วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

แทร็ก 11/4








พระอาจารย์

11/4 (560506A)

6 พฤษภาคม 2556




พระอาจารย์ –  มาพักวัดเป็นไง ดีมั้ย ภาวนา     

ตอบ –  ก็พอได้ครับท่าน  แต่ช่วงนี้รู้สึกร่างกายตัวเองไม่ค่อยดีเท่าไหร่     


พระอาจารย์ – เป็นไง    

โยม –  เดินขึ้นเดินลงแล้วปวดทั้งตัวเลย     


พระอาจารย์ –  อายุเท่าไหร่แล้ว 

โยม –   36 เองครับ


พระอาจารย์ – (หัวเราะ)

โยม –  เหมือนมันเตือนแล้วว่าต้องดูแล 


พระอาจารย์ –  เขายื่นโนติ๊ส ว่าทำสัญญากันอยู่...ให้ยืมมา ไม่เท่าไหร่ ...ก็เตือนมาเป็นระยะๆ ว่าใกล้จะเอาคืนแล้วนะ ยังทำอะไรกันอยู่ 

นี่เรายังบอกอยู่ว่า...พยายามทำความรู้แจ้งเห็นจริงให้ได้ก่อนจะสิ้นอายุขัยอายุขันธ์  หรือถึงจะสิ้นอายุขัยอายุขันธ์ก่อน ก็ถือว่าเป็นนิสัย ...สะสมบารมีไว้ทำต่อไปในภายภาคหน้า

คือมนุษย์คนเรานี่ มันจะไม่ค่อยมีความเชื่อ ...มันไม่มีใครเชื่อหรอกว่าตายแล้วเกิด เพราะว่ามันลืมหมดแล้วน่ะ  เวลามาเกิดใหม่ก็เหมือนกับว่าเพิ่งมาตั้งต้นใหม่ เริ่มต้นใหม่ทุกชาติไป 

มันก็เหมือนกับมันไม่ใช่คนเก่า...เหมือนคนใหม่  แล้วมันมีความขวนขวายน้อย ที่มันจะขยันพากเพียรจริงๆ จังๆ  มันก็คิดว่าเดี๋ยวก็ตายแล้วก็หายๆ กันไป ไม่เป็นไร ...จริงๆ ก็มีที่มันดันทุรังทำกันอยู่ ภาวนาอยู่นี่ เพราะมันมีศรัทธาอยู่  

ในหลักวิทยาศาสตร์เขาก็บอกแล้ว สสาร-พลังงาน ไม่มีคำว่าสูญหาย  คำว่าสสารและพลังงานนี่ไม่มีคำว่าสูญหายนะ ในจักรวาลนี่ ในอนันตาจักรวาลนี่ ... มันเพียงแต่เปลี่ยนสภาพ แปรรูปขึ้นมาใหม่แค่นั้นเอง  แต่มันไม่มีคำว่าสูญหายเลยนะ

หมุนเวียน วนเวียนๆ อยู่อย่างนั้น ...เหมือนกับเป็นบ่อแห่งสังสารวัฏ  มันเป็นบ่อที่มันไม่มีกระเด็นกระดอนหายไปไหนหรอก มันก็หมุนเวียนสลับผันแปรไปอย่างนี้แหละ

กายก็เป็นธาตุ จิตหรือใจมันก็เป็นพลังงานส่วนหนึ่ง นามธรรม ...มันก็เหมือนกับสสาร-พลังงาน ที่หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันอยู่ ไม่มีคำว่าจบและสิ้น ไม่มีคำว่าสูญหาย แตกดับ

มันมีอยู่จุดเดียวเท่านั้นน่ะที่มันจะไม่มีคำว่าหวนคืน คือนิพพาน...มันจึงจะเป็นภาวะอีกธรรมชาตินึงที่มันเหนือธรรมชาติแห่งการหมุนวน ...นี่เป็นธรรมชาติเหมือนกัน

เพราะนั้นตัวธรรมชาติของนิพพาน หรือตัวธรรมชาติของใจที่บริสุทธิ์ หมดสิ้น วิมุตติหลุดพ้นแล้วนี่  มันก็ไม่แตกดับเหมือนกัน ...แต่มันคงความเป็นอมตะที่มันไม่มีคำว่าหมุน ไม่มีคำว่าเกิดอีก ไม่มีคำว่าแปรเปลี่ยน ไม่มีคำว่าแปรสภาพมากขึ้นน้อยลง มันจะเป็นภาวะที่คงตัว เป็นภาวะที่เป็นอัปปมาโน ไม่มีประมาณ แล้วก็จับต้องไม่ได้ 

ส่วนสภาวะมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ ไม่มีอะไร  มันดับ ...ไอ้ที่มันดับคือพวกเราเข้าใจว่าอนัตตาเป็นความดับความว่างอะไรอย่างนี้  แต่มันเป็นแค่การเปลี่ยนสภาพไป เป็นแค่สภาพหนึ่งชั่วระยะหนึ่งแค่นั้นเอง เช่นความว่างในจักรวาล หรือเวลาโลกแตกดับไปนี่ แล้วมันก็เข้าสู่ความว่าง 

ว่างมันก็คือสภาวะขณะหนึ่งเท่านั้น ชั่วคราวหนึ่ง ...มันอาจเป็นล้านปี ร้อยล้านปี  แล้วมันก็เวียน มีการสังเคราะห์รวมตัวกันมาแทนความว่างนั้นขึ้น ...เพราะนั้นสภาพมันหมุนวน เปลี่ยน การเกิดการตายก็ไม่มีคำว่าจบสิ้น แปรกันไป เปลี่ยนกันมา

เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปเศร้าโศกเสียใจเวลาตายจากกันหรอก เดี๋ยวก็เจอกัน...เจอกันในรูปลักษณ์ใหม่ แค่นั้นเอง มันไม่หายไปไหนหรอก ...มันไม่ใช่คิดว่ามาเริ่มตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ หรือว่าสร้างกาย-ใจขึ้นมาใหม่  ว่าใจก็เป็นใจดวงใหม่ จิตก็เป็นจิตอันใหม่  

มันไม่มีอะไรใหม่หรอก ของเก่าทั้งหมดน่ะ ...ในสังสารวัฏนี่เป็นการวนเวียนใช้ของเก่า เหมือนรีไซเคิล รีรันไป รีรันกันมาอยู่อย่างนี้ ...แต่ด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่มีปัญญา ที่มาเห็นสภาพนี้  มันเลยคิดว่ามันเป็นการหมดชีวิตไปก็หมดไป อะไรสุขทุกข์หมดไปก็หมดไป มันก็ลืมเลือนกันไป เดี๋ยวมันก็หายไปหมดแล้ว อะไรอย่างนี้  

คราวนี้ว่ามีพระพุทธเจ้านี่มาเห็น...มาเห็นด้วยญาณ ด้วยสัพพัญญุตญาณ ก็เห็นนี่...สภาพที่มันเวียนวน มันหมุนวนอย่างนี้ ...ถ้าตราบใดที่ไม่มีการเดินในองค์มรรค ในเส้นทางแห่งมรรคแล้วก็...มันไม่มีทางที่จะหลุดรอดจากวงเวียนแห่งสังสารวัฏนี้ได้เลย

และท่านก็มาเห็น...ด้วยปุพเพนิวาสานุสติญาณนี่ ท่านหยั่งๆๆๆ ถึงภพชาติในอดีตของการเกิด การผันแปร...ที่เป็นมาหมดทุกอย่าง  แล้วแต่ละภพแต่ละชาติท่านก็ไม่เห็นว่ามันมีคำว่าสุขหรือมีความสบายตลอดเวลา

มันเป็นทุกข์ทั้งนั้นเลย ในการเกิด ในการตั้งอยู่ ในการดิ้นรนใช้ชีวิต ในการตาย  ในการประสบพบพานในสิ่งที่รักแล้วก็ได้แป๊บเดียว แต่ว่าได้นานในสิ่งที่ไม่รัก ...แล้วมันก็มีการพลัดพราก

ท่านเห็นเลยว่าเป็นอเนกชาติๆ ที่ผ่านมา มันหมุนวนอยู่ภายใต้...เหมือนกับจมปลักอยู่ในบ่อแห่งทุกขเวทนา อึดอัดตลอดเวลา ...ไม่มีความเป็นสุข ไม่มีความพอดี ในการเกิดมาแต่ละครั้ง  มีแต่การดิ้นรนขวนขวายแสวงหา ทุรนทุราย 

นี่ ท่านเห็น...ท่านเห็นจนเรียกว่า หยั่งเท่าไหร่ก็ยังไม่เห็นที่จบที่สิ้นของการเกิด ยังไม่เห็นจุดตั้งต้นของการเกิด...การตั้งต้นของทั้งหมด 

จึงชี้แนะว่าสัตว์โลกนี่ ถ้าใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ มีชีวิตแค่ผ่านๆ ไป โดยที่ไม่ใส่ใจ ไม่โยนิโส ในกาย ในขันธ์ ในการเกิด ในสภาวะที่มากระทบสัมผัส เหล่านี้ ...มันก็จะตกอยู่ใต้อำนาจของกฎธรรมชาติ กฎของไตรลักษณ์ กฎของอนันตาจักรวาล

ไม่ลืมหูลืมตา ...ไม่มีทางลืมตาอ้าปากก้าวข้าม ก้าวพ้น ก้าวล่วงจากกระแสความหมุนวนนี้ ที่มันมืดบอดมืดมิดแบบไร้ทางออกด้วยตัวของมันเองได้

เพราะนั้นการภาวนาจึงเป็นการที่...มันเป็นการช่วยตัวเอง  มันไม่ใช่การช่วยคนอื่น มันเป็นการช่วยตัวเองซะก่อน ให้มันหลุด ให้มันรอด ให้มันพ้นจากกฎของไตรลักษณ์ โดยไม่กลับคืนมาสู่ใต้อำนาจกฎของไตรลักษณ์นี้  กฎการเกิด-การตั้ง-การดับ แล้วก็เกิดใหม่ แล้วก็กลับตั้งใหม่ แล้วก็ดับใหม่อยู่อย่างนี้ 

นี่เป็นกฎ ...ถ้าไม่มีปัญญา มันจะออกนอกกฎนี้ไม่ได้ ...มันก็ตาย-เกิดๆๆ แล้วมันก็ได้ของที่อยู่ในสังสารวัฏ ได้ของที่อยู่ในจักรวาล ได้ของได้ขันธ์ที่อยู่ในโลก รวมตัวก่อตัวขึ้นเป็นรูปลักษณ์รูปร่าง สังขารขันธ์ขึ้นมา  

เมื่อเอาของในจักรวาล หรือเอาของในจักรภพ หรือว่าของในโลกนี้มาใช้ ... อนันตาจักรวาล จักรภพ และโลกนี่ มันอยู่ใต้อำนาจ ใต้กฎของไตรลักษณ์  ...เพราะนั้นยังงั้ย ยังไง ของที่ได้ หยิบยืมมานี่  มันก็ต้องหนีไม่พ้นกฎไตรลักษณ์ที่เป็นกฎเหล็ก ที่ไม่มีใครละเมิดกฎนี้ได้ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือกฎนี้ได้

แต่จิตผู้ไม่รู้นี่ ... เมื่อได้มาแล้วนี่ ได้ครอง ได้อาศัยอยู่กับขันธ์  ไม่ว่าจะเป็นขันธ์มนุษย์ รูปขันธ์ ๕ ขันธ์เทวดาอินทร์พรหมอะไร ...มันก็จะลุ่มหลงมัวเมาในกองขันธ์ที่มันได้มา แล้วก็ไปเกิดความยึดมั่นถือมั่นถือตัวว่าเป็นของเรา 

ยิ่งเป็นของเราเท่าไหร่ มันก็เกิดความกระหยิ่ม ลำพอง อหังการ ด้วยความไม่มีปัญญา ...เมื่อมันกระหยิ่มลำพองอหังการไม่มีปัญญา  มันก็ใช้ของที่หยิบยืมมานี่แบบไม่มีสาระ ไม่เป็นสาระ  หาแต่ประโยชน์ใส่ตัวเอง ตัวเรา ของเรา  

เพราะนั้นไอ้การที่หาประโยชน์ใส่ตัวเอง ในเราของเรา  มันก็คือการก่อเวรก่อกรรม สร้างมโนกรรม กายกรรม วจีกรรม ดีบ้างร้ายบ้าง ...เหล่านี้ก็เป็นผล  มันก็สร้างผลให้เป็นวิบากที่มันจะต้องมารับผลกระทบต่อเนื่อง...เป็นทุกข์เป็นสุข เป็นสุขเป็นทุกข์ 

ภายนอก...กับคนรอบข้างสังคม กับเหตุการณ์ในโลกนี้  มันก็เป็นผลกระทบจากการกระทำของการใช้ขันธ์แบบไร้สาระในอดีต ไม่รู้ตัวว่าเป็นตัวเราของเรา ...แล้วก็เป็นทุกข์ที่มันต้องชดเชยอยู่กับสภาพแวดล้อมภายนอก

แล้วมันก็ยังมีทุกข์ของตัวเอง คือทุกขสัจของขันธ์อีก ...เรียกว่าถ้าไม่ฉลาดในการดำรงชีวิต ใช้ชีวิตอย่างเป็นไปเพื่อความหลุดและพ้นนี่  ...มันก็จะยิ่งสะสม 

การดำรงชีวิต การมีชีวิตก็กลายเป็นการสะสมพอกพูน เจ้าหนี้กรรม แล้วก็หนาแน่นขึ้น ...แทนที่มันจะอยู่ด้วยการมีปัญญาแล้วก็ชำระขัดเกลาให้เกิดความเบาบาง ให้หมด ให้สิ้นไปซึ่งกรรมและวิบาก

เพราะไอ้วิบากที่เป็นของเก่านี่ มันก็เป็นตัวหนุนอยู่แล้ว สนับสนุนผลักดันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ...ก็ยังสร้างกรรมวิบากใหม่ขึ้นมาด้วยความไม่รู้ตัว เหมือนกับเก็บมาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว เข้าพกเข้าห่อไว้ เป็นของที่มันเคลือบ ครอบกาย-ใจ ...มันก็ยิ่งทำให้กาย-ใจนี่ถูกปกปิด ปิดบัง

เพราะถ้าเวลาใดเมื่อใดที่มันมีทุกข์ทับถมตลอดเวลาต่อเนื่องนี่ ให้สังเกตดูเลย  สติสมาธิปัญญานี่ เกิดได้ยาก ... ถ้าสมมุติว่าอยู่ในแวดวงการงาน หรือว่ามีคนร่วมงาน หรือว่ามีเหตุการณ์อะไร หรือคนรอบข้างรอบตัวนี่ แสดงความเห็นแก่ตัว เอาแต่กิเลส เอาแต่ได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มตัว แล้วเราหนีไม่พ้น หลุดไม่ได้ ต้องเจอซ้ำซากทุกวันอย่างนี้  ศีลสติสมาธิปัญญามันเกิดได้ยาก

มันจะเกิดแต่อารมณ์ เกิดแต่ความหงุดหงิดฟุ้งซ่าน เกิดแต่ความปฏิฆะขุ่นข้องหมองใจ เกิดแต่ความโกธะ ตลอดเวลา ... นี่ ให้รู้ว่าเราสร้างกรรมผูกพันกับอะไรไว้ เวลามันส่งผลขึ้นมานี่ ...ซึ่งจริงๆ นี่ถ้ามันมีปัญญาแล้วนี่ มันสามารถจะเผชิญได้ด้วยความไม่หวั่นไหว

แต่เมื่อใดที่เรายังอยู่ในขั้นตอนที่ยังไม่สามารถมีปัญญาที่จะรักษาตัวเอง รักษากาย-ใจได้นี่  มันอดไม่ได้ที่จะเข้าไปจมแช่ และก็มีการก่อเวรใหม่...อย่างน้อยมโนกรรม อย่างน้อยความคิด ...ก็ถือเป็นกรรมนึงแล้ว

ซึ่งไอ้มโนกรรมเหล่านี้ ...ถึงไม่ได้ออกเป็นคำพูด ไม่ได้ออกเป็นการกระทำก็ตาม  แต่มันคิดจ่มด่า บ่น ตำหนิ ติอยู่ภายในอย่างนี้  เวลาเรามาทำความสงบระงับภายใน...ในกายใจปัจจุบัน  ไอ้วิบากเหล่านี้...ก็คือความฟุ้งซ่าน  มันส่งผลคือความฟุ้งซ่าน ไม่หยุด...จิตไม่ยอมหยุด

บางคนนี่หาเวลาหยุดซักขณะนึงแทบไม่ได้เลย  ดูเหมือนกลับมาอยู่กับกาย-ใจนี่ เหมือนกับกดลูกบอลลงน้ำน่ะ แล้วมันก็เด้งขึ้นๆๆ เด้งออก มันแทบจะไม่หยุดอยู่ อย่างนี้ ...มันด้วยอำนาจของอะไร ...ด้วยอำนาจของมโนกรรมของตัวเอง ที่เป็นคนช่างคิด ช่างติ ช่างฟื้นฝอยหาตะเข็บกับคนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ วิพากษ์วิจารณ์อยู่ภายในอะไรอย่างนี้ ... เวลาทำความสงบระงับภายใน  พวกนี้มันก็เป็นวิบาก

ก็ต้องอดทนแล้วก็รับผล ... มันก็มี  มันก็ไม่ได้รับกรรมทางกาย ทางวจีจากภายนอกหรอก มันก็รับกรรมของตัวมันเองน่ะ ...มันก็เกิดความท้อถอย ท้อแท้ ว่า 'ฮื้อ ทำไมไม่สงบเหมือนเขา ทำไมไม่สามารถรู้ตัวได้ต่อเนื่องเหมือนคนอื่นเขา  ทำไมคนอื่นเวลาบอกว่ารู้ตัว เขาก็รู้ได้ง่ายๆ สบายๆ เลย ดูเหมือนกับทำความต่อเนื่องได้ง่ายกว่าเรา'

มันจะไปโทษใครล่ะ ...โทษตัวเองนั่นแหละ ที่มันเป็นกรรมในอดีตที่สร้างอุปนิสัยอย่างนี้ ก็ต้องรับผลไป

เพราะนั้นว่าอดทน พากเพียร แล้วก็ระวังในการที่จะปล่อยจิตให้มันไปสร้างความเกาะเกี่ยวยึดมั่น เหนี่ยวรั้ง กับการกระทำคำพูดของสัตว์บุคคลอื่น ...เหมือนกับอโหสิ ยกโทษ หรือว่าให้อภัย  เหมือนกับช่างหัวมัน ปล่อยไป 

ถึงแม้เขาจะมาล่วงเกินเราขนาดไหน ซึ่งแต่ก่อน เขาไม่เคยล่วงเกิน แล้วเขามาล่วงเกินด้วยกายวาจาก็ตาม ...ก็ให้มันล่วงเกินเราซะ มันจะได้หมด ... “เรา” มันจะได้หมดไป เอาไปเยอะๆ เลย ล่วงเกินเข้าไป 

แต่ถ้าเรารู้สึกว่าล่วงเกินไม่ได้ หรือไม่ยอมให้ใครล่วงเกิน ก็หมายความว่าเราไม่ยอมให้ “เรา” นี่ แตกหักพังสลายเสื่อมไป มันก็จะคงรักษาความเป็นตัวตนของเรา หรือว่าตัวเรา ... แต่ถ้ารู้สึกถูกล่วงเกินความเป็น “เรา” “ตัวเรา” แล้ว... 'เออ ล่วงเกินเอาไปเลย ...ให้ “เรา” หมดไปเลยยิ่งดี' 

มันต้องยอม ...เหมือนกับต้องยอม ยอม ยอมสูญเสียความเป็นตัวเรา อาณาเขตของเรา ความเป็นตัวเรา ความรู้สึกของเรา  มันก็ต้องยอมด้วยความอดทนอดกลั้น แล้วก็ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอยู่ภายใน ...ความเป็นเรา ตัวเรา ที่ยึดมั่นถือมั่นในความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา มันก็จะค่อยๆ จืดจาง จางคลาย อ่อนกำลังลงไป

ต่อไปที่มันเคยรู้สึกเขาเคยล่วงเกินแค่นี้...รับไม่ได้  ต่อไปมันก็...แค่นี้สบายๆ ... เพราะอะไร  ไม่ใช่ว่าหน้าด้านขึ้น แต่เพราะความรู้สึกที่เราถือตัวถือตน ถือหน้าถือตา เป็นตัวเราของเรา มันน้อยลง

เพราะนั้นการภาวนานี่ เพื่อให้เห็นจุดนี้ แล้วก็แก้ที่จุดนี้...แก้ที่ตัวเรา ไม่ได้แก้ที่คนอื่น ไม่ได้แก้ที่จะต้องให้มันดี แล้วก็อยู่กับความดี จิตดี อารมณ์ดี มีความสุข ...ถ้าอย่างนั้นไม่เรียกว่าภาวนาหรอก อย่างนั้นเขาเรียกว่าสะสม เป็นการสะสมอารมณ์ เป็นการผูกพันกับอารมณ์ เป็นการสะสมทรัพย์สมบัติ

ไอ้ทรัพย์สมบัติที่ว่าจิตดี อารมณ์ดี สภาวะดี สภาวธรรมดี ...ไอ้สมบัติตรงนี้ที่มันหา ที่มันสะสม นั่นก็คือบุญ คือกุศลจิตอย่างนึง แล้วก็พยายามหน่วงรั้ง ...แล้วก็ใครเป็นคนเก็บไว้เล่า ...ก็ “เรา” น่ะ 

เพราะนั้นถ้าเก็บไว้ ความเป็น “เรา” ไม่หาย  ความเป็นเรายังมีอยู่ตลอดเลย  เพียงแต่ว่ามันคัดเอาอกุศลออก แล้วก็จะเอาแต่กุศลแค่นั้นเอง

ซึ่งตรงจุดนี้ ถ้าไม่เข้าใจหัวใจของการภาวนาแล้ว มันก็จะไพล่ไปอยู่ตรงนั้นอยู่เสมอ ...เข้าไปรักษาจิตดี เข้าไปรักษาจิตว่าง เข้าไปรักษาจิตที่ไม่มีกิเลส อะไรอย่างนี้ แล้วก็ไม่มีอารมณ์  ...แต่ใครเป็นคนรักษา ใครเป็นคนไม่มีอารมณ์ ทำไมไม่เห็นมาถึงรากเหง้าของมันล่ะ

เพราะนั้นตัวศีลสมาธิปัญญานี่ ถ้ามันออกนอกศีลสมาธิปัญญาแล้วนี่ การภาวนานี่มันจะเกิดความคลาดเคลื่อนไปหมด มันจะเป็นการภาวนาเพื่อแสวงหาคุณงามความดี เพื่อสะสมไว้เป็นทรัพย์สมบัติต่อไป ...แล้วก็จะอาศัยสมบัติแห่งความดีนี่ไปนิพพาน ไปสู่ความหลุดพ้นต่อไปในภายภาคหน้า ถ้าจิตไม่ได้เป็นอย่างนี้ก็คงไม่ได้ไปนิพพานแน่ๆ เลยอ่ะ เนี่ย มันจะเข้าใจกันอย่างนั้น

มันก็เลยเกิดความคลาดเคลื่อนในธรรม มันก็เลยไม่เห็นว่าต้นเหตุของการเกิด การตาย การดำเนินชีวิต การภาวนาอยู่ ...อะไรมันจึงเป็นเหตุต้น อะไรเป็นที่เกิดเหตุ อะไรเป็นที่ดับเหตุ แล้วจะดับที่เหตุตรงไหน ...มันไม่รู้

เพราะนั้นว่าการที่เราบอกว่าอะไรๆ ก็ให้กลับมารู้เหตุ ...ก็ให้กลับมาอยู่กับกาย ต้องมารู้อยู่กับกาย ต้องมารู้กับปกติกาย ต้องมารู้กับปัจจุบันกาย ...เวลามีเรื่อง เวลาเกิดเรื่อง เวลามีอารมณ์ เวลาเกิดอารมณ์ เวลามีความคิด เวลามีอดีตอนาคต มีเสียงมีกลิ่นมีรสโผฏฐัพพะ การกระทบกันภายนอกอะไรก็ตาม ...ก็ให้กลับมารู้ตัว อยู่กับตัว บ่อยๆ

เวลาโกรธ เวลาที่คนนี้คนนั้นทำเรื่องที่ไม่ดี ทำเรื่องที่ไม่สบายใจ  ก็ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปแก้ที่เรื่องที่ราวตรงนั้น หรือไปดับหรือไปยุ่งมัน  เพราะมันแก้ไม่ได้ มันแก้ไม่ถูกที่ ...เหมือนกับเลือดมันออกที่กลางกะโหลกกลางกบาลนี่ แต่เอาพลาสเตอร์ไปปิดที่หัวแม่ตีนน่ะ  มันรักษาไม่ถูกที่ มันไม่หายหรอก  

พอแก้แล้วก็ไปมุ่งดู มุ่งดับ มุ่งละอยู่ตรงนั้น แล้วก็...“เอ้ ทำไมมันยังทุกข์อยู่ทุกครั้งที่เจอ ที่เห็น ทุกครั้งที่พบการทำอาการนี้ เหมือนเดิม”  ก็เหมือนกับมันเอาพลาสเตอร์ไปปิดที่หัวแม่ตีนที่มันคัน แล้วก็บอกว่า เนี่ย รักษาโรคแล้ว ...มันคนละที่ มันรักษาไม่ถูกจุด

แต่ที่บอกให้กลับมาที่กาย ให้กลับมาที่การรู้ตัว ...เพราะว่าตรงนี้คือที่ที่เกิดเหตุ ตรงนี้เป็นสมุทัย เป็นที่ที่เกิดเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี่ ... เพราะกายนี้ไม่ใช่กายเรา แต่มันดันบอกว่ากายเรา...ตรงนี้ต่างหากเป็นที่เกิดเหตุ แล้วมันเกิดเป็นความรู้สึกเป็นตัวเราขึ้นมาจากกายนี้

ไอ้ความรู้สึกที่เป็น “ตัวเรา” นั่นแหละ เป็นมูลเหตุของทุกข์ เป็นต้นเหตุหนึ่งของทุกข์ ...ที่ว่ามีเรื่องนั้นมีเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าเรารับไม่ได้ นั่น เห็นมั้ย...“เรา” รับไม่ได้ “เรา” ไม่พอใจอย่างยิ่ง  เนี่ย แล้วมัวแต่ไปแก้ความพอใจ ความไม่พอใจ 

ทำไมไม่เห็นว่า...ถ้าไม่มี “เรา” นี่  ถ้าไม่มีความรู้สึกเป็น “ตัวเรา”  ถ้าไม่มีความรู้สึกว่าเป็น “เรา” นี่ ...มันจะพอใจหรือไม่พอใจมั้ย แล้วมันจะเดือดร้อนอะไรมั้ย มันจะมีเรื่องได้มั้ย มันจะมีใครเอาเรื่องมั้ย มันจะมีใครไปแบกเรื่องมาเป็นภาระ เป็นทุกข์มั้ย ใครจะแบกเรื่องเป็นสุขมั้ย ...มันไม่มีอ่ะ เนี่ย

เพราะนั้นว่า การที่กลับมาอยู่ที่กายนี่ เพื่อให้เข้ามาถึงสาเหตุหรือว่าต้นเหตุ...ว่ากายนี้เป็นใคร เป็นเรารึ มันเป็นที่ตั้ง เป็นที่สร้างความรู้สึกเป็น “เรา” รึเปล่า เขาแสดงความเป็นเราหรือเปล่า เขามีความรู้สึกเป็นตัวเราหรือเปล่า ...และไอ้ความรู้สึกเป็น “ตัวเรา” ที่เราหมายเอาตรงนี้เป็นตัวเรานี่ มันมีจริงมั้ย สภาพที่แท้จริงมันขัดกับความเป็นจริงมั้ย มันแย้งกับความเป็นจริงมั้ย

ถ้าอะไรที่มันขัดกับความเป็นจริง แย้งกับความเป็นจริง ...อันนั้นแสดงว่าไม่จริง เกิดจากการไม่รู้จริง มันเกิดขึ้นมาจากความไม่รู้จริง ...ไอ้อะไรที่มันเกิดขึ้นจากความไม่รู้จริงนั่นแหละเขาเรียกว่า อวิชชาเป็นปัจจยามันขึ้นมา

เพราะนั้นไอ้ความรู้สึกที่เป็นตัวเราขึ้นมาลอยๆ อย่างเนี้ย ไม่รู้ว่าต้นสายปลายเหตุมันอยู่ตรงไหนนี่ บอกให้เลยว่า เกิดจากความไม่รู้จริง แล้วมันสร้างความรู้สึกเลื่อนๆ ลอยๆ ขึ้นมาว่า กายนี้เป็นตัวเรา แล้วก็คาความรู้สึกเป็นตัวเราไว้ลอยๆ อยู่ข้างในนี่ตลอดเวลา...เที่ยงเลยน่ะ เป็นความเที่ยงเลยว่ามีตัวเราอยู่แบบตลอดเวลา ไม่หายไม่ตายเลยน่ะ

เนี่ย ตรงนี้ ตรงนี้ต่างหาก ที่ต้องมาแก้ตรงนี้ แก้ด้วยการที่ว่า ให้มันมาทบทวนอยู่กับกายว่า ตรงนี้เป็นที่ตั้งของความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาว่าเป็น “ตัวเรา” นี่ ...มันจึงจะออกจากเรื่องราวได้ มันจึงจะไม่มีใครเข้าไปถือเรื่องราว หรือว่าการกระทบผัสสะอายตนะนั้นมาเป็นเรื่อง

เพราะนั้น ถ้ามันไม่มี “เรา” เข้าไปแบก เข้าไปรับ เข้าไปครอบครอง เข้าไปถือครอง เข้าไปหมาย ในการกระทบของอายตนะทั้ง ๖ ... มันก็จะไม่มีเรื่องเกิดขึ้นเลย ทั้งในแง่ของดีใจ-เสียใจ ทั้งในแง่พอใจ-ไม่พอใจ ทั้งในแง่ราคะ ทั้งในแง่ปฏิฆะ นี่ภายนอกนะ เพราะนั้นอย่าไปแก้ที่อื่น อย่าไปคิดว่าจะมาช่วยแก้ได้ 

การภาวนานี่...ตรง รู้ตรง รู้ชัด  การภาวนาจริง เป็นการภาวนาแบบไม่อาศัยอุบายวิธี หรือไม่อาศัยวิธีการ ไม่อาศัยรูปแบบ ไม่อาศัยตำราด้วย ...ส่วนมากพวกเรามันจะจดจำรูปแบบมาจากตำรา แล้วก็เอาตำรามาต่อยอด มาเป็นเทคนิคเฉพาะตัว แต่ละคนมันก็จะมีเทคนิคจากตำราคนละเทคนิคกัน แต่ทุกอย่างน่ะเอาตำราเป็นสารานุกรมอ้างอิงนี่

เพราะนั้นถ้าเราไม่เชื่อตำรา หรือว่าไม่เชื่อรูปแบบการปฏิบัติในตำราแล้วนี่  ให้เชื่อศีล ให้เชื่อสมาธิ ให้เชื่อปัญญาเลย ...โดยทำความชัดเจนกับองค์ศีล องค์สมาธิ องค์ปัญญา ... เพราะศีลสมาธิปัญญานี่ จุดมุ่งหมายของศีลสมาธิปัญญานี่ เพื่อให้อยู่กับปัจจุบัน เพื่อให้อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน เพื่อให้สืบทวนความจริงในปัจจุบัน

เพราะนั้นไอ้ตัวที่เป็นปัจจุบัน ที่มันชัดเจนที่สุด ก็คือองค์ศีล...ก็คือองค์กายปกตินั่นเอง  เพราะนั้นที่จริงน่ะ เราจะพูดว่าการเห็นก็เป็นปัจจุบัน รูปที่ปรากฏก็เป็นปัจจุบัน เสียงที่ได้ยินอยู่ตอนนี้ก็เป็นปัจจุบันเหมือนกัน  แต่นี้มันเป็นส่วนที่เขาเรียกว่าอนุพยัญชนะ คือเป็นส่วนแยกย่อย มันเป็นส่วนปลีกย่อยออกมาจากกาย เข้าใจมั้ย เพราะอายตนะมันเป็นสิ่งที่ติดอยู่กับกาย

เพราะนั้นตัวศีลน่ะมันเป็นตัวที่ลงมาที่กาย ซึ่งมันก็จะมีอายตนะติดอยู่ที่กายเหมือนกันในปัจจุบัน
... เพราะนั้นตัวศีลสมาธิปัญญานี่ มันเป็นเครื่อง อุปกรณ์ ที่จะทำให้รู้แล้วก็ให้มันอยู่...ให้มันรู้แล้วก็ให้มันอยู่กับปัจจุบัน โดยมีกายนี่เป็นจุดอ้างอิง  มีกาย...ปัจจุบันกาย หรือปกติกายนี่เป็นจุดอ้างอิงกับปัจจุบัน ตรงเนี้ย 

และเพื่ออะไร ปัญญาเพื่ออะไร ...เพื่อให้เห็นกาย หรือเห็นปัจจุบันกายที่แท้ๆ ที่เป็นจริง ที่เป็นของจริง ไม่ใช่ของปลอม ... ไม่ใช่เห็นกายของปลอมแบบที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้มันสร้างขึ้นว่าเป็นตัวเรา เป็นความรู้สึกเป็นเรา เป็นชื่อเป็นเสียงเป็นนามเป็นภาษาเป็นบัญญัติ เป็นสมมุติ เป็นความเห็น เป็นความจำ เป็นนิมิต เป็นอดีต เป็นอนาคต ...นี่พวกนี้เป็นกายปลอม มันไม่ใช่กายจริง

เพราะนั้นตัวศีลสมาธิปัญญาจึงเป็นเครื่องยืนยันความเป็นจริงในปัจจุบัน ... นี่ถ้าถือหลักนี้แล้วก็เข้าสู่ศีลสมาธิปัญญาตัวนี้ การภาวนามันก็จะตรง...ตรงต่อมรรคแล้วก็ตรงต่อผล ... เพราะนั้นถ้าทำอย่างนี้ ผลที่ได้น่ะมันไม่มีหรอกนอกจาก ละ วาง จาง คลาย จากความเป็นเรา เป็นอันดับแรกเลย

และเมื่อความรู้สึกเป็นเรามันค่อยน้อยลง จางลง คลายลงนี่ ... ไม่ต้องถามว่าจะละกิเลสยังไง ไม่ต้องถามว่าจะละอารมณ์ยังไง ไม่ต้องถามว่าจะละอดีตอนาคตยังไง ...มันจะเกิดความจางคลายในตัวของมันเองนั่นแหละ

ไอ้ที่มันมีเรื่องไม่ยอมหยุดไม่ยอมจบ ...เพราะ “เรา” นี่มันแข็งแกร่ง “เรา” นี่มันหนาแน่น แล้วก็ทุกอย่างก็ทำไปโดยไม่รู้สึกเลยว่ามันเป็นตัวเราทำน่ะ ...จิตน่ะ มันก็ทำไปตามอำนาจ ตามอำเภอใจของเรานั่นแหละ ...โดยมีเรานี่เป็นผู้เจตนาจงใจ ทั้งที่ชัดเจนแล้วก็ไม่ชัดเจนโดยไม่เจตนา เพราะมันไม่รู้สึกตัว  ถึงรู้สึกตัวก็ทำไปด้วยความเจตนาของความเป็นเรา

เพราะนั้นความเป็นเรามันจะมีอยู่ตลอดเวลาเลย ความรู้สึกเป็น “ตัวเรา” นี่ ... ตราบใดที่ยังไม่เข้าไปทำความรู้แจ้งเห็นจริงในก้อนธาตุก้อนขันธ์ก้อนกายนี้...การภาวนาเราถือว่าแทบจะไร้ค่าสูญเปล่าเลย ...มันจะได้ผลที่น่าใคร่ แล้วก็พยายามแสวงหาผลที่ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ น่ะ

ที่ชอบถามกันว่า ภาวนาก้าวหน้ากันมั้ย จิตดีขึ้นมั้ย  ถามกันอยู่นั่นล่ะ มันจะเอาแต่จิตดีขึ้นๆ น่ะ ...จะเอาดีไปทำไม แล้วใครเป็นผู้อยากได้ดีล่ะ  ทำไมไม่เห็นตัวนี้บ้าง ทำไมไม่ทวนกลับมาเห็นตัวนี้บ้าง  แล้วก็ละตัวนี้ซะ

ถ้าละตัวเราซะ มันก็ไม่มีใครอยากได้อยากดีหรอก มันก็แทบจะไม่ต้องมีคนภาวนาเลย  มีแต่คนรู้คนเห็นในทุกอาการที่ปรากฏด้วยความเป็นกลาง


(ต่อแทร็ก 11/5)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น