พระอาจารย์
11/32 (add560623C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 มิถุนายน 2556
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 11/32 ช่วง 1
พระอาจารย์ – จิตน่ะมันขยันปรุง เพราะจิตมันยังไม่หยุด
ยังอบรมไม่ได้ที่ ...ต้องอบรมให้ได้ที่ได้ฐานของสมาธิ มันก็จะหยุด ...ทีนี้มันจะหยุดมากกว่าไป
เพราะอะไร ...เพราะมันมีปัญญากำกับ
ยิ่งไปยิ่งทุกข์ ยิ่งคิดยิ่งทุกข์ ยิ่งปรุงยิ่งทุกข์ ยิ่งปรุงยิ่งมากเรื่อง ...มันก็จะหยุดด้วยตัวของมันเอง
เพราะมันมีปัญญาเห็นเหตุ..เห็นเหตุแล้ว
แต่ถ้ายังไม่มีปัญญาน่ะ ...มันก็ยังชอบคิด
อยากคิด...คิดแล้วมันจะมีความสุข มีความสบาย ...มันก็ยังพาเข้าดงหมามุ่ยโดยไม่รู้ตัวว่ามันเป็นดงหมามุ่ยกันน่ะ
มันคิดว่าจะไปเจอเพชร เจอทอง เจอของดีที่หมายมั่นอยู่ในนั้น นั่นน่ะ มันเข้าใจของมันอย่างนั้นลึกๆ น่ะ มันก็เลยไม่สามารถจะหยุดได้ด้วยตัวของมันเอง
แต่เมื่อใดที่มันรู้ว่าเป็นดงหมามุ่ยแล้วนี่
เรียกว่ามีปัญญาแล้ว รู้ว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์...แล้วกูจะไปทำไม จะคิดทำไม มันก็จะหยุด
ทีนี้มันจะชอบหยุดมากกว่าชอบไป
มันก็จะไม่ค่อยมีความเห็น ไม่ค่อยปรุง
ไม่ค่อยมีคอมเมนท์ ไม่ค่อยไปนิยามบัญญัติ ไม่ค่อยไปอะไรกับอะไร
ไม่ค่อยมีอะไรกับเสียง ไม่ค่อยไปอะไรกับรูป ไม่ค่อยอะไรกับวิตกวิจารณ์
ก็ไม่วิพากษ์วิจารณ์สมมุติบัญญัติขึ้นมา ไม่หาเหตุหาผล
หาถูกหาผิดกับเสียง กับกลิ่น กับรส กับการกระทำคำพูดของสัตว์บุคคล
เหตุการณ์บ้านเมือง หรือในโลก อย่างนี้ มันก็สงบด้วยความเป็นสันติอยู่ข้างใน
เพราะว่ามันรู้เลยว่า...มันไร้สาระ
ปรุงแต่งขึ้นไปเท่าไหร่ ทุกข์ก็มากขึ้นเท่ากับที่ปรุงแต่งนั่นแหละ ...ปรุงแต่งสิบทุกข์ก็สิบ ปรุงแต่งห้าทุกข์ก็ห้า ปรุงแต่งหนึ่งทุกข์ก็หนึ่ง ไม่ปรุงแต่งเลย...ไม่ทุกข์
เนี่ย เขาเรียกว่าปัญญามันเกิดแล้ว
มันเห็นแล้ว...แล้วจิตมันก็ยอม เพราะมันยอมรับ ...มันไม่ใช่ยอมรับเพราะตำรา มันไม่ได้ยอมรับเพราะเราบอก เราสอน เราสั่ง
แต่มันจะยอมรับต่อเมื่อมันเห็นและเข้าใจในตัวของมันเอง...เป็นปัจจัตตัง
มันจึงจะยอมหยุดโดยตัวของมันเอง ...อวิชชานี่ มันต้องเล่นกันอย่างนี้ ความไม่รู้นี่
จะเอาตำรามากลบทับมัน จะเอาตำรามาบอกมาสอนมัน
บอกมัน ด่ามัน มันไม่ฟังหรอก ยังไงก็ไม่ฟัง ...มันถือดี อวดดี อหังการ ดื้อรั้น
มันถือความเป็นเจ้าของเจ้าของในตัวของมันเองตลอดเวลา
นั่นแหละคือนิสัยของจิต นิสัยของเรา
นิสัยของอวิชชา...อะไรมากระทบสัมผัสสัมพันธ์ปั๊บนี่ เป็นเรื่องของเราหมดเลย
อะไรมาผ่านหูผ่านตา ก็ปุ๊บ..เป็นเราเห็นเราได้ยินหมดเลย
โดยที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องตรึก ไม่ต้องตรองเลยนะ มันว่าของมันโดยอัตโนมัติเลยว่าเป็นเราเห็น เราได้ยิน...ทันทีทันควันเลย นั่นน่ะเขาเรียกว่าอนุสัย
มันอยู่ในกมลสันดาน อยู่ในขันธสันดานเลย นั่นน่ะ …เพราะนั้นเวลาขันธ์มันกระทบอะไรปุ๊บนี่ "เรา" ก็เกิดพร้อมกันตรงนั้นเลย ...นี่ มันไวขนาดนั้นน่ะ
เพราะนั้นการภาวนามันจึงอ่อนข้อกันไม่ได้เลยนะ...สติน่ะ มันต้องฝึกจนมันเต็มขีดขั้นของสติ สมาธิก็ต้องเต็มจนเต็มขีดขั้นของสมาธินั่น...หนึ่งก็คือหนึ่ง
มันจึงจะเกิดความรู้เท่าทันทุกขบวนการของจิตที่มันเข้าไปรับสัมผัสเป็นมโนวิญญาณ..ในวิญญาณทั้งหก..สฬายตนะนั่นแหละ คือมันออกมาเป็นมโนวิญญาณ ที่ว่า...ด้วยมหาสติ มันจะเท่าทันทุกมโนวิญญาณ
เพราะนั้น อวิชชาปัจจยาสังขาร
สังขารปัจจยาวิญญาณ วิญญาณปัจจยานามรูป นามรูปปัจจยาสฬายตนะ ...นั่นน่ะ วิญญาณ มันเข้าไปทันที่วิญญาณ...ด้วยมหาสติ
นั่น มันก็ไม่สามารถไปสร้างความเป็นเรา เกิดเป็นเรากับอายตนะได้ ...เมื่อไม่ได้
มันก็เห็นแต่อายตนะนั้นมีแต่ความดับไปเปล่าๆ เกิดขึ้นเปล่าๆ ตั้งอยู่เปล่าๆ
แล้วก็ดับไปเปล่าๆ
นี่มันเห็นรวมหมดเลย ทั้งกาย ทั้งอวัยวะภายนอก ...แต่เบื้องต้นนี่เราไปจับอายตนะหก..ไม่ทันหรอก เอาแค่อายตนะเดียวนี่...กายวิญญาณ
กายวิญญาณคือรู้แค่กาย รู้จำเพาะกาย
รู้จำเพาะศีลก่อน ...แล้วมันจึงค่อยแผ่ขยายความรู้ความเห็นโดยรอบ โดยรวม โดยทั่ว โดยตลอดออกไป
แต่ในสติขั้นต้น รู้ขั้นต้นนี่
รู้แค่สิ่งเดียวกายเดียวนี่แหละ ...แค่นี้มันยังทำกันไม่ได้เลย ยังรู้ไม่ต่อเนื่องเลย
ยังเห็นกายไม่ต่อเนื่องเลย ไม่ต้องพูดถึงการเห็นการได้ยินหรอก...ไปไม่รอด ไม่รอด
หรือจะไปดูเท่าทันทุกอาการจิตก็ไม่รอด
หรือไปดับให้ได้ทุกดวงจิตที่มันเกิดก็ไม่ได้...ไม่ทัน
ไม่มีทางทันเลยในสติระดับเด็กอนุบาลนี่ ไม่มีทางเลย
ถึงบอกว่า มันต้องค่อยๆ สะสมไป ...เริ่มต้นตั้งฐาน มีบาทมีฐานที่มั่นคงแข็งแรง...โดยอาศัยศีลเป็นฐาน อาศัยกายเป็นฐาน
อาศัยรู้เป็นฐานใจ
ถึงแม้การรู้กายๆๆ
อาจจะเห็นรู้ไม่ชัดก็ตาม รู้อาจจะไม่ปรากฏเด่นชัดก็ตาม กายมันชัดกว่ารู้ก็ตาม ...แต่นั่นน่ะ มันเป็นการสร้างบาทฐานของศีล ให้เกิดความมั่นคงในองค์ศีล
สมาธิมันก็จะค่อยแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ
เรื่อยๆ การรู้ชัดเห็นชัดก็จะเริ่มชัดเจนขึ้นภายใน ...ตรงนี้มันจะเห็นว่าจิตตั้งมั่น
คือจิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น
มันเริ่มเข้าใจว่า นี่คือจิตตั้งมั่น...นี่คือจิตไม่ตั้งมั่นแล้ว ...แปลว่ามันเกิดความชัดเจนตั้งมั่นขึ้นภายใน
จนเปรียบเทียบได้ว่า อันนี้ตั้งมั่น อันนี้ไม่ตั้งมั่น
จนมีแต่จิตที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
นั่นแหละทุกอย่างที่ผ่านมาและผ่านไป มันก็จะรับรู้ด้วยความเป็นกลาง ...ถ้ามันตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทุกสิ่งที่ผ่านมา ตั้งอยู่ดับไปนี่ จะรับรู้ด้วยความเป็นกลาง
เมื่อรับรู้ด้วยความเป็นกลาง
มันก็หมายความว่าจะไม่มีเรา ไม่มีความเป็นเราของเราเข้าไปในนั้นโดยจิตปรุงแต่ง ...มันก็จะเห็นความเกิดความดับไป เป็นธรรมดาของทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาผ่านไป
หรือบางอย่าง บางเหตุปัจจัยมันยังไม่ดับ...ยังตั้งอยู่
ก็ตั้งอยู่ด้วยความเป็นสักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่ากาย สักแต่ว่าจิต
สักแต่ว่าธรรม สักแต่ว่าเวทนา
โดยเฉพาะเวทนานี่
ไม่ใช่ว่าดูทุกครั้งแล้วมันดับทุกครั้งนะ ...มันไม่ดับ ก็ตั้งอยู่...แต่มันก็ตั้งอยู่ในฐานะที่ว่าสักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่ใคร ของใคร
ก็ฝึกไปอย่างนี้แหละ
ลงฐานของศีล ฐานของกาย...ให้มั่น ให้แน่น ย้ำลงให้แน่น ให้มั่น ...ไม่ลืม ไม่ขาด ไม่ว่าง ไม่เว้น ไม่เว้นวรรคขาดตอน ไม่เผลอไผลไร้สติ
ขวนขวายในสติ ในศีล อยู่เสมอ
ทุกที่ ทุกกาล ทุกเหตุการณ์ ทุกบุคคล ทุกเรื่องราว ...มันต้องมีให้ได้
เจริญขึ้นให้ได้ในศีล ในกาย ในสติปัจจุบันที่ตั้งมั่นอยู่กับกาย
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน
อารมณ์จะอยู่แบบไหน จะมีกิเลสอยู่ตรงนั้นมากน้อยขนาดไหน
ต้องตั้งมั่นอยู่กับกายนั้นให้ได้ โดยความที่ว่าไม่ย่อท้อ
เวลาโกรธ เวลาหงุดหงิด
เวลาอึดอัดรำคาญ เวลาเบื่อคนนั้นคนนี้ ...พวกนี้ มันจะต้องตั้งมั่นอยู่กับกายให้ได้
ต้องมีกายตรงนั้นปรากฏขึ้นมาให้ได้
ด้วยการระลึกรู้ขึ้นมา...ไม่ต้องรอ
ไม่ต้องรอให้อารมณ์นี้หายไปก่อน จางไปก่อน แล้วค่อยทำ ...ต้องทำให้ได้
ต้องเจริญให้ได้...เพราะกายมันไม่หนีไปไหน
ระหว่างที่มันโกรธ
ระหว่างที่มันอึดอัด ระหว่างที่มันคับแคบคับข้องอยู่ภายใน ...กายก็ยังอยู่ตรงนั้น
ทำไมมันรู้ไม่ได้ มันไปคาตรงไหน มันไปติดตรงไหน มันไปบังสติ บังศีลตรงไหน
อะไรมันมาบัง อะไรมันมาบังศีล
อะไรมันมาบังมรรค ...ต้องเอาชนะกันตรงนั้น อย่าไปรอๆ ...ถ้ารอปุ๊บเดี๋ยวมันก็เป็นข้ออ้าง
พอมันหมดอารมณ์นั้น ว่างจากอารมณ์ก็ลอยอีกแล้ว
ลอย สบาย...พักก่อนๆ เมื่อกี้เพิ่งเหนื่อยจากการโกรธ การเครียด การขึง การตึง การแน่น
การเร่าร้อนกับคนนั้นคนนี้ ก็เออพักซะ มันจะได้สบายใจสักหน่อย...ก็ลอย
มันต้องเอาจนภาวนาไม่มีเวล่ำเวลาเลย ภาวนาตลอดเวลา
รู้ตัวตลอดเวลา เห็นกายอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม
เพราะว่าการดำรงชีวิต การดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี่
มันมีแต่เรื่องมีแต่ราวอยู่ตลอด มันมีแต่เรื่องของกิเลส...กิเลสตัวเองก็พอแรง กิเลสของคนรอบข้างก็มี
เพราะว่าเราอยู่ในสังคมปุถุชน
มันไม่ใช่สังคมของพระอรหันต์ ...ยังไงก็มีแต่เรื่องของกิเลสความเห็นแก่ตัว
ความเอาแต่อารมณ์ การทำ การพูด การคิด ก็เป็นไปตามความไม่รู้ของสัตว์โลก
มันก็ต้องมีเรื่อง...แล้วตัวเองก็ไม่ใช่ว่าหมดกิเลส ...เพราะนั้นกิเลสเจอกิเลส ก็เหมือนกับไฟเจอไฟ
ก็ต้องเร่าร้อนอยู่แล้ว เพราะนั้นมันไวมาก เหมือนกับเป็นเชื้อไฟอยู่แล้ว
ถึงแม้ไฟเราจะไม่ลุกไหม้ก็ตาม
แต่มันก็เหมือนกับอย่าให้อะไรมาสะกิดนะ มันก็ไหม้ออกไปทันทีเลย
เพราะกิเลสมันก็เป็นเผ่าพ้องเดียวกัน เพื่อนพ้องเดียวกัน
เพราะนั้นมันหนีไม่ได้อยู่แล้วในเรื่องราวต่างๆ
ในอารมณ์ มันเป็นการที่กิเลสมันจะเกิดได้ตลอดเวลาเลย
เพราะนั้น
มันจะต้องฝึกที่จะทวนกลับมาตั้งมั่นอยู่กับกาย รู้อยู่กับกายในทุกกระบวนการ
ทุกอากัปกริยาของจิตที่มันสร้างอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หรือว่ามันจะค้างคาอยู่ก็ตาม
เพราะบางอารมณ์มันไม่ดับหรอก
มันค้างเติ่งอยู่อย่างนั้นน่ะ เช่นความเบื่อเซ็งอย่างนี้ อึดอัดนี่
สมมุติว่าไปนั่งอยู่กับคนที่เราเกลียดอย่างนี้ แล้วมันเข้ามาพอดีอย่างนี้
มันอึดอัดอย่างนี้
ความอึดอัดมันก็จะคาอยู่อย่างนั้น
“เมื่อไหร่มันจะไปสักทีวะๆ” อย่างเนี้ย ถ้ามัวแต่คิด เห็นมั้ย มันก็ยิ่งทุกข์ ...ก็ต้องตั้งมั่น ท่ามกลางความอึดอัดนั้น
นั่น มันก็มีกายอยู่ตรงนั้นมั้ย รู้ลงไป...ก็ต้องแหวกว่ายลงไปในฐานศีล ฐานสมาธิให้ได้
โยม – ให้เราดูลงไปตรงนั้นเลย
พระอาจารย์ – ตรงที่กายนั่นแหละ ไม่ต้องไปดูอึดอัด
ไม่ต้องไปแก้อึดอัดด้วย ...ถ้ายิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ยิ่งแก้ยิ่งฟุ้ง
เดี๋ยวก็ได้มีอาการกายวาจาที่ไปเหน็บไปแนม หรือว่าไปกระแทกกระทั้นอะไรอย่างนี้
ก็พยายามหยั่งรู้ ...แหวกๆ แหวกกองกิเลส
ให้เข้าไปถึงกาย ให้เข้าไปถึงรู้ ตรงนั้นให้ได้
โยม – พอเรากลับมารู้น่ะค่ะ สมมุติว่า
เราเจอกับคนที่เราอึดอัดนี่ค่ะ แล้วเราอยู่กับเขา คือเราไม่โต้ตอบเขา
เขาก็ว่าเราแบบไม่ใส่ใจอย่างนี้ค่ะ
พระอาจารย์ – ก็ไม่ต้องไปสนใจน่ะ
เสียงนกเสียงกา เสียงหอยเสียงปู ...สละ สละความที่เขาจะมองเรายังไงก็ได้
เราก็ตั้งมั่นของเราภายใน ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
โยม – มันก็จะเป็นผลต่อเนื่องน่ะค่ะพระอาจารย์
พระอาจารย์ – ก็ดีแล้ว มันต่อเนื่องแบบเพื่อจะขาดไง
ไม่ได้ต่อเนื่องที่ให้ไปผูกพัน
โยม – เขาน่ะค่ะจะมาผูกพันกับเรา
พระอาจารย์ – ไม่รู้ล่ะ แต่เราน่ะให้ขาดอยู่ตลอด ให้ขาดออก ...ใครจะผูก ใครจะไม่ผูก มันห้ามกันไม่ได้นะ ...ถ้าเราไม่ไปติดเขา ไม่ไปเกาะ...เราแกะออกอย่างนี้
มันจะเกาะขนาดไหน เราก็แกะขนาดนั้น...มันก็เกาะไม่ติดหรอก
เดี๋ยวมันก็เบื่อที่จะเกาะไปเองน่ะ ...แต่เราขยันแกะหน่อย ต้องคอยแกะ
(ต่อแทร็ก 11/32 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น