วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

แทร็ก 11/7





พระอาจารย์

11/7 (560506D)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

6 พฤษภาคม 2556




พระอาจารย์ – การภาวนา ...ไม่ใช่ความเลื่อนๆ ลอยๆ ไปมากับความเลื่อนๆ ลอยๆ กับสิ่งที่เลื่อนๆ ลอยๆ ...แค่หลักของสถิติแล้วก็การวิจัยคิดค้นด้วยการประเมินผลภายนอกนั้น มันได้แต่ในระดับหนึ่ง ช่วยคลี่คลาย ด้วยกลอุบาย กลวิธี หรือแม้กระทั่งการเยียวยาก็เช่นกัน

อู้ย ขนาดถ้ำนี้ พระแบบบ้ามา...บ้ามาแบบตั้งแต่หัวจรดตีน ภาวนายังไม่อยู่เลย  หลวงปู่ยังเอาไม่อยู่เลย ท่านบอก...จับมันไปส่งสวนปรุงให้หน่อย  หลวงปู่บอก...มันเป็นกรรม พวกนี้ 

ท่านบอกว่าเป็นกรรม ปาณาติบาต ฆ่าคน  มันทำให้เกิด...หลังจากที่มันลงไปนรก ขึ้นเป็นอสุรกาย แล้วมันเป็นเดรัจฉานขึ้นมา มันจะยกระดับขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วมาเป็นคน  พอมาเป็นคนก็จะเป็นคนไม่สมประกอบ จิตฟั่นเฟือน 

อำนาจของปาณาติบาต อำนาจของการฆ่าคนมากๆ นี่ แล้วทำให้คนนี่เกิดจิตวิปลาส  เวลามาเกิดเป็นคน ก็...แรกๆ อาจจะดูดี  ต่อไปเวลากรรมมันส่งผลมาอย่างนี้ ก็เกิดความฟั่นเฟือน วิปลาสคลาดเคลื่อนไป ...อันนี้เป็นวิบากส่วนหนึ่ง

การเกิดมาเป็นมนุษย์ ถึงบอกว่า มันหาความแน่นอนไม่ได้หรอก ...แล้วเราไม่รู้ว่าเราจะเจออะไร ไม่เจออะไร เราเคยทำอะไรมาอย่างนั้น ... หน้าตาดูดีๆ กิริยาอาการเรียบร้อย เราไม่รู้หรอกเราเคยทำอะไรชั่วร้ายเลวทราม แล้วไปใช้เวรใช้กรรมกับมันหมดสิ้นหรือยัง 

เพราะนั้นวันดีคืนร้ายมันก็มา เวลาเขามาแล้วก็...ฮื่อ อดทนนะ  อดทนนะ ต้องอดทนนะ ... (เล่าเรื่องตัวท่าน)...หลวงปู่ท่านก็บอกว่า กรรม วิบาก อกุศลกรรม  การชำระกรรม ชดใช้กรรม มีวิธีเดียวคือขันติ เท่านั้น จึงจะออกจากกรรมนั้นๆ ได้ ...ท่านพูดขึ้นมาลอยๆ เราก็รู้เลย 

ก็ตั้งแต่นั้นก็อดทน ไม่คิด ไม่พยายามจะไปแก้ ไม่พยายามจะไปอะไรสักอย่าง ...ยอม ยอม จะมาก็มา ยอม อยู่อย่างนี้ อยู่ที่ในอันควร คืออยู่ในวัด ในกายก็อยู่ในที่อันควร คืออยู่กับรู้ ไม่คิด ... กรรมก็มาเป็นระลอกๆ เราก็อยู่ในที่ในฐาน สุดท้ายมันก็ค่อยๆ เบาบางไป ค่อยๆ เบาบางไปเอง 

ไม่ได้แก้ ไม่ได้ทำอะไรเลย ...อดทนอย่างเดียว อดทนกับจิตที่มันคิดว่า จะอย่างนั้นมั้ย จะอย่างนี้มั้ย จะทำยังไง ...อดทน นั่นน่ะ การชดใช้กรรม การแก้กรรม แบบพุทธะ แบบพระพุทธเจ้า ...ไม่ใช่แก้กรรมแบบหาอะไรมาห้อยๆ เอาหอยมาห้อยหน้าประตูบ้าน เอารูปนั้นรูปนี้มาติด บ้าบอคอแตก  

เนี่ย เขาเรียกว่าสีลัพพตปรามาส ความเชื่อกันแบบผิดๆ  ซึ่งมันยิ่งกระทำแล้วมันยิ่งจมปลักลงไป ด้วยความไม่รู้ยิ่งขึ้น หลงยิ่งขึ้น มัวเมายิ่งขึ้น สร้างความหมายมั่นในตัวเราของเรายิ่งขึ้น...ปัญหาคือตรงนี้ 

มันดำรงชีวิตด้วยความไม่มีปัญญาเมื่อไหร่นี่  การดำเนิน การประกอบกระทำ คำพูด คิด มันจะกลับมาสร้างความหมายมั่นในความเป็นตัวเราของเรามากขึ้น ทับทวีคูณขึ้น ถือตัวถือตนมากขึ้น เอาชนะคะคานกับโลก กับขันธ์ กับกรรม กับวิบากมากขึ้น

ถ้ามันสมมุติว่า เออ เหมือนกับจังหวะที่กรรมมันน้อยลง แล้วพอดีเอาหอยไปห้อยหน้าบ้านแล้วมันหาย อย่างนี้ มันก็คิดว่ามันเหนือกรรม แก้กรรมได้แล้ว เนี่ย 

ความอหังการของ “เรา” นี่ แทนที่มันจะหมดไป น้อยไป สิ้นไป หรือว่าจางคลายไป ...มันกลับถือตัวถือตน ถือว่าเราเหนือ เราเก่ง เรามีวิธีการที่จะลดเลี้ยวเคี้ยวคดวนเวียนไป...โดยที่ว่าเลี่ยงกรรมนั้น เลี่ยงกรรมนี้ แล้วก็เอาแต่ความสุขความสบายมาใส่ตัวเองได้ง่ายๆ

คนที่สอนอย่างนี้ก็เป็นกรรม แล้วก็สร้างกรรมเป็นครุกรรมอย่างหนึ่ง ...เหล่านี้ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าหลังสองพันห้าร้อยปีไปนี่ จะมีคนกล่าวตู่พระธรรมเยอะ โดยอ้างว่านี่พระพุทธเจ้าบอก นี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน แล้วก็มาตีความเข้าข้างตัวเอง ความคิดความเห็นการกระทำของตัวเอง

ทุกอย่างที่เป็นไปนอกศีลสมาธิปัญญานี่ นอกความเป็นไปเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในอริยมรรค อริยสัจ ๔ ถือว่าเป็นการล่วงเกินธรรม ถือว่าเป็นธรรมที่เรียกว่าสัทธรรมปฏิรูป มันปฏิรูปเข้าข้างกิเลสหมด

กิเลสตัวใหญ่ ตัวหนัก ก็คือ “ตัวเรา” นั่นเอง ... อะไรก็ตาม ถ้ามันมากระทบ “เรา” เมื่อไหร่ กิเลสน้อย กิเลสใหญ่ กิเลสหยาบ กิเลสกลาง กิเลสละเอียด กิเลสประณีต เกิดได้หมด

ถึงบอกว่า ถ้าไม่ลงที่เหตุนี้แล้วนี่ อย่าไปพูดถึงการละกิเลสจะละได้อย่างไร...ไม่มีทาง ไม่มีทาง ตราบใดที่ยังถือครองความเป็นเราไว้ ...ยิ่งถือครองด้วยความไม่รู้ตัวยิ่งหนัก 

กว่าที่มันจะมาเห็น “เรา” นี่ ก็ต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เนี่ย เพื่อให้เห็น “ตัวเรา” อยู่ที่ไหน เพื่อให้เห็นความเป็น “ตัวเรา” ที่ขึ้นมา เพื่อให้เห็นโทษของความเป็น “ตัวเรา” ...จนเกิดศรัทธาที่จะเข้าไปปฏิบัติเพื่อละเลิกเพิกถอนความเป็น “ตัวเรา...ของเรา”

กว่าที่มันจะเห็น ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ...ไม่ใช่มันจะเชื่อ แล้วมันจะยอมที่จะภาวนาเพื่อละความเห็นว่าเป็นเรา เพื่อละความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา เพื่อละความไม่รู้จริงว่า...นี้เป็นเรา ... เพราะคนภาวนาเกือบทุกคน มันจะภาวนาเอาดี ภาวนาเอาความสุข ภาวนาเอาความรู้ ภาวนาให้ได้ผลอย่างที่อ่านมา

อันนี้มันเป็น common ของนักภาวนาเบื้องต้นเลย ... เพราะมันจะมีแผนที่ไกด์ไลน์ของมันอยู่ โดยอ่านแผนที่ข้างนอกแล้วก็มาไกด์ไว้ภายในว่า เป้าหมายของการภาวนาที่จะได้คืออะไร แล้วถ้าได้เท่านี้ แปลว่าสำเร็จผลนั้นๆ แล้ว

เพราะนั้นกว่าที่มันจะมาเริ่มปรับความเห็น หรือว่าปรับสัมมาทิฏฐิให้ตรงต่อการปฏิบัติ ปรับสัมมาทิฏฐิความเห็นให้ตรงต่อมรรค ปรับสัมมาทิฏฐิความเห็นเบื้องต้นนี่ ให้มันตรงกับศีลสมาธิปัญญา มันต้องใช้เวลา มันต้องใช้การสดับรับฟังจากผู้ที่เคยทำ ผู้ที่เคยปฏิบัติ ซึ่งผ่านการปฏิบัติมาอย่างจริงจัง จนได้ผลในระดับใดระดับหนึ่งขึ้นมา แล้วก็มาบอกมาย้ำ

เพราะนั้นไอ้คำพูดเหล่านี้ แนวทางวิถีอย่างนี้ที่บอก ...บางคนนะ มานั่งฟังเราอย่างนี้นะ มันก็ลุกไปกลางคันเลยก็มี เพราะรับไม่ได้ ฟังไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ  แล้วมันยังด่าอีกว่าเอาอะไรมาพูด 

นี่ เห็นมั้ยว่า ไม่ใช่ของง่ายนะในสมัยนี้ ในการที่จะเข้าใจอะไรตรงๆ จริงๆ ... มันชอบอะไรคดๆ เคี้ยวๆ มันชอบอะไรที่เหมือนในตำรา ที่เขียนไว้ ที่คนเขาเชื่อกันส่วนใหญ่ แล้วจะเข้าใจว่านั่นน่ะจริง

ถ้าไปอ่าน ถ้าไปเรียน ถ้าไปศึกษากาลามสูตร แล้วจะรู้เลยว่าพระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าเชื่ออะไร อย่าเชื่อในการที่ทำตามกันมา อย่าเชื่อเพราะว่าเป็นประเพณี อย่าเชื่อว่านี่เป็นคำสั่งคำสอนของครูบาอาจารย์ อย่าเชื่อว่านี่เป็นเหตุและผลซึ่งกันและกันอย่างนี้อย่างนั้น ...ไม่ต้องเชื่ออะไรเลย

แล้วมันจะเชื่ออะไร พระพุทธเจ้าบอกไม่มีอะไรจริง...เกินกว่าศีลสมาธิปัญญา ไม่มีอะไรประเสริฐเลิศเลอเท่าเทียมศีลสมาธิปัญญา ... อันนี้ต่างหากที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ศีลสมาธิปัญญา ว่าเป็นของจริง ของประเสริฐ เป็นของมีค่า เป็นของล้ำค่า เป็นของที่หาได้ยาก ในสามโลกธาตุ ในจักรวาล ในอนันตาจักรวาล

กว่าที่ศีลสมาธิปัญญา สามคำนี้จะบังเกิดปรากฏขึ้น ต้องรอให้มีพระพุทธเจ้าตรัส ...ต้องรอให้มีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งๆ หยั่งรู้ดูเห็นด้วยญาณทัสสนะที่เป็นสัพพัญญุตญาณ จึงจะบัญญัติคำนี้ขึ้นมาว่า ศีลมี สมาธิมี ปัญญามีอย่างไร

ทั้งๆ ที่ว่าศีลสมาธิปัญญานี้มีอยู่ตลอดเวลาในอนันตาจักรวาลนี้เอง ...แต่มันหมดไปซึ่งความหมาย หมดไปซึ่งคนที่จะมาสวากขาตธรรม ภควตา คือจำแนกธรรมเหล่านี้ แยกแยะออกมา ว่านี้คือนี้คือศีล นี้คือสมาธิ นี้คือปัญญา

เมื่อจำแนกธรรมสามองค์ธรรมนี้ขึ้นมาแล้ว แล้วก็น้อมนำให้ผู้เห็น ผู้ได้ยิน ผู้ได้ฟัง จนเกิดศรัทธาแล้วน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติขึ้นมาด้วยตัวของคนนั้นเอง นั่นแหละจึงจะเรียกว่าวิถีแห่งมรรคจึงบังเกิด การดำเนินไปในองค์มรรคจึงบังเกิด แล้วพากเพียรดำเนินเดินไปในมรรคจนที่สุดของมรรค ก็จะถึงจุดจบของการเดิน ของการมีชีวิตในอนันตาจักรวาล ในสังสารวัฏนี้

ถึงบอกว่าคุณค่านี้เลิศมาก แล้วคำว่าศีลสมาธิปัญญา จะอยู่ได้แค่ห้าพันปีเท่านั้นเอง ...ถ้าเทียบกับอนันตาจักรวาลที่ไม่มีอายุ ถ้าเทียบกับอนันตาจักรวาลที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีคำว่าประมาณ ไม่มีคำว่าเวลา ไม่มีคำว่า หัว-ท้าย ...ห้าพันปีนี่ถือว่าเล็กน้อยมาก เหมือนกับไม้ขีดไฟที่จุดอยู่ท่ามกลางความมืดมิด แล้วก็ดับ...รอวันดับหาย

ศีลสมาธิปัญญาไม่หาย แต่ความหมายของคำว่าศีลสมาธิปัญญา...หาย  ผู้ที่อธิบายความหมายที่แท้จริงของศีลสมาธิปัญญา...หาย  ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตาม...ตรงต่อศีลสมาธิปัญญา...หาย  เหล่านี้ต่างหากที่หายไป แต่ศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงยังคงมีอยู่

แล้วก็รอไปเถอะ จนกว่าจะมีสัมมาสัมพุทธะ องค์ใดองค์หนึ่งบังเกิดขึ้น ตรัสขึ้น ในสากลจักรวาลนั้นๆ ณ จุดใดจุดหนึ่งในที่ไม่มีประมาณสถานที่นั้นๆ จึงจะมีคำพูดเหล่านี้ขึ้นมา...อาจจะเป็นภาษามนุษย์ต่างดาวก็ได้ เพราะอาจเป็นพระพุทธเจ้าที่ไม่ใช่เป็นคนในโลกนี้ แต่เป็นจักรวาลอื่น 

ท่านก็จะไม่มาพูดเกินจากศีลสมาธิปัญญานี้หรอก ...แต่จะพูดเป็นภาษาไหนก็ตาม สมมุติภาษาบัญญัติขึ้นมาอย่างไรก็ตาม  แต่ความหมายคงเดิม... ศีลอย่างไร สมาธิอย่างไร...ศีลอย่างนั้น สมาธิอย่างนั้น ก็มีอยู่ตลอดเวลา

เพราะนั้นว่าเราต้องเข้าใจว่า การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แถมยังได้พุทธศาสนาเป็นที่พึ่งพิง เป็นที่อาศัยที่นับถือ แล้วยังได้ยินได้ฟังหลากหลายในธรรม ที่เคยได้ยินมา ทั้งสัทธรรมปฏิรูปบ้าง ทั้งคิดเองเออเองบ้าง ทั้งตำราที่กล่าวอ้าง ทั้งอภิธรรมบ้าง ทั้งไตรปิฎกบ้าง ...มันเรียนมาฟังมาเยอะแล้ว ถือว่าได้เปรียบแล้ว ได้ข้อมูลมาเยอะแล้ว

ทีนี้เราก็ต้องมาย่อย...ย่อยข้อมูลนั้น อะไรที่มันเป็นกาก อะไรที่มันเป็น toxic  อะไรที่มันเป็นเครื่องเจือปน อะไรที่มันไม่ใช่เนื้อแท้ธรรมแท้ ... ก็ค่อยๆ คัดกรองออก จนเหลือแต่ศีลสมาธิปัญญาที่เป็นศีลจริงๆ สมาธิจริงๆ ปัญญาจริงๆ เรียกว่า...อธิ

แล้วเมื่อได้ตัวแท้ ในความหมาย ในความคิด ตามความคิดตามความเห็นที่เป็นสัมมาทิฏฐิในเบื้องต้นแล้ว เราก็น้อมนำไปปฏิบัติ ... ทีนี้ต้องอาศัย อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตัวเองนั่นแหละ เป็นกำลังของตัวเอง

จะไม่อาศัยกำลังของผู้อื่น จะไม่อาศัยกำลังของสิ่งอื่น จะไม่อาศัยกำลังของอะไรเลย ...อาศัยกำลังของตัวเองน่ะ สร้างกำลังของศีลด้วยตัวเองขึ้นมา สร้างกำลังของสมาธิด้วยตัวเองขึ้นมา สร้างกำลังของปัญญาด้วยตัวเองขึ้นมา

ทีละเล็กทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไป ...แต่สม่ำเสมอ ไม่ขาดสาย เหมือนน้ำหยดลงหิน  ค่อยๆ แต่ไม่หยุดการหยดลงหิน...ทุกวี่ทุกวัน ทั้งวี่ทั้งวัน จนถึงขั้นตลอดเวลา

ไม่อ้างเช้าสายบ่ายค่ำ ไม่อ้างกาลอ้างเวลา ไม่อ้างสถานที่ ไม่อ้างบุคคล ไม่อ้างเหตุการณ์ ไม่อ้างหน้าที่การงาน ไม่อ้างคนรอบข้าง ไม่อ้างอารมณ์ ไม่อ้างกิเลสใดกิเลสหนึ่ง ไม่อ้างดินฟ้าอากาศ ไม่อ้างความยากดีมีจน ไม่อ้างหญิง ไม่อ้างชาย ...ไม่อ้างอะไรทั้งสิ้น

รู้ลงไป ตรงลงไปในศีลสมาธิปัญญา เดินไปในองค์มรรค...ท่ามกลางความเร่าร้อนแผดเผาของกระแสโลก กระแสกิเลส กระแสความคิด กระแสความเห็นของหลากหลายผู้คนที่แวดล้อม 

เราจะต้องอยู่ไปอย่างนี้ เราจะต้องเดินบนเส้นทางนี้ ท่ามกลางความเร่าร้อนของกิเลส ...แล้วมันเป็นความเร่าร้อนทั้งกิเลสภายนอก และกิเลสภายใน สองตัว...ตัวเองก็มี คนนอกก็มี ... จึงเรียกว่าเส้นทางนี้มี แต่เดินลำบาก เดินได้ยาก 

จึงต้องอาศัยการได้ยินได้ฟัง เพื่อเข้าไปกระตุ้นต่อมศรัทธาขยัน ต่อมความอดทน ไม่ท้อถอย จากผู้อื่นผู้ท่านเคยอดทนกว่า แล้วก็สอนวิธีการอดทนได้อย่างไร...ก็จะแนะนำวิธีอดทนอย่างนั้นให้แก่คนรุ่นต่อๆ ไป

เหล่านี้ มันจึงจะช่วยเกื้อหนุนในองค์มรรค ให้เดินในองค์มรรค ท่ามกลางความเร่าร้อนและแผดเผาในสากลโลกธาตุ  จนมันมีกำลังเพียงพอด้วยตัวของมันเอง ที่จะฟันฝ่าไปโดยลำพัง

เนี่ย คือจุดเริ่มต้นของอริยจิต ที่มันอาศัยคำว่าพึ่งตัวเองได้...ได้หลักของตัวเองแล้ว ไม่ต้องพึ่งกำลังจากภายนอกแล้ว ...เพียงแต่อาศัยกำลังของภายนอกน่ะมายืนยันความเป็นจริง...ให้เกิดกำลังภายในที่แข็งแกร่งมากขึ้นไป เท่านั้นเอง

มันไม่มีคำว่าลังเลและสงสัย ในวิถีแห่งมรรค ในวิถีแห่งการปฏิบัติ ในวิถีแห่งการดำรงชีวิตอย่างไร...ที่จะเดินไปได้บนท่ามกลางกองทุกข์น้อยใหญ่ ทั้งภายในและภายนอก ... มันจะมีร่องอยู่ร่องนึงที่สามารถเดินไปได้ แล้วมันเจอร่องนั้น เขาเรียกว่าครรลองมรรค หรือวิถีแห่งมรรค

ซึ่งกว่ามันจะเจอครรลองมรรคหรือวิถีแห่งมรรคน่ะ...ปางตาย  ... ล้มแล้วล้มอีก ล้มแล้วลุกใหม่ ลุกแล้วลุกอีก ล้มแล้วลุกใหม่ อยู่อย่างนั้นน่ะ กว่าที่มันจะ...เฮ้อ พอวางใจได้’  พอมีที่ให้วางใจได้ พอมีที่ให้วางกายได้ พออยู่กับที่...ที่สามารถจะวางกายวางใจตรงนั้นได้แล้วไม่เป็นทุกข์จนเกินไป นี่ เขาเรียกว่ามรรค

แต่ตอนนี้พวกเราหาที่วางกายกับที่วางใจตรงนั้นยังไม่เจอ หรือเจอแล้วอาจจะ ฮื้อๆ ใช่เหรอ นั่น ยังสงสัยอยู่ ...ก็จนมันมั่นคง มั่นใจ หายสงสัยว่าที่นี้แหละใช่เลย นอกจากนี้ไป นอกจากที่นี้ไปแล้ว...เจ็บ หนัก คับ แคบ และข้อง  มีแต่ภาระ มีแต่กังวล มีแต่ความมืดมน มีแต่ความสงสัย มีแต่ความหาที่สุดที่จบไม่เจอ

พอมันเจอร่องนี้มันยิ่งชัด พอก็ชัดขึ้นไปเรื่อยๆ คราวนี้รักษาศีลสมาธิปัญญาเท่าชีวิต เป็นดั่งชีวิต เป็นดั่งที่พึ่งที่อาศัย เป็นดั่งสรณะ เป็นดั่งอาภรณ์ประดับ เป็นดั่งมงกุฎที่สวมหัวเลย ...จะอยู่ จะไป จะมา จะเดิน จะนั่ง ก็ไม่กล้าเคลื่อนจากศีลสมาธิปัญญา แม้แต่ก้าวเดียวขณะเดียว

แล้วก็สามารถ...ยังมีความสามารถพิเศษอีกด้วยนะ สามารถพิเศษที่จะทำ พูด คิด ในหน้าที่การงานในโลกได้ด้วยความพอดี ไม่ขาดตกบกพร่องด้วย นี่ มันอยู่อย่างนั้น ...ก็จะเห็นคุณค่าของศีลสมาธิปัญญาเอง ว่ามีคุณอันประเสริฐอย่างไร แล้วส่งผลอันประเสริฐยิ่งกว่านั้นอย่างไร 

สม หรือว่าคุ้มค่า ยิ่งกว่าที่ลงทุนตรากตรำ พากเพียร จนเรียกว่าปางตายมาตั้งแต่ต้น ...พอผลมันบังเกิดปรากฏขึ้นแม้นิดนึงหน่อยนึง หรือว่ามากขึ้นเท่าไหร่นี่  มันรู้เลยว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีก มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีก

ไอ้ที่ว่า...โอ เหนื่อยจัง ยากจัง ลำบากจัง กว่าจะวางใจให้เป็นกลางกับเรื่องนี้ คนนี้  ...กว่าจะอยู่กับกายใจได้ในขณะที่มีอารมณ์รุนแรงขนาดนี้ ยากเหลือเกิน ... มันต้องสู้กัน เหมือนกับชักกะเย่อกัน แล้วสุดท้ายเวลาชักกะเย่อ มันเหมือนกับเราชักกะเย่อกับช้างพังน่ะ ...ไอ้เราก็เป็นมด หลุดทุกครั้ง 

แต่ก็ยังไม่ท้อ ยังไม่เลิกความท้อความถอย ...ก็อาศัยแรงมดนี่คอยดึงคอยรั้งกับช้างที่มันลากไป ลากถูไปมาอยู่ในสามโลกธาตุนั้นน่ะ ไม่รามือ ...จากมด ก็ตัวใหญ่ขึ้นเป็นมดยักษ์ พญามด ไต่ตัวขึ้นมาจนเทียบชั้นกับช้าง จนใหญ่กว่าช้าง จนเป็นไดโนเสาร์ จนเข้าสู่จูราสสิคพาร์คแล้ว ...มันกลับคืนสู่ความดั้งเดิมของมันไปเรื่อยๆ คือว่าธรรมชาติ

พอถึงความดั้งเดิมแท้จริง คือเข้าถึงธรรมชาติของกาย กับธรรมชาติของใจ สองสิ่งจริงๆ แล้วนี่  มันจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า ไม่หวั่นไหวต่อที่ทั้งปวง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  นั่นแหละ ต่อให้มันแรงเหมือนกับเป็นช้างเป็นยักษ์มาลากมาฉุด ก็ไม่มีคำว่ากระเพื่อมเคลื่อนไหวได้เลย

รากฐานดั้งเดิมของกายใจ เป็นความปกติยิ่งกว่าปกติ  เป็นความธรรมดายิ่งกว่าความเป็นธรรมดา ... จากที่เราเคยเห็นว่ากายธรรมดา ใจรู้เฉยๆ เบาๆ นี่แหละ ... มันไม่ใช่แค่นั้นหรอก 

ฝึกไปรู้ไป อยู่กับมันไป เหมือนกับสะสมกำลังไปในตัวของมันเอง ซึ่งเป็นกำลังที่มันมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เป็นกำลังที่ยิ่งกว่ากำลังของกิเลส ของกระแส ของความหมุนวนในสังสารวัฏ ...ไม่อย่างนั้นไม่สามารถที่มันจะดีดตัวออกจากสังสารวัฏได้หรอก 

เหมือนกับสังสารวัฏนี้ ถ้าเปรียบกับกราวิตี้ เป็นแรงดึงดูดของโลก ... แต่ตัวศีลสมาธิปัญญาที่สะสมพอกพูน เหมือนกับมันหมุนตัวของมันเอง ดีดตัวออกจากแรงดึงดูดของกระแสโลกนี้ได้ แล้วก็ลอยขาดออกจากแรงดึงดูด

เพราะนั้นไอ้กระแสโลกก็เปรียบเหมือนกับกระแสหมุนวนในสังสารวัฏนั่นเอง หรือว่าที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่าเป็นทะเลทุกข์ ที่มันมีกระแสหมุนวนอยู่ แล้วก็พาทุกอย่าง พาทุกสิ่งทุกอย่างจมดิ่งลงสู่มหาสมุทรแห่งทุกข์ คือความมืดมิดดำมืด ที่ไม่รู้จักความสว่างแจ้งตื่นรู้ตื่นเห็นขึ้นมาได้เลย

เพราะนั้นหลักการปฏิบัติง่ายๆ ก็ให้เข้าใจว่าต้องอยู่ภายใต้กฎเหล็กคือศีลสมาธิปัญญา จึงจะเอาชนะหรือว่าเหนือกฎเหล็กของธรรมชาติคือไตรลักษณ์ ...มันสู้กันอยู่

คราวนี้ว่า เราจะชัด เราจะแน่ เราจะมั่น ในสติสมาธิมั้ย ...ถ้าเราชัด เราแน่ เรามั่นอยู่กับศีลสติสมาธิ ตลอดเวลา  ปัญญาก็จะเกิดขึ้น หมุนวนรอบศีลสมาธิตลอดเวลา ไม่มีขาดหายจางคลาย ห่างออกเลย


(ต่อแทร็ก 11/8)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น