวกัน แต่งทรงเดียวกันซะ  ผมก็ไม่ต้องไปหวี ไม่ต้องไปเปลี่ยนทรง มีทรงเดียว โกนลูกเดียว ...นี่ เป็นการละภายนอกแบบง่ายๆ ก่อน

แต่ถ้ามันไม่ลึกซึ้งในธรรมที่ว่าศีลภายใน สมาธิปัญญาภายใน ...จะไม่รู้เลยว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถึงจับบวช ทำไมพระพุทธเจ้าถึงว่าต้องมาบวช...เพื่ออะไร

เพราะมันคุ้นเคยกับสิ่งที่จำเจมาก จนมองไม่เห็นว่ามันอยู่ด้วยความไม่จริง อยู่กับความไม่จริง ...จนคุ้นเคย เคยตัว...ว่ามันกลายเป็นของจริงเลย

ว่ามันเป็นผมของเราจริงๆ ว่ามันเป็นทรงผมของเราจริงๆ ...แค่ทรงผมยังร้องไห้น่ะ หือ แค่ทรงผมมันเปลี่ยน ...ไปทำผม แล้วเผอิญนั่งหลับไป ตื่นขึ้นมา เฮ้ย ทรงอะไร...ร้องไห้เลย

ร้องไห้แค่ทรงผมนี่นะ เห็นมั้ย ความบีบคั้นของสีลัพพตปรามาส ความบีบคั้นของสักกายทิฏฐิ ความบีบคั้นในลังเลสงสัย...ว่าทำไมมันทำกับผมกูอย่างนี้วะ 

ไปสงสัยว่ามันทำได้ยังไง ...ก็มันทำไปแล้ว ยังสงสัยอีกว่ามันทำของกูได้ยังไง ...เห็นมั้ย สังโยชน์สามตัวนี่แหละ บีบคั้นให้ใจ หรือจิต หรือเรานี่เป็นทุกข์ขึ้นมาได้เลย

แล้วถามว่าจะออกได้ยังไงดี หือ ...ถ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนนี่ ก็ไม่จ่ายเงินมันเลย  นั่น ออกง่ายดี...สะใจ  หรือว่าฟ้องเรียกค่าทดแทน ค่าเสียหาย แล้วรวยเลย ...เนี่ย มันแก้กันอย่างนี้

เห็นมั้ย มีวิธีแก้เยอะแยะเลยนะ จะแก้ยังไงล่ะ แล้วแต่ปัญญาคือความคิดของตัวเอง แต่ถ้าเป็นพระพุทธเจ้านี่...แก้วิธีเดียว แก้ที่เหตุ แก้ที่สมุทัย

เหตุนี่มันมีหลายเหตุนะ ...บางคนก็ว่า “มันน่ะเป็นเหตุ ไอ้ช่างทำผมน่ะเป็นเหตุ” เอ้า บางคนก็บอกว่าที่เป็นเหตุเพราะกูหลับ หรือเพราะว่ากูมาเข้าร้านนี้ ถ้าไปเข้าร้านอื่นกูก็ไม่เป็น ...เห็นมั้ย มันมีตั้งกี่เหตุ

แต่ไอ้เหล่านี้พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกว่าเหตุนะ ท่านเรียกว่ามันเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่ง ...แต่เหตุที่แท้จริงน่ะมันอยู่นี่...นี่ๆๆ เหตุมันอยู่ในกายใจนี่

แต่ในระดับผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ มันก็งงว่ามันเป็นเหตุยังไงวะภายในนี่...ก็เห็นอยู่ทนโท่ว่ามันตัดผมกู ...เถียงอีกนะๆ  ถ้ามันไม่ปฏิบัติมันจะเถียง...ตัวเราน่ะ จิตน่ะมันมีข้อแม้ข้อสงสัยอยู่นั่นน่ะ

แล้วบอกว่ามาแก้ภายในนี่...มาแก้แล้วมันจะไม่เป็นทุกข์ได้อย่างไร มันจะแก้ทุกข์ยังไง ...ต้องด่ามันสิ เห็นมั้ย พอด่ามันแล้วกูสบายใจเลย ...นี่ มันจะแก้กันอย่างนี้

พอด่าเขาแล้วมันสบายใจนะ ..แต่ไอ้คนถูกด่าไม่สบายใจ มันก็บอก “ฝากไว้ก่อน” แน่ะ “อย่าให้มึงเผลอเข้าร้านกูนะ หรืออย่าให้กูเจอมึงกลางตลาดอีก” ...เห็นมั้ย แก้ไม่จบน่ะ

เพราะแก้ไม่ถูกที่ แก้ไม่ถูกทาง ...ที่คือที่นี้ ทางคือทางมรรค ...มันแก้ไม่ถูกทั้งที่...แล้วก็ไม่ถูกทั้งทาง  จึงเรียกว่าแก้ไม่ถูกที่ไม่ถูกทาง

มีแต่พระพุทธเจ้าที่สอนว่า...แก้ที่ถูกที่ แก้ที่ถูกทาง แล้วมันจะแก้ได้ที่สุด ...เชื่อรึเปล่า ไม่รู้...ต้องทำเอาเอง

เนี่ย คือถ้ามาฟังๆ เราพูด หรือว่าพระท่านพูด มันก็เหมือนโฆษณาชวนเชื่อ  ตะโกนไปปาวๆๆ ใส่ไมค์ก็ได้ ไม่ใส่ไมค์ก็ได้ ...ก็แค่นั้นน่ะ จะเชื่อ-ไม่เชื่อก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่ถ้ามันลองเอาไปทำแล้วนี่ก็จะเห็นว่า...เออเฮ้ย จริงว่ะ จริงตามท่านว่า ...นั่นน่ะคือการสอน มันเป็นเพียงกุศโลบาย หรือให้เกิดสุตตะ จินตามยปัญญาเบื้องต้น

แต่ว่าตัวที่มันจะได้ผลจริงๆ คือ...ต้องเอาไปทำเอง กินเอง ...มันจึงจะได้รสชาติของพระธรรม รสชาติของศีล

ที่ว่า...เกิดมากูยังไม่เคยรู้จักรสชาติเลยว่าศีลน่ะรสชาติยังไง  เขาว่าผู้ใดรักษาศีลแล้วสงบ ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว...ยังไม่เคยได้รสชาติของศีลอย่างนี้เลย ...ก็มันไม่ปฏิบัติน่ะ

เขาบอกว่ารสชาติของสมาธิคือตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่โยก ไม่คลอน ไม่สั่นไหว ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไปมาตามอารมณ์ ...ก็ไม่เคยได้รับรสชาตินี้ ไม่รู้จักว่ารสชาตินี้มันเป็นยังไง  

ดวงจิตผู้รู้ที่สว่างไสวเหมือนกับฟ้าปราศจากเมฆแล้วมีพระอาทิตย์กลางแจ้ง ...ก็ไม่เห็นมันสว่าง มีแต่มืดตึ้บ ...ไม่เคยเห็นรสชาติของดวงจิตผู้รู้อยู่เลย

นี่ เรียกว่ามันจะได้รสชาติของศีลสมาธิปัญญา...ก็ต้องปฏิบัติอย่างเดียวเท่านั้น

แล้วญาณทัสสนะล่ะ รสชาติของญาณทัสสนะ...เห็นตรงไหนละตรงนั้น เห็นตรงไหนดับตรงนั้น เห็นตรงไหนวางตรงนั้น เห็นตรงไหนขาดตรงนั้น ...นั่นน่ะ ญาณทัสสนะที่เป็นญาณวิสุทธิ

ไม่สืบ ไม่เนื่อง ไม่ต่อด้วยอำนาจของความปรุงแต่ง ...ไม่สืบ ไม่เนื่อง ไม่ต่อด้วยอำนาจของความเป็นเรา ...ไม่สืบ ไม่เนื่อง ไม่ต่อด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน ...นั่นน่ะญาณทัสสนะ

เคยได้รับรสชาตินี้บ้างไหมล่ะ หรือพอได้แค่แตะๆ ด้วยปลายลิ้น ปะแล่มๆ นิดดดดนึง

ถ้ามัวแต่นั่งๆ นอนๆ  เผลอๆ เพลินๆ น่ะ ...อย่าถาม  อย่ามามัวแต่ถาม อย่ามามัวแต่รอ  ไม่งั้นไม่มีทางได้รับรสชาติของศีลสมาธิปัญญาด้วยตัวเองได้เลย

เมื่อใดผู้ใดที่เข้าปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นจริงจัง ได้เข้าถึง ได้รับรสชาติของพระธรรมที่เรียกว่าศีลสมาธิปัญญาแล้ว ...รสชาติของพระธรรมนี่ เลิศกว่ารสชาติของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในสามโลกธาตุ

ถ้าได้กลืนกินรสชาติของศีลสมาธิปัญญาแล้ว จะไม่คายทิ้งเลย ...จะเห็นคุณค่าอย่างยิ่ง 

จะเห็นพ้องตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่า...ศีลสมาธิปัญญาเป็นเลิศในสามโลก  ศีลสมาธิปัญญาเป็นของที่มีค่ายิ่งในสามโลก ไม่มีสิ่งใดเทียม


การปฏิบัติน่ะ...ไม่ได้อยู่ที่วัด ไม่ได้อยู่ที่ป่า ไม่ได้อยู่ที่บ้าน ไม่ได้อยู่ในที่สันโดษวิเวก ...แต่อยู่ “ที่นี้” 

แล้วสถานที่ไหนที่มันไม่มี “ที่นี้” บ้าง  เหตุการณ์ไหนที่มันไม่มีคำว่า “ที่นี้” บ้าง  เรื่องราวดีร้าย รับได้-รับไม่ได้ มีที่ไหนที่มันไม่มี “ที่นี้” บ้าง 

เพราะนั้น “ที่นี้” แหละคือที่ภาวนา ...ไม่ใช่ที่วัด ไม่ใช่ที่บ้าน ไม่ใช่ที่เครื่องแต่งตัว ไม่ใช่ที่เพศ ไม่ใช่ที่อายุ ...แต่เป็น “ที่นี้” ...ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ

เป็นพระน่ะจะรู้...สวดมนต์ทุกวันตอนเช้าตอนเย็นน่ะ...โย ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ 

“ที่นี้” ที่เดียว...เป็นที่รวมของธรรม เป็นที่รวมของศีลสมาธิปัญญา เป็นที่รวมของความรู้แจ้งเห็นจริง

เป็นที่รวม เป็นที่อยู่ ของพระอริยะตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้า หลังพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไป ก็อยู่ในที่นี้ทั้งนั้น  ทุกท่านทุกองค์บำเพ็ญมาก็มารวมลงในที่นี้ที่เดียว ธรรมนี้ธรรมเดียว

ก็ไปดูเอาแล้วกัน ว่ามันอยู่กับ “ที่นี้” ได้กี่มากน้อย ...ถ้ามันไม่ฝึก ถ้ามันไม่ดัด ถ้ามันไม่ขัดเกลา ถ้ามันไม่ขวนขวาย ถ้ามันไม่ใส่ใจ ถ้ามันไม่ตั้งใจ ...มันจะลงอยู่ “ที่นี้” ที่เดียวไม่ได้

มันจะรวมลง “ที่นี้” ที่เดียวไม่ได้ด้วยตัวของจิตผู้ไม่รู้เลย ...มันจะมีแต่อาการที่ไปมาแบบไร้ขอบเขตและร่องรอยน่ะ มันมีอยู่ทุกตัวผู้คนเลย

ไม่ต้องมาถามว่าตัวไร้ขอบเขตร่องรอยเป็นยังไง ...ก็เป็นอย่างเงี้ย เป็นอย่างที่เป็นกันทั้งวันทุกวันนี่  มันมีแสดงให้เห็นอยู่แล้วความเป็นจริงของกิเลส แต่ยังไม่เห็นความเป็นจริงของศีลสมาธิปัญญา

เพราะธรรมชาติของกิเลสมันปิดบังอยู่แล้ว ...ถ้าไม่ดัด ถ้าไม่แปลง ถ้าไม่ขัดเกลาด้วยการปฏิบัติแล้ว มันจะเข้าไม่ถึงความเป็นจริงของศีลสมาธิปัญญาที่มีอยู่ภายในขันธ์นี่เหมือนกัน

แต่ตอนนี้ที่มันไม่เห็นเพราะกิเลสความไม่รู้นี่...อวิชชา ความไม่รู้ ความเศร้าหมอง ความขุ่นมัว มันปกมันปิด มันบังไว้

บังตรงไหน ...บัง “ที่นี้” แหละ บังความเป็น “ตรงนี้” ไว้ ... ทั้งที่ว่า “ตรงนี้”...เราก็บอกแล้วว่ามันมีอยู่ตลอดเวลา


(ต่อแทร็ก 11/28)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น