วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 11/14



พระอาจารย์
11/14 (560523A)
23 พฤษภาคม 2556


พระอาจารย์ –  แต่ละคนมีแต่สงสัย  ...มันไม่ทำ  มีแต่สงสัย  มัวแต่มานั่งคิด นั่งหาถูกหาผิดซะก่อนค่อยทำ ...มันคาแค่สงสัย พอจะทำก็กลัวผิด ตั้งท่าแต่รอ

ท่านถึงบอกว่ามรรคผลนิพพานน่ะไม่เคยรอใคร แต่ไม่มีคนเข้าไปเอาเอง ...มัวแต่รอมรรคผลนิพพาน ก็บอกแล้วมรรคผลนิพพานไม่เคยรอ มีอยู่ตลอด

มนุษย์ในโลกนี้ทั้งหมด สัตว์ในโลกนี่ที่มันเกิดมา หนึ่งดวงจิตหนึ่งขันธ์ที่มันห่อหุ้มใจไว้ มีเส้นทางมรรคอยู่ในนั้นทุกคน ...แต่มันหาไม่เจอ

แล้วก็ไม่หา แล้วก็ไม่ขวนขวาย ...มันก็ถูกปิดด้วยความมืดมิดจนมองไม่เห็นเส้นทางที่มันมีอยู่ภายใน

เพราะนั้นทุกคนน่ะที่เกิดมา มันมาพร้อมกับมรรคและผลอยู่แล้ว รออยู่แล้ว ...ขาดแต่มันไม่ทำ ไม่ใส่ใจ แล้วก็ไม่มีศรัทธา แล้วก็ไม่เชื่อว่าเส้นทางนี้มีจริง 

ขนาดพระพุทธเจ้าบอกแล้ว มีคนปฏิบัติตามแล้วได้ผลแล้วนี่ ...มันก็ยังคาอยู่ มัวแต่ไปหาให้มันลึกลับซับซ้อนไป มันเลยเข้าไม่ถึง ...อย่าว่าแต่เข้าไม่ถึงเลย มรรคยังไม่รู้จัก 

ไอ้ที่มันทำอยู่ก็ยังลูบๆ คลำๆ กัน คาดเดาไป ได้ผลอันนั้นได้ผลอันนี้ ก็เหมือนกระต่ายตื่นตูม ...มัวแบ่งธรรมกันไป ธรรมนี้สูง ธรรมนี้ต่ำ ธรรมนี้ถูก ธรรมนี้ผิด

บอกแล้วธรรมนี่เป็นเอโกธัมโม...ธรรมหนึ่ง  หนึ่งแปลว่าไม่มีสอง ไม่มีคำว่าดี ไม่มีคำว่าร้าย ไม่มีคำว่าถูก ไม่มีคำว่าผิด ...นั่นแหละธรรม มันจะได้ธรรมอะไรที่มันแตกต่างนี่ ไม่เข้าใจ 

มัวแต่ไปแบ่งธรรมกัน แบ่งวิถี แบ่งเส้นทางการปฏิบัติ แบ่งมรรคแบ่งผลไป ...อันนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่ สังขารธรรม สมมุติธรรม บัญญัติธรรม อันนั้น แล้วแต่จะบัญญัติกัน...เข้าใจกันไปเอง 

มันก็คลาดเคลื่อนในธรรม หลงธรรมกันไป มันเลยรุงรัง หารู้ไม่...มันตายมันก็ตายไปพร้อมกับมรรค ขันธ์ห้านี่  เกิดมาใหม่มันก็เกิดมาพร้อมกับมรรคอีก ...แต่ไม่รู้จัก

เวลาจะตั้งใจปฏิบัติ...ก็คิดสงสัย เดา มันไม่แยกจากสังขารซะที ...อะไรเป็นมรรค อะไรเป็นศีล อะไรเป็นสมาธิ อะไรเป็นปัญญา ... มัวแต่สงสัย งมในธรรม แล้วก็ไม่พัฒนา ไม่มีปัญญา มันก็ไม่พัฒนา

มันก็ทำสักแต่ว่าทำกันไป หมู่มากลากไป มันเลยได้ผลน้อย ...แล้วก็ไอ้ผลที่มันได้น้อยๆ นี่ก็ยังไม่ใช่ผลที่แท้จริง มันก็เป็นแค่สภาวะจิตหนึ่ง เป็นแค่สภาวธรรมหนึ่ง เป็นอารมณ์หนึ่งเท่านั้นเอง แล้วก็ไปเข้าใจว่าได้ผล

เพราะนั้นมรรค...ศีลสมาธิปัญญา ต่อไปในภายภาคหน้า มันก็ตีบตันลงไปเรื่อยๆ ...ดูเหมือนตีบตันลงไปเรื่อยๆ เพราะมันเข้าไปไม่ถึง หยั่งไม่ถึง ...มันมีแต่ "ทำ" ไม่ใช่ "ธรรม" 

อาศัย "เรา" ทำให้มันคลาดเคลื่อนไป ยิ่งเอา "เรา" ไปกระทำ เอา "เรา" ไปอยาก เอา "เรา" ไปเจตนาขึ้นมา มันก็คลาดเคลื่อนไปหมด ...คลาดเคลื่อนตั้งแต่มี “เรา” เป็นผู้กระทำ

ศีลมีอยู่แล้ว สมาธิ ใจก็มีอยู่แล้ว ปัญญาการรู้การเห็นภายในก็มีอยู่แล้ว ...แต่มันใช้ของที่มีอยู่ไม่เป็น ใช้ไม่ถูก แล้วไม่รู้จักใช้ด้วย ...มัวแต่ใช้กิเลส ใช้เรา ใช้จิตปรุงแต่ง ใช้เจตนากุศล-อกุศลทั้งนั้น 

มันไม่เข้าหาตัวมรรค เข้าสู่มรรค ...มันเข้าแล้วออก มันออกจากมรรค ... มันก็เป็นไปด้วยความสุดโต่ง ทำตามความพอใจ ตามความไม่พอใจผิดๆ นั่นแหละ


เมื่อกี้ก็มีญาติโยมผัวเมีย มาเล่าให้ฟัง ว่าแกไปหาแม่ชี...พวกนี้เขาเป็นลูกศิษย์สายวัดป่าที่พากันไป แม่ชีถาม เป็นยังไง เจอหน้าก็บอกเลยว่ามันติดสมาธิ ติดสมถะ ทำอะไรอยู่ ทำงานอะไร 

ไอ้โยมนี่ก็เป็นคนที่มันตรงมาก มันก็ว่ารับแทงหวยกับรับแทงบอลเป็นอาชีพ คือเป็นเจ้ามือหวยกับเจ้ามือโต๊ะบอล (หัวเราะ) ...แค่นั้นแหละ แม่ชีของแตกเลยล่ะ ด่าซะ 

เนี่ย มันขวางมรรคขวางผลนะ ไม่ต้องไปทำบุญแล้ว ไม่ต้องมาภาวนาอะไรหรอก มันเป็นไปไม่ได้แล้ว มันเป็นอาชีพที่ขวางมรรคขวางผล ผิดศีล ผิดไปหมด ...ไม่พูดด้วย ไม่สอนแล้ว

ไอ้นี่ก็หงุดหงิด เครียดเลย  แล้วแม่ชีก็ด่าๆๆๆ มันก็...พระน่ะพาไป พระวัดป่า เสร็จแล้วมันก็คุยกับพระ ว่าฟังแม่ชีแล้วจิตเศร้าหมองขุ่นมัวจริงๆ ...ตัวแม่ชีก็เศร้าหมองขุ่นมัวจริงๆ 

พระองค์ที่พาไปก็ว่า เฮ้ย อย่าไปปรามาสธรรมแม่ชีนะ นี่ระดับไม่ต่ำกว่าพระอรหันต์นะ ...โยมนี่แกก็สวนเลยว่า ถ้าหันอย่างนี้ ผมคงไม่เข้าวัดอีกต่อไปเลยล่ะ 

แกเคยฟังเรามาก่อน แกก็มาเล่าให้เราฟัง ว่าแล้วแกก็คาเครียดอยู่อย่างนั้นสามสี่วัน ว่าใครถูกใครผิดๆ เราผิดหรือเขาถูกอยู่อย่างนั้น ... กว่าที่มันจะหลุดออกได้ ก็ยังหลุดไม่ออก จนมาคุยนี่

เพราะนั้นว่า เมื่อใดที่ฟังธรรมเราน่ะ แล้วไม่ทำ ...ถ้าไม่ได้หลัก ถ้าไม่จำหลักให้แม่นให้มั่น มันก็จะไปจมแช่อยู่กับความหลง ในการเห็นการได้ยินที่เขาแสดงมาจากความถือดี 

เข้าใจคำว่าถือดีมั้ย คือคิดว่าตัวเองน่ะดี สิ่งที่ตัวเองทำน่ะดี เรียกว่าถือดี แล้วก็ติดข้องอยู่ในนั้น เป็นตัวตนที่ดี มีความถือตัว ...มันไม่ใช่แค่ถือดี มันถือตัวอีกต่างหาก 

แล้วไอ้คำพูดที่มาจากความถือตัวถือดีเหล่านี้ พอแสดงออกมามันจะเป็นอำนาจที่เข้าไปทับถมคนที่ไม่เหมือนตัวเองหรือคิดผิดจากตัวเองน่ะ ว่าเป็นพวกผิดเหล่าผิดกอ 

ก็โดยอาศัยอ้างธรรมวินัย หรือสิ่งที่พระพุทธเจ้าพูด เอามาเป็นบัญญัติ เอามาเป็นความเห็น ว่าต้องตายแน่เลย อย่างนี้ ผิด ลงนรกลูกเดียว

คราวนี้ไอ้คนฟังนี่ ถ้าไม่ได้หลัก มันก็หวั่นไหวสิ  ...คือตัวเองก็...มันก็มีความเข้าใจในภายในอยู่บ้างในระดับที่เคยมาฟังเราสามสี่ครั้ง แต่มันก็วางไม่ได้ ...ก็เลยเครียดมาก 

ก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์มากับเมีย มาเรื่อย ว่ามาหาอาจารย์ดีกว่า ...ฟังเราไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากๆ มันก็หลุด แต่เราบอกว่ามันหลุดแบบยังไม่เป็นสมุจเฉท ...ยังไงเดี๋ยวก็หวน 

ตราบใดที่ยังไม่มีปัญญาที่แท้จริง มันแค่หลุดออกจากความจำ หลุดออกจากความคิด หลุดออกจากจิตที่มันเข้าไปจมแช่เท่านั้นเอง ...ถือว่าเป็นการหลุดพ้นชั่วคราว

แต่ถ้ายังไม่ยึดหลัก ถ้าไม่จำหลัก ให้มั่นให้แม่น ...ต้องมั่นแล้วก็แม่น  มั่นในศีล...แม่นในศีล มันก็จะไม่เกิดความเศร้าหมอง

คือศีลนี่มีสามระดับ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นละเอียด ...ขั้นต้นนี่คือบัญญัติวินัย สมมุติ วิรัติ คือศีลขั้นต้น...ที่เห็นคนทั่วไปเขารู้จัก แล้วก็เชื่อว่านี่เป็นศีล แล้วก็ถือกันแบบเอาเป็นเอาตายเลย แบบผิดไม่ได้ทุกข้อเลย 

นีี่มันเลยเข้าไปปิดบังปัญญา...ที่จะได้ศีลในระดับที่ขั้นกลาง ที่ท่านเรียกว่าอธิศีล  คือมันก็ไม่สนใจและก็ไม่เข้าใจด้วยซ้ำ เพราะเชื่อว่าตัวเองมีศีลแล้ว รู้สึกเคร่งครัดในศีลนั้นๆ

แล้วก็รู้สึกเป็นผู้มีศีลทรงศีลที่เหนือกว่าดีกว่า ...นี่ มันเริ่มมีความมานะ เริ่มมีความถือตัว เริ่มรู้สึกว่าสูงกว่าเหนือกว่าผู้อื่น 

แต่ถ้ามันมีปัญญา...อย่างในระดับหยาบๆ ที่เคยอ่าน เคยได้ยินเคยฟังมา ...ก็จะรู้ว่า ผู้ใดรักษาศีล...จิตไม่เศร้าหมอง ศีลเป็นเครื่องกางกั้นกิเลสอย่างหยาบ คือนิวรณ์ ๕

ถ้าแม่ชีนี่ว่าแน่ ว่าถือศีล ว่าเป็นพระอรหันต์นี่ แล้วมาเจอแบบเจ้ามือหวยนี่ ซึ่งมันเถียงนะ มันไม่ใช่ยอมนะ ก็ไม่ใช่คนโง่ มันไม่ใช่แบบชาวบ้านนะ มันจบปริญญามา นีี่ มันก็เถียง

แกก็บอกว่า..."อย่างนี้องคุลีมาลก็คงไม่ได้สำเร็จ เพราะผิดศีลมากกว่าผมอีก" (หัวเราะ) เนี่ย เถียงไม่ลดราวาศอก ...แม่ชีก็โกรธ ถือว่าตัวเองถูก มันผิดลูกเดียว

แต่ว่า "ศีลกางกั้นกิเลสหยาบ ศีล...ผู้ใดรักษาศีลผู้นั้นจิตไม่เศร้าหมอง"  มันใช่ไหมล่ะ ...ไม่ต้องไปดูวาระจิต ไม่ต้องมีเจโตก็เห็น หน้านิ่วคิ้วขมวด เสียงเกรี้ยวกราดปานนี้ มันไม่ใช่เป็นการแสร้งทำนี่นะ 

แม่ชีนี่คิดว่าตัวเองมีศีล แล้วกำลังมีศีลอยู่ด้วย ถือว่าเหนือกว่าคนอื่นด้วยอีกน่ะ ...แต่นี่ยิ่งกว่าเศร้าหมอง มันเป็นปฏิฆะ เป็นโกธะ มันไม่เศร้าหมองเหรอ

เนี่ย ถ้าเขาเอะใจ หรือว่ามีปัญญา มันก็น่าจะทบทวนได้ว่า ศีลไม่เศร้าหมองหรือ ...รักษาศีลแต่ทำไมจิตถึงขุ่นมัว ทั้งๆ ที่ว่าตัวเองถือว่ารักษาศีลอยู่แล้วน่ะ

เพราะนั้นศีลในระดับหยาบๆ ผลของมันน่ะไม่ได้ทำให้จิตไม่เศร้าหมอง ...มันแค่ทำให้เกิดความเรียบร้อยงดงาม ในภายนอก กับคนทั่วไป 

แต่มันไม่ใช่เป็นศีลที่เป็นเหตุให้เกิดสมาธิและปัญญาโดยตรง ... ศีลระดับนี้ยังไม่ใช่

บารมีท่านก็บอกแล้วว่ามีอยู่สามลำดับ ขั้นต้น ขั้นกลางก็เรียกว่าอุปบารมี ขั้นสูงก็เรียกว่าปรมัตถบารมี ...ศีลน่ะเป็นหนึ่งในบารมี มันก็มีสามระดับเหมือนกัน 

ในระดับของผู้ปฏิบัตินี่ มันต้องพัฒนาขึ้น มาสู่ขั้นอุปบารมี ขั้นกลาง ก็คืออธิศีล ...พอมาถึงอธิศีลนี่ ศีลไม่ใช่มีเป็นข้ออย่างที่ว่า มีห้า มีแปด มีสิบ สองร้อยยี่สิบเจ็ด หรือว่าล้านแปดอย่างนั้น 

คือศีลนี่จะตั้งยังไงก็ได้ แล้วแต่จะวิรัติ นี่คือตั้งศีลของตัวเองขึ้นมา เช่นวันนี้จะกินข้าวห้าคำ ไม่ผิดจากห้าคำนี้ วันนี้จะนอนกี่ชั่วโมง ...พวกนี้มันก็เป็นข้อวิรัติขึ้นมา ก็เป็นศีลทั้งนั้นน่ะ แต่เป็นแค่ศีลขั้นหยาบ

มันไม่ได้เป็นผลโดยตรงต่อสมาธิและปัญญา มันแค่เป็นปัจจัยที่เอื้อสำหรับคนที่เข้าใจ ... แต่ส่วนมากมันไม่เข้าใจ  พอไม่เข้าใจ มันก็ไปยึดมั่นถือมั่นในศีลและวัตรเกิน 

ทีนี้เมื่อเกิดความยึดมั่นถือมั่นในศีลและวัตรเกินอย่างนี้ ... ตรงนี้ท่านเรียกว่าลูบคลำในศีล  คืออะไร ก็คือสีลัพพตปรามาสเกิด ...ซึ่งในหมู่ผู้ปฏิบัตินี่ชัดเจนเลย 

อย่างแม่ชีนี่แหละ เกิดอาการปรามาสธรรม ปรามาสศีลโดยไม่รู้ตัว ...ปรามาสศีลที่ยิ่ง ที่มันมีอยู่ทุกคน แม้กระทั่งตัวเอง ...เพราะศีลในอธิศีล มีข้อเดียว มีหนึ่งเดียว คือกายปัจจุบันหรือปกติกาย

หรือไอ้คนที่ด่าเขาปาวๆๆ นี่มันไม่มีกาย หรือไอ้คนที่ถูกด่ามันไม่มีกายเหมือนกัน ...เห็นมั้ย มันเกิดปรามาสล่วงเกินศีล นี่เขาเรียกว่าล่วงเกินศีลปรามาสศีล ผลคือความเศร้าหมอง 

นี่เรียกว่าไม่รักษาศีลแล้วอย่างนี้ ...แต่ยังถือตัวว่ามีศีลอยู่ แบบโง่ๆ แบบไม่รู้ตัว แบบไม่มีปัญญา แบบไม่พัฒนาขึ้นในขั้นที่จะสู่ขั้นกลางและขั้นสูงสุดคือปรมัตถ์

แล้วยังมาบอกอีกว่าไปหาอรหันต์นะ ...มันหันเหตรงไหน มันหันได้ยังไง ศีลแค่นี้มันยังโวยวายๆ ...แม่ชีก็รู้จักเรา เคยมาหาเรา ตั้งแต่ก่อนบวชด้วยซ้ำ ทำไมจะไม่รู้จักว่าเป็นอรหันต์ขั้นไหน 

คือเราไม่ได้สนับสนุนการเล่นหวยเล่นโปหรือเล่นบ่อนหรอก แต่เราอธิบายให้เข้าใจว่า เหล่านี้มันเป็นภายนอก ...มันก็ไม่ใช่ถูก แต่มันไม่ได้เป็นเครื่องขวางมรรคผลถึงขนาดนั้นปานนั้น 

ไอ้ที่เขาทำอยู่มันก็ไม่ถูก เขาก็ต้องรับผลกรรมอยู่แล้ว ...แต่ประเภทว่าเป็นมัคคาวรณ์ สัคคาวรณ์นี่ เป็นไปไม่ได้ ...ดีไม่ดี ตัวคนพูดน่ะจะเป็นมัคคาวรณ์สัคคาวรณ์ซะเอง

รู้จักมัคคาวรณ์ สัคคาวรณ์มั้ย คือธรรมที่มาขวางกั้นนิพพาน และมรรค ...ซึ่งไม่ใช่อะไรเลย คือความเห็นที่เป็นมิจฉานั่นเอง ที่จะเป็นมัคคาวรณ์ สัคคาวรณ์ ไม่เอื้อต่อองค์มรรค

โยมที่มันกล้าเถียงเพราะมันเคยมาฟังเรา เข้าใจป่าว (หัวเราะกัน) ...แต่ว่ามันยังทำไม่ถึงแค่นั้นเอง  เพราะถ้ามันทำถึงแล้ว มันจะต้องวางได้ตั้งแต่...จบที่เสียงและตรงที่ปัจจุบันนั้น

มันจะหยุด ไม่ต่อ ไม่ก้าวล่วงศีล แม้มีเหตุภายนอกให้จะต้องไปร่วม ... นี่ก็ถือว่าตัวเองก็ขาดศีล มันก็เลยตามเสต็ปแม่ชีเลย ขาดสองศีล (หัวเราะกัน) ...เลยไปกันใหญ่ 

ส่วนตัวแม่ชีนี่ขาดแบบหลุดลุ่ย ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย  แต่ยังคิดว่าตัวเองมี ...เออ ก็อีกคนนึงขาดแต่ลึกๆ มันรู้อยู่ เอาไงล่ะ เพราะนั้นถ้าสายตาคนฟังทั่วไปนี่ มันจะฟังแล้วด่าไอ้โยมนี่ 

อย่างพระที่เป็นลูกศิษย์เขาก็เชื่อแม่ชี แต่ความเชื่อนี้มันจะเกิดการถ่ายทอด แล้วเกิดความคลาดเคลื่อนในองค์ศีล การรับการถ่ายทอดมันก็คลาดเคลื่อนในองค์ศีลทั้งคู่

ซึ่งเมื่อใดที่คลาดเคลื่อนในองค์ศีล ไม่ต้องถามถึงสมาธิที่เป็นสัมมา ไม่ต้องถามถึงปัญญาที่เรียกว่าญาณทัสสนะ ไม่ต้องถามผลคืออริยจิต เป็นไปไม่ได้เลย

แล้วโยมนี่คือถ้ามันแน่จริงมันก็ต้องทำให้ได้ด้วย มันก็ต้องอย่าโกรธสิ นี่มันยังเครียดไปตั้งสี่ห้าวัน ...ก็ต้องอธิบายว่านี่มันก็ติด ที่มันเศร้าหมองขุ่นมัว 

ไม่ใช่เพราะว่าไปเชื่อคำแม่ชี ไม่ใช่ว่าไปเชื่อว่าตัวเองผิดหรือแม่ชีถูก หรือแม่ชีผิด ตัวเองถูก ...มันเพราะว่าตัวเองไม่มีสติอยู่กับปัจจุบันกาย ไม่รักษาศีลต่างหาก 

จิตจึงสร้างตัวตนใหม่ ที่เป็นตัวที่ถูกด่า ตัวที่ถูก แล้วก็ตัวที่ผิด คือ "ตัวเรา" ...ซึ่งมันจะกระโดดไปกระโดดมา แล้วมันหาความถูกความผิดอยู่อย่างนั้น หาข้อสรุป

เราถามเลยว่า แล้วหาสรุปได้มั้ย สามวัน สรุปไม่ได้ในความคิดน่ะ ว่าสุดท้ายแล้วจะเอายังไง ใครถูกใครผิด ใครดีใครชั่ว มันก็ตอบกันไปตอบกันมา มันเป็นสองฝ่ายอย่างเนี้ย 

เราถึงบอกว่าไร้สาระ นั่นน่ะไร้สาระ นั่นคือตัวตน ตัวเราที่ไร้สาระ ตัวเขาที่ไร้สาระ ...นี่คือผลของการละเมิดศีล เห็นมั้ย แล้วอยู่ตรงนั้นมันสุขสบายดีมั้ยเล่า 

ก็มีแต่ความอึดอัดคับข้อง โกรธ หงุดหงิด เกลียดแม่ชี จะไม่อยู่ร่วมโลก จะไม่ไปอีกอะไรอย่างนี้ ...มันก็ถือตัว ไอ้คนที่พูดก็ถือตัว แต่ถือไอ้ตัวที่ไม่มีจริง ...มานะ ทั้งคู่น่ะ ไม่ใช่ว่าใครดีใครร้ายกว่ากัน 

แต่อย่างน้อยไอ้นี่มันยังพอลูบๆ คลำๆ มาเจอตอบ้าง แล้วก็ถูกถีบกะโหลกไปหนึ่งโป๊ก...ว่าใช้ไม่เป็น รักษาศีลไม่ถึง ยังไม่ถึงศีลจริง ยังเข้าไม่ถึงศีลที่แท้จริง ยังรักษาไม่ถึงศีลที่แท้จริง

เพราะนั้นไม่ต้องโทษใครน่ะ ต้องโทษตัวเอง ...จะไปโทษแม่ชี โทษคนรอบข้างไม่ได้ เขามีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรก็ได้  ...เพราะอะไร  เพราะโลกนี้ไม่ใช่โลกของพระอรหันต์ โลกนี้ไม่ใช่โลกของพระอริยะ 

มันเป็นโลกที่ถูกยึดครองโดยกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน 99.99999 เปอร์เซ็นต์  เว้นไว้แค่ 0.00001 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นอริยะจริง ...ซึ่งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ 

แต่ที่รู้ทั้งหมดนี่ 99.99999 ในห้าหกพันกว่าล้านคนนี่ แม้กระทั่งเทพเทวดาอินทร์พรหมก็ตาม ก็ยังถือว่า คืออวิชชาล้วนๆ

เพราะนั้นการทำการพูด การออกความเห็น จึงเป็นลักษณะอย่างเนี้ย ตลอดเวลา เลี่ยงไม่ได้ อุดหูก็ไม่ได้  แล้วก็...เสือกไปหาเขาเอง

(ต่อแทร็ก 11/15)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น