วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 11/15


พระอาจารย์
11/15 (560523B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 พฤษภาคม 2556


พระอาจารย์ –  มันแก้ไม่ได้...ภายนอก  ต้องแก้ที่ตัวเอง ...ต้องตำหนิก็ต้องตำหนิที่ตัวเองว่าไม่มีศีล จิตจึงขุ่นมัว

ทำไมมันถึงบอกว่าเวลามาฟังเราแล้วจิตผ่องใส ...ไม่ใช่อำนาจของเรานะ แต่เพราะว่าตอนนั้นมันตั้งอยู่ในปัจจุบันกาย มีศีลรักษา รักษาศีล ทุกคนน่ะ มันอยู่กับกายเดียวซะเป็นส่วนใหญ่ 

ถึงแม้จะมีหลุดลอดเล็ดไปบ้าง ก็เป็นส่วนน้อย  คิดถึงเรื่องอดีต เรื่องอนาคตบ้าง ว่อบไปแว่บมาบ้าง แต่มันไม่ได้เป็นอาจิณ มันเป็นส่วนที่เผลอเพลินไปมาบ้าง

แต่ส่วนใหญ่มันก็จะอยู่กับการตั้งใจฟัง นั่งฟัง แล้วก็รู้สึกตัว นี่ มันรวมอยู่ในปัจจุบันกายและศีล จิตมันก็จึงผ่องใส สันติ สงบ...ในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่เคย...เหมือนไม่เคยสงบ 

ก็รู้สึกว่า ...'เอ๊ะ ทำไมมาหาอาจารย์แล้วมันสงบ' ... (หัวเราะ) ...ดีนะ มันไม่เอาทองมาปิดขากู

มันไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์อะไรหรอก ไม่ใช่พลังพะแลงอะไรหรอก  มันเป็นไปตามเหตุของศีลสมาธิปัญญา ...แต่มันไม่รู้จักแค่นั้นเอง

เพราะนั้นไอ้ความที่ไม่ตรงต่อธรรม และไม่รู้ตรงต่อธรรม แล้วเอาไปพูดกัน หรือว่าคนที่สอนก็เอาไปพูดกันแบบ...ข้าพเจ้าคือผู้มีคุณวิเศษอะไรอย่างนี้ 

มันทำให้ต่อไปน่ะ ถึงบอกว่า ศีลสมาธิปัญญานี่...จะคลาดเคลื่อนจากศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง...ที่เป็นหัวใจ

ถ้าไม่เป็นอธิศีลนะ ถ้าไม่รู้จักอธิศีล ถ้าไม่ปฏิบัติลงตรงที่อธิศีลหรือว่าศีลขั้นกลาง หรือว่าที่ท่านเรียกว่าเป็นอริยศีล ...มันจะเข้าสู่ศีลขั้นสูงสุดไม่ได้ เพราะนั้นในระดับขั้นที่สูงสุดของศีล ก็คือคำว่ามหาศีล  

ในอธิศีลนี่ มันจำเพาะกายเดียว จำเพาะกายปัจจุบัน กายใครกายมัน  แล้วเป็นหนึ่งเดียวกัน ...คือไม่ว่ากายใครก็หนึ่งเหมือนกัน 

หมายความว่ามันมีกายที่ไม่ได้แตกต่างกัน มีความรู้สึกในกาย มีความก่อตัวเป็นธาตุ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง  ตึง แน่น ปวด เมื่อย  อบอ้าว วูบวาบๆ 

พวกนี้เหมือนกันหมดน่ะ ไม่มีใครดีกว่าใคร ไม่มีใครชั่วกว่าใคร ไม่มีใครสูงกว่าใคร ไม่มีใครต่ำกว่าใคร ... มันก็จะเข้าใจว่าทุกคนมีศีลเท่ากัน เป็นศีลอันเดียวกัน 

แล้วมันจะมาด่ากันทำไม ไปด่ามัน ก็เท่ากับด่าตัวเอง ...นี่ ผู้มีปัญญาที่รักษาศีล เข้าถึงศีลแล้ว ท่านจึงอยู่ในความสงบกับการประกอบกระทำของสัตว์และบุคคล 

มีอภัยให้กันและกันสำหรับจิตที่มันยังอยากมีเรื่อง หาเรื่อง แล้วก็เอามาเป็นเรื่อง นีี่ แล้วก็กลับมาเข้มงวดรักษาศีล ให้เกิดความเข้มข้นในศีลที่เป็นอธิ

แล้วในระหว่างที่มันทำอธิศีลนี่...ด้วยสติ ไม่ใช่ด้วย "เรา" นะ ...คือที่รักษาศีล...อธิศีลนี่ ไม่ใช่ “เรา” นะ  แต่ตัวที่รักษาอธิศีลน่ะคือสติ...ในกาย คือการระลึกแล้วก็รู้...ตัว  รู้...อยู่กับตัว รู้จำเพาะตัว รู้กับตัวปัจจุบัน

นี่ถือว่าศีลบังเกิดแล้ว เรียกว่าเป็นศีลในมรรค เป็นศีลในองค์มรรค ... สมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ คือจิตเป็นหนึ่ง ตั้งมั่น อยู่กับปัจจุบัน...ภายใน  

ตั้งมั่นอยู่ภายในนะ ไม่ใช่ภายนอกด้วยนะ ...เพราะมันมีรู้อยู่กับกาย  มันจะไปตั้งมั่นที่ภูเขารึไง ที่ท้องฟ้า หรือว่าที่อดีตที่อนาคต...ไม่ มันไม่ตั้งมั่นที่อื่น มันก็ตั้งมั่นอยู่ภายในกายนี่

เมื่อมันตั้งมั่นอยู่ภายในกาย แล้วก็ไม่ออกนอกกาย ไม่ไปไม่มาในที่ทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งไม่มีคำว่าจบและสิ้น  มันก็มีกำลังที่จะรู้และเห็นกาย...เท่าที่มันปรากฏ เห็นศีล เห็นกายปกติ เห็นศีลปกติกาย เท่าที่มันปรากฏอยู่

ซึ่งแต่ก่อนน่ะ จิตที่มันแตกตัวเป็นความคิดความเห็นออกไป เวลามันกลับมาดูกายเห็นกายนี่ มันจะไม่เห็นกายเท่าที่มันปรากฏ ...มันจะมีเปลือกหุ้มอยู่ 

มันมีเปลือก มันมีรัง เหมือนรังไหมน่ะ ห่อกายไว้ ...คือสมมุติบ้าง บัญญัติบ้าง ความเห็นบ้าง ความเชื่อบ้าง ความรู้สึกของตัวเองบ้าง ความเห็นตามตำราด้วยบ้าง

แต่พอจิตมันตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิอยู่ภายใน เป็นหนึ่งอยู่ภายใน  มันจะเกิดอาการที่เห็นกาย เท่าที่มันปรากฏ ...เป็นก้อนศีล คือก้อนปกติ ก้อนธรรมดา ไม่มีเพศ ไม่เป็นของใคร ไม่ใช่ใคร ไม่มีชื่อ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีความหมาย

ตรงนี้คือญาณทัสสนะ ตรงนี้เรียกว่าญาณปัญญา ตรงนี้เรียกว่าปัญญาญาณ เหมือนกันหมดน่ะ ตรงนี้เรียกว่าสัมมาญาณ ตรงนี้เป็นเหตุให้เกิดสัมมาทิฏฐิในกาย

ถ้าไม่เจริญอธิศีลนี่ มันจะไม่เห็นกายตามจริงเลย ... และถ้ามันไม่เห็นกายเท่าที่มันปรากฏแล้วนี่ มันจะละสังโยชน์เบื้องต้นสามข้อไม่ได้เลย  

มันเป็นอรหันต์วิเศษวิโสมาจากไหน หือ ถ้าไม่ผ่านกาย ถ้าไม่รู้จักกาย ถ้าไม่แยบคายในกาย ถ้าไม่รู้แจ้งในกาย มันเป็นพระอรหันต์ในตำรา

ปัญญามันเกิดอยู่ในมรรคนี่ โดยเห็นก้อนศีลนี่ เป็นก้อนหนึ่ง เป็นธรรมหนึ่ง เป็นก้อนธรรมดาอันหนึ่ง เป็นปกติก้อนหนึ่ง ทั้งความรู้สึกคือเวทนา ทั้งธาตุคือมหาภูตรูป

เพราะนั้นไอ้ตัวญาณนี่ ตัวญาณที่มันเห็นกาย จำเพาะกายที่เป็นเท่าที่มันปรากฏจริงๆ น่ะ ตรงนี้ที่เรียกว่าญาณทัสสนะนี่ มันเหมือนเป็นลูกตา สว่างๆ อยู่ข้างใน แล้วมันเห็นตัวมันเอง มันรู้ตัวมันเองแล้วมันก็เห็นตัวมันเอง

ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่าจักขุญาณหรือตาญาณ หรือตาปัญญา หรือตาที่สามก็ได้ แต่เป็นตาที่สามที่อยู่ข้างใน ...ไม่รู้ตรงไหน แต่มันสว่าง เห็นตัวมันเอง คือตัวปัจจุบันกาย คือตัวปัจจุบันศีล

เห็นไปเรื่อยๆ สม่ำเสมอ ต่อเนื่องทุกอิริยาบถ ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เว้นวรรคขาดตอน เต็มสติเต็มกำลังของผู้พากเพียร...อบรมอยู่ในองค์มรรค อยู่ในองค์ศีล อยู่ในองค์สติ อยู่ในองค์สมาธิ อยู่ในองค์ปัญญา

ความรู้ความเข้าใจภายในก็เกิดอยู่ในรู้นั้น เรียกว่าเป็น...ธรรม เข้าใจว่ากายนี้คืออะไร เป็นใคร หรือไม่เป็นใคร ...มันก็เชื่อ เกิดความเชื่อขึ้นภายในเป็นปัจจัตตัง ที่เกิดจากการรู้เห็นจำเพาะกาย 

ว่ากายนี้ไม่ได้เป็นเรา ไม่ได้เป็นของเรา ไม่ได้เป็นคน ไม่ได้เป็นสัตว์ ไม่ได้เป็นของชื่อนั้นชื่อนี้ ..แต่เป็นธรรมก้อนหนึ่ง เป็นธรรมดาก้อนหนึ่ง

ไอ้ที่ว่ามันเกิดความเชื่อที่ว่าเป็นธรรมดาก้อนหนึ่งที่ไม่ใช่เรา ... ตรงนี้ที่ท่านไม่ได้เรียกว่าจักขุญาณ แต่ท่านเรียกว่าธรรมจักขุ ...คือดวงตาเห็นธรรม 

ไม่ใช่ไปเห็นธรรมในตำรา ไม่ใช่ไปเห็นธรรมที่คิดค้นหา ที่เขาบอกว่าอย่างนั้นน่ะเป็นธรรม อย่างนั้นไม่เป็นธรรม อย่างนั้นน่ะเป็นธรรมที่เลิศ เป็นธรรมที่ดี เป็นธรรมที่ถูก สูงๆ ไม่ใช่เห็นธรรมอันนั้น

แต่มันเห็นกายนี่เป็นธรรมก้อนหนึ่ง ...แล้วก็เชื่อว่าเป็นธรรมจริงๆ ไม่ใช่สัตว์บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ...นี่เรียกว่าธรรมจักขุ ดวงตาเห็นธรรม

เชื่อ...แต่ยังเชื่อไม่หมด เชื่อ...แต่ยังเชื่อไม่ตลอด ... เดี๋ยวจิตที่มีทิฏฐิสวะ ภวาสวะ กามสวะ อวิชชาสวะ ก็จะมาครอบรูปครอบกายใหม่...ด้วยสมมุติ ด้วยบัญญัติ ด้วยความเห็น ด้วยนาม 

แต่มันครอบในลักษณะที่ ความหนาแน่น ความยึดแน่น ...ไม่เท่าเดิม

ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนกับมีบุคคลผู้หิวโหยกระหายน้ำ เดินอยู่ท่ามกลางป่าใหญ่ ...แล้วไปเจอบ่อน้ำที่มีจอกและแหน ปิดบังจนไม่เห็นว่ามีน้ำอยู่ตรงนี้ในบ่อนี้ 

แล้วใช้มือนี้แหวกว่าย ปัดจอกแหนผักตบชวา จนเห็นน้ำ ได้กินน้ำ ได้ดื่มน้ำจนหายหิวโหย  แล้วปล่อยให้จอกแหนกลับคืนเหมือนเดิม แล้วยังเดินท่องไปในป่าใหญ่

โดยการที่จะหาทางออกจากป่า คิดว่ากำลังเดินออกจากป่า ถ้าไม่เดินจะไม่สามารถออกจากป่า ...แล้วก็หิวโหยอีก ...แต่มันจดจำได้ว่าบ่อน้ำอยู่ที่ไหน ก็จะกลับมากินน้ำอยู่เสมอที่บ่อ 

สำหรับผู้ที่เข้าถึงศีลที่เป็นอธิ จนจะเกิดปัญญาขึ้นว่า...แล้วกูจะเดินหาซากรึมึง กูนั่งกินนอนกินกับบ่อน้ำ ไม่ดีกว่าหรือ เพราะเดินไปกูก็งงทุกที หลงป่าทุกที

คือปล่อยจิตให้ไหล ปล่อยจิตให้เผลอเพลิน ไม่กำชับอยู่กับกายใจปัจจุบัน ความเป็นเราก็เพ่นพ่านๆ อยากนู่นอยากนี่ จะได้นั่น จะไม่ได้นี่ จะเป็นนั่น จะเป็นนี่

มันกังวล กลัว เรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องที่จะเกิด เรื่องที่ไม่เกิด เรื่องที่เกิดแล้วไม่ดั่งใจ เรื่องที่ไม่ดั่งใจแล้วเสือกเกิด เรื่องดั่งใจไม่เสือกเกิด ... นี่ จะมีเราเพ่นพ่านเต็มไปหมด

พอมาตรงนี้มันก็เริ่มพอกพูนปัญญาทีละเล็กทีละน้อยว่า น่าจะดีกว่ามั้ย ถ้านอนอยู่ข้างบ่อซะเลย จากนี้จึงเรียกว่าผู้นี้ บุคคลนี้เป็นผู้ที่ไม่ห่างจากศีล ...แต่ยังไม่ถึงศีลจริงๆ เลยนะ 

แต่ว่าอยู่ในขั้นตอนที่เรียกว่าไม่ห่างไกลจากศีล แต่กำลังทำตัวนี้ให้ห่างไกลจากโลกและกิเลส ...มันจะยื้อยุดกันอยู่ เพราะโลกและกิเลสคือความหอมหวน หวานมันฉันคือเธอ มีฉันก็มีเธอ มีเรา มีเขา มันยังสนุกดีๆ

ดังนั้นกว่าที่มันจะ..."เออ เอาล่ะวะ" นี่  ...ก็เรียกว่าเป็นผู้ที่ใกล้ชิด ไม่ห่างไกลจากศีล ก็คือเป็นผู้ที่ไม่ห่างไกลจากองค์มรรค ...จนกว่ามันจะตัดสินใจได้เด็ดขาดว่า...เออ เอาล่ะวะ กูไม่ไปแล้วในป่า

เพราะเห็นคุณประโยชน์ของบ่อน้ำที่ดำรงชีวิตยังชีวิตให้ผ่องใสไม่หิวโหย อิ่มเต็มพอดี ไม่เปลืองแรง  ไม่เหนื่อย ไม่เป็นทุกข์ แล้วก็ไม่เป็นสุขตามที่มันอยากได้อยากหา...แต่มันดีตรงที่มันไม่เป็นทุกข์

พอมันอยู่กับบ่อน้ำ มันก็จะเห็น ...เอ ทำไมบ่อน้ำ มันมีอะไรมาปิด มาบัง มาครอบ มาคลุม ...ทำไมมันไม่เป็นบ่อน้ำใสบริสุทธิ์ตลอดเวลาเล่า นี่ มันก็เริ่มชำระสะสาง

มันก็เริ่มเก็บจอก เก็บแหน เก็บสวะ ไอ้ที่มันจะมาปิดบังครอบคลุมทำให้น้ำนี่มันหายไป นี่ ก็เอาออก ลอกจอก แหน ลอกวัชพืช ลอกอะไรต่อมิอะไรออกไป

ก็เหลือแต่บ่อน้ำที่ใส จนเห็นบ่อน้ำที่ใส ไม่มีมลทิน ทั้งภายในและภายนอก เห็นสภาพที่แท้จริงของน้ำ...ที่ไม่มีอะไรเจือปน ครอบงำ ปิดบัง แอบแฝง ...นี่จึงเห็นลักษณะของน้ำที่แท้จริง

ตรงนี้ ตรงลักษณะของน้ำที่แท้จริงนี่แหละ ที่เรียกว่ามหาศีล 

เพราะมันจะเห็นกายในลักษณะที่ปราศจากรูป ที่มาจำเพาะเจาะจงลงเป็นก้อนปัจจุบัน เป็นทรวดทรงที่ครอบความรู้สึก  ครอบความปกติอาการของธาตุ ให้เป็นจำเพาะๆ กายหนึ่งๆ ความรู้สึกหนึ่งๆ

เมื่อมันเพิกถอนรูปที่ครอบกายนี้ออก เหมือนเอาสวะจอกแหนนี่ออกจากบ่อน้ำจนเกลี้ยง แล้วน้ำนี่ไม่มีเฉพาะขอบบ่อนะ ...มันจะเห็นน้ำที่ไม่มีขอบ

แล้วมันไม่แค่เห็นน้ำในบ่อที่ไม่มีขอบเท่านั้น ...สิ่งต่างๆ ในตาที่เห็น ในหูที่ได้ยิน ในกลิ่นที่รับ ในรสที่รับ ในความคิด ในความรู้สึก ในอารมณ์  ก็ไม่มีรูป ไม่มีการสร้างรูปขึ้นไปครอบเป็นเจ้าของ 

มันจึงมีเป็นลักษณะสภาวธรรมเดียวที่ครอบคลุมสามโลกธาตุ ไม่แบ่งแยก ไม่ว่ารูปหรือนาม ไม่ว่าจับต้องได้ ไม่ว่าจับต้องไม่ได้ ก็ไม่มีลักษณะเป็นจำเพาะสิ่งหนึ่ง

แรกๆ มันยังเห็นเป็นสิ่งหนึ่ง เป็นแค่สิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่เรา ...แต่พอมาถึงนี่ไม่ใช่สิ่งหนึ่งแล้ว แต่มันหมายถึงสรรพสิ่งทั้งหลายทั้้งปวง ... ที่ท่านเรียกว่าสัพเพธัมมา 

ตรงนี้ที่เรียกว่าจิตหรือปัญญาหรือญาณ ที่จะเข้าไปเห็นสัพเพธัมมา จะต้องเข้าถึงมหาศีลเท่านั้น

เพราะใจดวงนั้น เพราะจิตผู้ไม่รู้ดวงนั้น มันจะมีปัญญาที่เรียกว่าเป็นปัญญาขั้นเพิกถอนรูปนาม เพิกถอนรูปออกจากทุกสิ่ง จึงเพิกถอนการจำเพาะ แบ่งแยก

เพราะนั้นพอมันเพิกถอนความเป็นรูปที่เข้าไปครอบในขันธ์ ในโลก ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการแบ่ง เปรียบเทียบ ว่าดี-ร้าย ว่าถูก-ผิด ว่าใน-นอก ว่าหยาบ ละเอียด ประณีต ว่าใช่-ไม่ใช่ ว่าควร-ไม่ควร ...มันจะไม่มี

ไอ้ที่มันมีเป็น สองสิ่ง สองอาการ สองขั้ว สองข้าง บวก-ลบๆ อยู่นี่  เพราะรูปที่ไปจำเพาะ ...แล้วมันเห็นความแตกต่างในรูปที่ไม่เหมือนกัน

อาศัยมหาศีล ดำรงอยู่ในมหาศีล  จิตจะว่าง อยู่ด้วยความว่าง จิตจะดับ ไม่มี จิตจะเริ่มหมดหน้าที่ ในการเข้าไปจำแนกแบ่งธรรม แล้วไปให้ชื่อให้บัญญัติให้สมมุติกับธรรมนั้นๆ ตามสัญญา ตามที่ได้ยินมา

มันจึงเห็นสรรพสิ่ง สัพเพธัมมา เป็นอะไรกลางๆ เป็นธรรมเดียว ธรรมเอก ธรรมหนึ่ง ที่เรียกว่า เอโกธัมโม เอกังจิตตัง จิตหนึ่งธรรมหนึ่ง ...ซึ่งกว่ามันจะถึงคำว่าจิตหนึ่งธรรมหนึ่ง มันจะต้องมาจากกายหนึ่งจิตหนึ่ง 

จะไปยกธรรมหนึ่งจิตหนึ่งขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้  เขาก็เรียกว่ามันเอาหัวเดินต่างตีน...เป็นไปไม่ได้ ผิดธรรมชาติ ผิดหลักเกณฑ์ ผิดหลักมรรค ผิดหลักศีลสมาธิปัญญา

ซึ่งในระหว่างที่มันอยู่ในอธิศีล รักษาศีลอยู่ในกาย เป็นปกติกายปกติศีลนี่ ... มันไม่ได้หมายความว่ามันจะไปละเมิดล่วงเกินศีลหยาบโดยเจตนานะ ท่านก็ไม่ทำ แล้วท่านก็พัฒนาความเข้มข้นของศีลไปตามลำดับลำดา

ต่มันจะเข้าใจพื้นฐานของศีล แล้วมันก็จะอยู่ในลักษณะที่ไม่ละเมิดจนเกินไป แล้วก็ไม่เคร่งครัดจริงจังจนเกินไป ...ไม่ใช่มาบอกว่ารู้ตัวแล้วฆ่าคนก็ได้ เพราะระหว่างฆ่าผมรู้ตัวอยู่...อย่างนี้ไม่มี 

พอมันเข้าถึงความเป็นเนื้อแท้ของศีล ธรรมแท้ของศีลแล้วนี่ มันจะไม่บังเกิดความรู้สึกที่เข้าไปล่วงเกินผู้ใดผู้หนึ่ง ...หรือไม่แม้แต่จะไปรู้สึกล่วงเกินตัวเอง 

ด้วยการที่ไปสร้างกายใหม่ กายอดีตกายอนาคตขึ้นมา แล้วไปเบียดเบียนกายปัจจุบัน หรือล่วงเกินกายปัจจุบัน นั่นแหละเขาเรียกว่าไม่ล่วงเกิน ไม่เบียดเบียนตัวเอง อย่าว่าแต่คนอื่น ตัวเองก็ไม่เบียดเบียน

แล้วก็ดำรงความเป็นหนึ่งอยู่กับกาย อยู่กับศีลนี้ จนถึงกายวิสุทธิ ศีลวิสุทธิจริงๆ มันจึงจะเข้าไปเห็นกายที่ไม่มีรูปห่อหุ้มจนสามารถให้บัญญัติหรือสมมุติมาทาบมาทาได้

ทั้งบัญญัติสมมุติ...โดยสัญญา โดยความจำ โดยภาษา มันก็ค่อยๆ ถูกลบล้างไปโดยปริยาย ... เริ่มไม่ค่อยเชื่อบัญญัติที่จิตมันบัญญัติ ไม่ค่อยเชื่อภาษาจิตที่มันอธิบายความหมาย โดยอ้างจากที่เคยเรียนรู้มา

มันจะเชื่อในธรรมที่ปรากฏเท่านั้น จำเพาะธรรมที่ปรากฏเท่านั้น เท่าที่ธรรมชาติของกายจะปรากฏเท่านั้น  ...ตรงนี้ที่เรียกว่ารู้ธรรมเห็นธรรม แล้วเข้าถึงธรรม แล้วรู้แจ้งในธรรม แล้วรู้แจ้งในธรรมทั้งหลายทั้งปวง

ธรรมคือธรรมชาติของกายนี้ ไม่ได้ห่าง ไม่ได้ไกล ไม่ได้ต้องไปค้นไปหา ไม่ได้ต้องไปทำขึ้นมาใหม่ด้วย 

เราถึงบอกว่าผู้ใดที่ยังปฏิบัติแล้วดำเนินจิตไปภายนอกกายอยู่ ...จึงเรียกว่าผู้นั้นปฏิบัติด้วยการปรามาสศีล  ล่วงเกินศีล และละเมิดศีล

จะดันทุรังขนาดไหน พากเพียรขนาดไหน ผลที่ได้ก็คือสุขๆ ทุกข์ๆ คละเคล้ากันไป  ซึ่งทุกข์จะมากกว่าสุข สุขมาแบบฉาบฉวย ทุกข์จะกินพื้นที่ครอบครอง 

แต่ไอ้ความฉาบฉวยของสุขนี่แหละที่มันเกิด...บังเกิดมานะ ถือตัว สุขในอารมณ์ สุขในสมาธิ สุขในการรู้การเห็นอะไรที่คนอื่นไม่รู้ไม่เห็น สุขจากการที่รู้เห็นแล้วมันไปพ้องกับสมมุติบัญญัติตำรา

ก็เป็นความสุขแบบฉาบฉวย มีความพึงพอใจ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับเราผู้เข้าไปถือความสุขนั้นๆ ด้วยความถือตัวถือตน ยึดตัวยึดตน มีมานะ มีทิฏฐิ มีความสูง-ต่ำกว่าคนอื่น คอยเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา 

เช่นถ้ามันอยู่ในระดับเลเวลนี้ หมายความว่าถ้าต่ำเลเวลนี้ลงไปมึงชั่วหมด อย่างนี้ ถ้าอยู่ในป่าก็ป่าแตก ถ้าอยู่ในวัดก็วัดกระเจิงน่ะ คนในวัดกระเจิงน่ะ ...นี่ จึงไม่เป็นผู้ที่อ่อนน้อมต่อธรรม เคารพต่อธรรม

ถ้าไม่เคารพธรรมก็คืออะไร ก็คือไม่เคารพศีล ...ถ้าไม่เคารพศีลก็คืออะไร ก็คือไม่เคารพกายปัจจุบัน ไปอหังการถือตัวกับกายที่ไม่มีจริง อย่างโง่เขลาเบาปัญญา แต่อวดดีว่าเก่ง อวดว่าได้ ว่ามี ว่าเป็น 

นี่เขาเรียกว่าโง่ซ้ำซ้อน แล้วก็โง่ซ้ำซากมากี่ภพกี่ชาติก็ไม่รู้


(ต่อแทร็ก 11/16)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น