พระอาจารย์
11/5 (560506B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 พฤษภาคม 2556
พระอาจารย์ – แต่ยิ่งภาวนายิ่งหายิ่งค้นน่ะ มันก็จะได้อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมาตลอดเวลา สภาวะนั้นสภาวะนี้ ...มันรอเวลาที่ประทุขึ้นเท่านั้นเอง
เราเห็นพวกที่เจริญสติแล้วก็คอยรู้ดูจิต ดูนั่นดูนี่ แล้วก็เท่าทันตรงนั้น ละตรงนี้
แล้วก็มันไม่มีกิเลสเกิดขึ้น...ก็ดำเนินชีวิต ดำรงชีวิตไป ...เราก็บอกมันจะได้อยู่แค่นั้นแหละ
แต่มันไม่จบ มันไม่เข้าสู่จุดจบได้เลย เพราะมันเป็นแค่ระงับ...เหมือนกับที่ไปว่าสมถะ...สงบระงับ แล้วติดความสงบ
คือเราดูแล้ว นี่ ไม่ต่างกันเลย ...มันก็คือระงับกิเลสไว้ชั่วคราวเหมือนกันน่ะ มันก็ไม่เกิดอารมณ์
เพราะว่าคอยไล่ดับ...จิตที่มันจะไปจะมาแล้วก็ดับแล้วก็ละ...แล้วก็ดับแล้วก็ละ
แล้วก็อยู่กับลอยๆ ว่างๆ ไป ...ก็สบาย ไม่มีกิเลส แล้วคอย...พอมีกิเลสเกิดก็ดับ พอมีกิเลสเกิดก็ทันแล้วก็ดับ
มันไม่ต่างกันหรอกกับสมถะนี่ ...คือกิเลสมันก็ไม่โผล่หัวขึ้นมา
แต่พอวันไหนเวลาไหนที่เกิดมีงานการภายนอก
หรือญาติโกโหติกาพาเรื่องพาราวให้เกิด แล้วมันหลุดจากการปฏิบัติ ...มันก็มี เดี๋ยวก็มา
มาเป็นกระบุงเลย กิเลสก็มา...เหมือนเดิม เท่าเก่า ให้สังเกตดูเลย...เท่าเก่า แล้วกลับหงุดหงิดตัวเองด้วยซ้ำว่า “เอ๊ะ ทำไมเสียหายไปถึงขนาดนี้ได้”
แต่ก็ยังเข้าใจว่าตัวเองมีปัญญา
ยังเข้าใจว่านี่คือการดำเนินอยู่เป็นปัญญาวิมุติอยู่ ...แต่เราดูแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะ มันไม่ได้เกิดปัญญาอะไร ...อยู่ดีๆ “เรา”
หายไปยังไงก็ไม่รู้ ไม่มี “เรา” ขึ้นมาได้ยังไงก็ไม่รู้ ไม่รู้จักว่าทำไม “เรา”
มันถึงไม่มี ตอนที่ไม่มีกิเลสมันก็ไม่มี “เรา” เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าทำไม “เรา”
คืออะไร “เรา” มาจากไหน ...คือมันเอาแต่เข้าไปดับ เข้าไประงับชั่วคราวเท่านั้นเอง
ถึงบอกว่าพวกเหล่านี้มองกายนี่เป็นลูกเมียน้อย
เข้าใจมั้ย เห็นกายเป็นของไม่สำคัญ
เห็นกายว่าเป็นของที่ไม่ต้องไปใคร่ครวญละเอียดถี่ถ้วนอะไรหรอก ...จะเอาแต่อะไรวูบวาบวอบแวบ ลอยไปลอยมา แล้วก็คอยจับ คอยดับ คอยละ ก็คอยไล่ดูไล่ดับอาการนั้นๆ แล้วก็เข้าใจว่าได้โสดาบันไปแล้ว ...ง่ายๆ ดี
ได้กันง่ายๆ เลย
แต่ในภาษาเรานี่ โสดาบันนี่
ไม่ใช่ง่ายๆ ...แล้วเป็นโสดาบันขึ้นมาก็ไม่สนด้วย สนอย่างเดียวอรหันต์ ต่ำกว่านี้ไม่สนเลย ไม่ใส่ใจเลย ละลูกเดียว ทำลายลูกเดียว ...หมายความว่า เมื่อใดที่มันคลาดเคลื่อนออกมาจากกายปัจจุบันนี่ แล้วเป็นความรู้สึกใดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา เป็นจิตดวงใดดวงหนึ่งขึ้นมา แม้แต่คิด
แม้แต่วิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง หรือแม้แต่วิจารณ์การปฏิบัติของตัวเอง ยังละเลย
เกลี้ยงหมด เหลือแต่กาย-ใจเปล่าๆ ในขณะนั้นไม่มีคำวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีคำภาษา ไม่มีบัญญัติ ไม่มีสมมุติเลยน่ะ ...ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นโสดาบันตอนไหนหรือไม่ตอนไหน
เพราะไม่เคยคิด ไม่เคยนึกเลย ทันหมด ละหมด ทิ้งหมด ...แล้วก็เหลืออยู่
ชัดเจนอยู่แค่กาย-ใจนี้
มันไม่ใช่ละ ดับ แล้วก็หาย ลอยๆ
อยู่กันลอยๆ น่ะ อยู่กับรู้ลอยๆ อยู่กับลอยๆ เลื่อนๆ ว่างๆ ...ไม่ใช่อย่างงั้น ... มันละปุ๊บนี่ กาย-ใจนี่ดำรงอยู่ชัดเจน ตลอดเลย
มันก็เหมือนกับเป็นหลักเป็นเสาอยู่อย่างนั้น
แล้วมันก็ยิ่งอยู่ในภาวะสองสภาพธรรมคู่กัน...ต่างอันต่างอยู่ชัดขึ้น จิตยิ่งละจิต ดับจิต วางจิต มากขึ้นเท่าไหร่
สองสภาพธรรมนี้ยิ่งชัดเจนในตัวของมันมากขึ้นเท่านั้น ... ไม่มีคำพูด ไม่มีคำกล่าวอ้าง
ไม่มีภาษา ไม่มีความหมาย ไม่มีแม้กระทั่งความเป็นตัวเราตัวเขา
ของเราของเขาแต่ประการใด...ไม่มี
ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย มีแต่เกิดๆ
ดับๆ แปรเปลี่ยนไปมาเงียบๆ ของเขาไป...ชัด อยู่แค่นั้นเอง ... ไม่มาเสียเวลานั่งทบทวนว่าอยู่ตรงขั้นไหน ภูมิไหน
เป็นอะไร ไม่อ้างอิงตำรา ไม่เทียบสัญญาในตำราขึ้นมา ...แค่มันจะหวนไปหาอะไร
เคยอ่านอะไร เคยได้ยินอะไร มันเห็นปุ๊บมันละ มันทัน ...มันออกนอกกายเมื่อไหร่...ละ ๆ
สัมมาสมาธินี่ มันยิ่งกว่าขุนเขาน่ะ
ความหนักแน่นของมันยิ่งกว่าดอยที่ตั้งตระหง่าน ใจนี่ มันไม่กระเพื่อม กระเทือน
หวั่นไหวเลย ...เพราะนั้นแค่อณูนึงของนามธาตุนี่ หรือจิตที่มันปรุงขึ้นมา
มันยังเห็นโดยทันทีแล้วก็ละโดยฉับพลันเลย
คำพูด หรือวจีสังขาร
ที่มันสร้างเป็นภาษาในจิตขึ้นมา มันขาดอยู่ตรงนั้น มันขาดสะบั้นลงไปตรงนั้น...พร้อมกับความเป็นตัวเราในอดีต ตัวเราในอนาคต มันขาดไปพร้อมกันเลย
คือจิตที่มันดิ้นออกมานี่...ใครเล่า...จิตเราทั้งนั้นน่ะ ... แล้วมันก็จะสร้างเราในอดีต เราในอนาคต
ที่จะได้จะมีอะไรซักอย่างนึงขึ้นมาทั้งนั้นแหละ ...นี่ มันขาดสะบั้นเลย
ทุกการเกิดขึ้นของดวงจิต
แต่พอขาดแล้วมันไม่ได้อยู่ลอยๆ นี่
ไม่ใช่ลอยเลื่อนน่ะ ...แล้วก็คอยดูคอยสังเกต รู้ว่าจิต...มันตั้งมั่นอยู่ที่กายใจ
ไม่คลาดเคลื่อนกันเลย ...ศีลสมาธินี่ไม่คลาดเคลื่อนจากกันเลย อยู่ตลอดเวลา
ตลอดจนสิ้นสาย สิ้นสุดเส้นทางของมรรคเลยน่ะ ศีลสมาธิไม่ขาดหายเลย
เพราะนั้นเราพยายามพูดเรื่องศีลนี่มากที่สุดเลย ....ไม่ใช่ศีลห้าศีลแปดด้วย ...ตลอดการภาวนานี่
ศีลสมาธิจะไม่ขาดเลย แล้วระหว่างนั้นน่ะการรู้การเห็นนั้นๆ จะเห็นการละ การดับ
การจางไปของจิตที่ไม่มีสาระ ...นั่นล่ะปัญญาญาณ
จิตที่มันจะสร้างเรื่องราวอะไรขึ้นมาแบบเป็นตุเป็นตะ
จิตที่มันสร้างความน่าจะมีความน่าจะเป็นขึ้นมาเป็นตุเป็นตะ จิตที่มันสร้างอดีตอนาคตที่ไร้สาระขึ้นมาเป็นตุเป็นตะ...นี่ มันเห็นความดับไปแบบไร้สาระน่ะ ไม่มีตัวไม่มีตน ทั้งเราทั้งเขา ทั้งสุขทั้งทุกข์
ทั้งดีทั้งชั่ว
เหลือแต่อะไรก็ไม่รู้อยู่กันสองอย่าง
สองสภาพธรรม เป็นธรรมชาติหนึ่งเกิด-ดับ อีกธรรมชาติหนึ่งไม่เกิด-ไม่ดับ เห็นอยู่แค่นี้
...ไม่รู้อะไรเลย ไม่สนใจจะรู้อะไรด้วยนอกจากนี้ มันมั่นอยู่อย่างนั้นน่ะ
มันก็ชัดในความเป็นธรรมชาติของไตรลักษณ์กับธรรมชาติของสิ่งที่เหนือไตรลักษณ์
ไม่เกิด-ไม่ดับ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีรูปพรรณสัณฐาน ไม่มีที่ตั้ง ... ก็อยู่อย่างนั้น
ความละเอียดลึกซึ้ง ...จากความคุ้นเคยแต่เก่าก่อน
ความหลงเพลิดเพลินมัวเมา ...มันก็เข้าใจ เป็นปัจจัตตังอยู่ภายในนั้นเองว่า...เคยโง่อย่างไร เคยไม่เข้าใจอย่างไร มันก็...‘อ๋อ
มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ที่ทำให้เกิดความหมุนวนที่ไม่จบไม่สิ้นคืออะไร’
มันเข้าใจอยู่ในตัวของมันเอง ...มันไม่ใช่ต้องถามใครเลย
ไม่ต้องให้ใครมายืนยันเลย และไม่สนใจด้วยว่าใครจะว่าถูกหรือว่าผิด มันก็ดำรงอยู่ในองค์ธรรม ศีล สมาธิ มั่น...โดยมีปัญญาคอยระวังรักษา โดยรอบ โดยตลอด
ถ้าไม่มีปัญญารักษาโดยรอบโดยตลอด
ศีลสมาธิไม่อยู่ มันจะเสื่อมสลายหายไปกับจิตที่มันสร้างเรื่องขึ้นมา
สร้าง “เรา” ขึ้นมาใหม่ สร้างกายขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่ใช่กายศีล แต่เป็นกายสังขาร
แล้วไอ้กายสังขารนี่ อินฟินิตี้น่ะ...ละไม่หมดน่ะ จะเอาแง่ไหนมุมไหน เปลี่ยนมุม
กระบวนการคิด กระบวนการทำปุ๊บนี่ กายนี้เปลี่ยนเลย กายข้างหน้านี่
แล้วยังมีกายคนอื่นเข้ามาสอดแทรกเป็นระยะๆ ตลอดเวลา มันก็เพลินกันไปหมด
ถึงบอกว่าถ้าออกจากกายศีล ออกจากกายปัจจุบันเมื่อไหร่นี่...หลุด ตกขอบ สุดโต่ง ทั้งกามสุขัลลุกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ไปหมดเลย ...ในความคิดน่ะ มันก็คิดหาสุขกับคิดเรื่องทุกข์เท่านั้นแหละ คือคิดกายเราที่โดนกระทำ
กับคิดถึงกายเราที่ไปเสวยสุขในคำพูด ในการกระทำ ในอารมณ์
นั่นน่ะกามสุขัลลุกานุโยคกับอัตตกิลมถานุโยค
ก็มาเดินอยู่ท่ามกลางกายใจ
อยู่ท่ามกลางปัจจุบันกาย-ใจ อยู่ท่ามกลางศีลสมาธิ...โดยมีปัญญานี่เป็นผู้เดินอยู่โดยรอบ
คอยสอดส่องระมัดระวังเท่าทันทุกอาการที่มันจะคลาดเคลื่อนไปจากศีลสมาธิ
คือกาย-ใจที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่ง
ถ้ามันคร่ำเคร่งพากเพียรรักษาอยู่แค่สองสิ่งนี่
...ไม่ต้องหา ไม่ต้องไปเอาจิตหา ไม่ต้องเอา “เรา” ไปหา ไม่ต้องเอา “เรา” ไปละ
ไม่ต้องเอา “เรา” ไปทำความรู้ความเข้าใจที่นั้นตรงนี้...ไม่เอา
แล้ว “เรา” มันก็ค่อยๆ หมด หาย ลี้ลับ
ดับสูญสลายไปเอง ... เพราะตัวมันจริงๆ
มันไม่มีอะไรหรอก มันไม่มีในความรู้สึกเป็นเราตัวเราจริงๆ มันไม่มีเลย
มันเป็นคำกล่าวอ้างเลื่อนลอยขึ้นมาของจิตเท่านั้นเอง
แต่เพราะความไม่รู้นี่
มันเข้าไปผนึกกำลังให้มันเที่ยง ให้มันเหมือนกับมีอยู่ ตั้งอยู่บนความไม่มีอะไรน่ะ ...มันรู้สึกแต่เที่ยง เป็นตัวเราที่เที่ยง ทุกอย่างเลย ที่กระทบสัมผัสปุ๊บ
เป็นตัวเราของเราเลย ...ทั้งๆ ที่ว่าพอดูจริงๆ มันจับไม่ได้น่ะ
เหมือนเงามั้ย ...เงา จิตเหมือนเงามั้ย...เงา แล้วเงามันมาจากไหน เหมือนเราไปยืนกลางแดดนี่ เงามาจากไหนล่ะ...มาจากกาย ถ้าไม่มีกาย มันจะมีเงามั้ยล่ะ...ไม่มีอ่ะ
แต่ถ้ามันไปเห็นว่ากายเที่ยง กายเป็นตัว พวกนี้ ...จะมีเงาเกิดเลย และทอดยาวไปเป็นมากมายก่ายกอง
จิตเหมือนเงานั่นแหละ
ที่จับต้องไม่ได้ ที่ไม่มีสาระ ... แต่เราไปแก้ ไปดับ ไปพยายามทำความรู้แจ้งกับเงา ... เหมือนเอาแสงสว่างไปส่องที่ไม่ให้มันเกิดเงา คือส่องกลางกบาลซะ เงาก็เลยอยู่ตรงนี้ ก็เหมือนไม่มีเงา ...แต่แสงอย่าคล้อยนะ เดี๋ยวเงาออก
ตราบใดที่ยังมีตัวตนของกายที่เป็นเครื่องหมายมั่นของความเป็นเราอยู่นี่
ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงาของจิตหรอก...มี มี ยังไงก็มี ... แต่เมื่อใดที่มันเห็นกายไม่ใช่กาย
เป็นแค่สิ่งหนึ่ง โดยธรรมชาติของศีลกับสมาธิที่มันอยู่กันแบบคู่กันจริงๆ
เป็นหนึ่งซึ่งกันและกันจริงๆ นี่ นั่นแหละ ไอ้ธรรมชาติของกายนี่จะเป็นธรรมชาติของสิ่งหนึ่งเท่านั้นเอง
ตรงนั้นหมายความว่า ความหมายมั่นที่เป็นกาย อย่าว่าแต่เป็นกายเราเลย ความหมายว่าเป็นกายยังไม่มีเลย ตรงนั้นน่ะความเป็นกายมันถูกทำลายโดยปริยาย... ทั้งๆ ที่ว่ายังมีรูปทรงของมันอยู่
แต่มันทำลายภายใน ทำลายความเห็นภายใน ทำลายความเชื่อผิดๆ ไปเลย
ที่ว่านี่กายชายกายหญิง กายเรากายเขา
กายดีกายร้าย กายสวยกายงาม ...มันทำลายตั้งแต่การก่อรวมตัวกันขึ้นเป็นกองกายขึ้นมาแล้ว
เงาหรืออาการของจิตที่มันไพล่ไปไพล่มา มันก็หดหายไป ... เราในอดีตเราในอนาคต
กายที่มันไปข้างหน้าไปข้างหลัง กายไกล กายใกล้ กายละเอียด กายประณีต กายสุดประณีต
กายพวกนี้จะหมด...จะหมดไปโดยปริยาย
เพราะความเป็นกายในปัจจุบันไม่มี มันหาความเป็นกายในปัจจุบันไม่มี ...คือมันหาความเป็นเราในปัจจุบันไม่มีก่อน
แล้วมันจึงจะหาความเป็นกายในปัจจุบันไม่มีต่อไป มันจะเป็นตามอย่างนี้
จนเหลือแต่ธรรมชาติของสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่กับธรรมชาติหนึ่งที่รู้อยู่เห็นอยู่
และธรรมชาติของสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่เป็นธรรมชาติที่เกิด-ดับ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง
ไม่คงที่ ไม่เสถียร แต่ไม่มีความหมายในตัวมัน นั่นแหละอนัตตา
คือไม่มีความหมายว่า การเกิด การดับ
การตั้ง การมากขึ้น การน้อยลง เป็นใครของใคร เป็นสมบัติของใคร ...มันก็เป็นธรรมชาติที่เกิดๆ ดับๆ ลอยๆ ของมันอยู่อย่างนั้น เท่านั้นเอง ... แล้วธรรมชาติของใจก็เป็นธรรมชาติที่มีหน้าที่เดียวคือรู้และเห็น
ไม่มีคำว่าเลือก ไม่มีคำว่าสร้าง ไม่มีคำว่าหา ไม่มีคำว่าเหนี่ยวว่ารั้ง เนี่ย
เพราะนั้นน่ะ อาการเหล่านั้นที่พูดนี่คืออาการของจิต ...แต่ถ้าเป็นใจแล้วจะไม่ใช่อาการนั้นเลย ไม่มีอาการนั้นเลย
มันก็เป็นธรรมชาติที่ตั้งอยู่ลอยๆ โดยที่ไม่มีที่ตั้ง
แต่มีสภาวะรู้และเห็นในทุกสิ่งที่มันผ่านมาและผ่านไป
สุดท้ายมันเหลือแค่นี้จริงๆ
แล้วมันจบอยู่ที่แค่นี้จริงๆ ...มันยังไม่รู้เลยว่ามันดีหรือไม่ดี
มาถึงจุดนี้แล้วมันจะไม่รู้เลยว่าดีหรือไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก ใช่หรือไม่ใช่ เพราะไม่มีจิตออกมาหา ออกมาค้นเลยว่าอะไรคืออะไร ...ไม่มีการเนมมิ่ง มีนนิ่ง (naming meaning) อีกต่อไปน่ะ ไม่มีการมาบอกว่าถูกหรือใช่
นี่ วจีสังขารในจิตไม่มีแล้ว
ถ้ามันบอกว่าถูกหรือผิดรึเปล่า นี่คือวจี ซึ่งออกมาจากอวิชชา ...คำว่าสังขารนี่มีสามตัว กายสังขาร
วจีสังขาร จิตสังขาร ทั้งหมดมันออกมาจากความไม่รู้ทั้งนั้นน่ะ ...แต่พอมาถึงจุดนี้แล้วมันแม้แต่คำพูดสักคำสักแอะนึง มันไม่มีอ่ะ
ความคิดความเห็นสักน้อยนึงก็ไม่มี
เพราะนั้นเมื่อความคิดความเห็นมันไม่มีนี่
จึงเรียกว่ามันสิ้นความสงสัย ...จึงหมดสิ้นซึ่งความสงสัยทั้งปวง
มันเหลืออยู่จำเพาะกายจำเพาะใจเท่านั้นเอง เหลืออยู่สองอย่าง ดำรงคงอยู่อย่างนั้น
และมันก็จะดำรงคงอยู่อย่างนั้นจนเรียกว่าเกิดสภาวะที่คงตัว เสถียร...เสถียรในสภาวะสองสิ่งนี้นะ
ไอ้เสถียรในสภาวะสองสิ่งนี้ที่เราใช้นี่เรียกว่า
อนาลโย ไม่หวนคืน จิตจะไม่หวนคืนออกมาอีก ในแง่ที่ว่าปรุงแล้วก็มาเกาะเกี่ยว
สร้างอารมณ์ สร้าง “เรา” ขึ้นมาใหม่ได้อีก ...คือมันจะคงสภาพศีลสมาธิ
โดยมีปัญญารักษาไปก่อน จนมันหมด
เหมือนกับอยู่อย่างนี้คือการชำระสิ่งที่ครอบงำใจคืออวิชชา ตลอดเวลาเลย...ศีลสมาธิปัญญา แล้วก็คงสภาพมัชฌิมาไว้
เป็นกลางอยู่กับกาย-ใจ...ศีลสมาธินี่ แล้วก็มีปัญญาคอยระวังเท่าทันอาการของจิต
ไม่ไหล ไม่เพลิน ไม่หาย ไม่ขาดจากกายใจ
เพราะว่าจิตน่ะมันจะพาให้ออกนอกกายใจ
แล้วมันไม่ได้ออกนอกกายใจอย่างเดียว มันออกแล้วมันจะทิ้งกายใจ หรือลืม ลืมกายลืมใจไปเลย แล้วมันจะไปมีกายใจอยู่ในจิตขึ้นมาใหม่ ...ตรงนี้เรียกว่าไม่มีปัญญารักษาศีลสมาธิปัญญาแล้ว
แต่ถ้ามันมีปัญญารักษาศีลสมาธิปัญญาแล้ว
ก็เรียกว่านี่มันจะเป็นมัชฌิมา พอดีกันระหว่างกาย-ใจ แล้วก็เดินไปในการดำรงชีวิต และตรงนี้ระหว่างที่เดินไปในมัชฌิมา
มันก็ขัดเกลา...เกิดการขัดเกลา สิ่งที่ครอบงำใจไว้
ปัญญามันเท่าทัน แล้วก็ละ
แล้วก็วาง แล้วก็ละ แล้วก็วาง แล้วก็ตั้งอยู่แค่นี้ ...ละวางแล้วก็ตั้งอยู่อย่างนี้
ละวางแล้วก็อยู่กับสองสิ่ง ...มันก็ขัดเกลาออก
มันก็เกิดความเบาบางจางคลายจากสิ่งที่มันห่อหุ้ม
ไอ้สองตัวมันก็ยิ่งชัดขึ้นตามสภาพสัจจะที่แท้จริงของเขา
คือกายใจก็ชัด ... กายก็ชัด ใจก็ชัด แต่ชัดตามสภาพที่แท้จริงนะ ไม่ใช่ชัดตามความคิด
ไม่ใช่ชัดตามความเห็น ไม่ได้ชัดตามตำรา แต่มันจะชัดตามสภาพจริงของเขา ไปเรื่อยๆ
เรื่อยๆ
ใจก็บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ
เพราะว่าสิ่งที่ครอบงำมันคืออวิชชา...ก็ถูกลบล้างไปด้วยปัญญา ที่มันรู้เท่าเห็นทัน...ที่มันจะสร้างจิตขึ้นมา ไปก่อเวรก่อกรรม ก่อภพก่อชาติ ก่ออดีต ก่ออนาคต
ก่อความน่าจะเป็น ก่อสภาพธรรมที่เลิศ ที่ประเสริฐ ที่ดีกว่า ที่เหนือกว่า
อะไรก็ตาม
มันก็บริสุทธิ์เป็นวิสุทธิขึ้น
กายก็วิสุทธิขึ้น จิตก็วิสุทธิขึ้น ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ พอมันจะบอกว่า 'เอ๊ะ นี่เป็นอะไรวะ' ... เริ่มสงสัย...ทันปุ๊บ...ขาด นี่ท่านเรียกว่าอุทธัจจะในธรรม เกิดวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาว่า 'เอ๊ะ
อย่างนี้ใช่มั้ย ถูกตามตำรามั้ย' ...ปุ๊บ ขาด ทิ้งเลย
นี่มันจะมีอยู่ตลอดนะ
อาการที่มันกระหายในธรรมน่ะ ว่าไอ้อย่างนี้มันใช่ แล้วจะทำยังไงต่อไป ปึ๊บนี่
คิดมาปั๊บ ขาดเลย ... 'เอ้ จะทำยังไงดี' ปุ๊บนี่มันเริ่มเคลื่อนไปอนาคตแล้วนะ เริ่มมี
“เรา” อนาคตที่จะได้ธรรมที่สูงกว่าดีกว่า
เพราะตรงนี้มันไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เกิด-ดับๆ ก็เท่าเก่า รู้ก็เท่าเก่า
ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนเลย ...'เอ๊' สงสัยอีกแล้ว...ขาด ... นี่ ชำระ
ปัญญาเห็นทัน แล้วก็...พั้บ
ขาด อย่างนี้ ...แล้วก็มาอยู่กับความปกติกาย ปกติใจเห็น
(ต่อแทร็ก 11/6)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น