พระอาจารย์
11/10 (560517A)
17 พฤษภาคม 2556
พระอาจารย์ – ฟังก็ดี ... แต่เอาไปทำน่ะดีกว่า
ต้องทำเยอะๆ เพราะว่าคนที่ถือแค่เข้าใจนี่
มันก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะว่ามันก็เป็นปัญญาแค่จินตา ก็เข้าใจ ศรัทธาตามเท่านั้น ... แต่ว่ามันต้องปฏิบัติ ผลมันจึงเห็นแจ้งเป็นปัจจัตตัง
ในจิต ในชีวิต
ก็ฟังให้เข้าใจ ชัดเจน ... แล้วอาศัยความเข้าใจนั้น
มันจะเป็นเครื่องชี้นำการปฏิบัติให้มันตรง...ตรงต่อการปฏิบัติ ตรงต่อศีล ตรงต่อสมาธิ
ตรงต่อปัญญา
คือการปฏิบัติ ที่บางคนก็ว่าปฏิบัติมาตั้ง
10-20 ปีแล้ว กิเลสไม่ได้ลดละลงไปเลย มันมีแต่เจ้าอารมณ์ ถือตัวถือตนอย่างนี้ แล้วก็ว่าเป็นผู้ปฏิบัติ นักปฏิบัติ แต่ทำไมการดำรงชีวิตมันอ่อนค่านักปฏิบัติ
ก็เรียกว่ามันไม่ตรง ...ปฏิบัติมาขนาดไหน
ถ้ามันไม่ตรงต่อมรรค ไม่ตรงต่อศีลสมาธิปัญญา ก็เป็นแค่นักปฏิบัติ แต่ยังไม่เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ...ก็ได้เป็นแค่ชื่อนักปฏิบัติ ลุ่มๆ
ดอนๆ ลูบๆ คลำๆ ประเภทสุ่มสี่สุ่มห้า
เพราะนั้น ฟังให้เข้าใจ มันก็เป็นสาระ ... การได้ยินได้ฟัง พิจารณาตาม
มันเป็นมูลเหตุ มันเป็นมูลเหตุของการเจริญมรรคขึ้นมา ... ถ้ามันไม่ได้มีการสดับรับฟัง มันจะไม่เข้าใจเบื้องต้นของศีลสมาธิปัญญาคืออะไร อริยสัจ ๔ คืออะไร มรรคมีองค์แปดคืออะไร
การปฏิบัติภาวนา ผลการปฏิบัติภาวนาคืออะไร
ถ้ามันไม่เข้าใจ ไม่ได้รับฟัง พอไปปฏิบัติแล้ว ผลมันก็ไม่ตรง ...ก็ได้แต่ผลอันถูกใจ อันพอใจ อันที่เขาว่าดี อันที่เขาว่าใช่
อันที่คนเขาชอบ มันก็เลยเบี่ยงเบนไป ... ผู้ปฏิบัติ
นักปฏิบัติมันก็ได้ผลไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ทั้งๆ
ที่ว่าธรรมนี่เป็นหนึ่งเดียวกัน
เพราะนั้นผู้ที่เข้าถึงธรรมนี่
มันจะต้องเห็นเหมือนกัน มันจะต้องละวางได้เท่ากัน เหมือนกัน แบบเดียวกัน
มันไม่ได้แตกต่างกัน …แต่ทำไมนักปฏิบัติ อย่างที่ว่า ...ผลที่มันได้แต่ละคนนี่
มีมากมีน้อย มีถูกมีผิดกัน ก็พิจารณาดู
เมื่อเข้าใจดีแล้ว ... ศีลคืออะไร
สมาธิคืออะไร ปัญญาคืออะไร ผลของการปฏิบัติที่ถูกต้องคืออะไร ...ทีนี้ก็เริ่มในภาคของการปฏิบัติจริงๆ ...นี่ มันไม่ได้ง่ายๆ มันไม่ได้เร็วๆ จำไว้เลย ถ้ามักง่ายได้เร็วนี่
ให้รู้ไว้เลยว่าไม่ใช่
การภาวนามันจะเป็นไปด้วยความเรียบง่าย
สม่ำเสมอ แล้วก็ค่อยเป็นค่อยไป ... มันไม่เหมือนกับภาคสมถะกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน อันนั้นน่ะโลดโผน เวลาได้ผลได้อะไรทีนี่ มันแทบจะเหาะแทบจะบินน่ะ
จิตมันเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันด่วน
แต่ในลักษณะของการเจริญสติในแบบที่เราแนะนำนี่
มันเป็นลักษณะของการปฏิบัติตามองค์มรรคที่เป็นแนวของมัชฌิมาปฏิปทาโดยตรงเลย ...ไม่ได้อาศัยการสร้างจิตดวงใหม่ขึ้นมา
ไม่ได้อาศัยกำลังของความสงบ ไม่ได้อาศัยการคิดค้นพิจารณาอะไร
แต่มันเป็นการปฏิบัติตรงลงไปในองค์มรรค
ตรงต่อวิถีการดำเนินชีวิต ตรงต่อปัจจุบัน ตรงต่อทุกความเป็นจริง ตรงต่อทุกผัสสะ
และก็ตรงต่อกิเลสที่ปรากฏด้วย คือตรงหมด ... คือหมายความว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เข้าไปประกอบกระทำอะไรขึ้นมาใหม่
หมายความว่าทุกอย่างก็วางไว้ที่เดิมของมัน ...ไม่ว่าจะเป็นกิเลสก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นขันธ์ห้าก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโลกก็ตาม
ไม่ว่าจะเป็นกิเลสในโลกก็ตาม
ทุกอย่างก็เป็นอย่างที่เขามีเท่าไหร่...ก็ปล่อยให้เขามีเท่านั้นแหละ
ไม่ได้ให้เข้าไปข้องแวะเกาะเกี่ยว ไม่ได้ให้เข้าไปแก้ไข ไม่ได้ให้เข้าไปค้นหา ...แต่ให้เรียนรู้ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง
ไอ้คำว่าจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางก็คือจิตในสัมมาสมาธิ
ซึ่งไม่ได้แปลว่าสงบ ไม่ได้แปลว่านิ่งเงียบ
หรือว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไร ...แต่แปลว่าจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง
หมายความว่าในขณะที่มันตั้งมั่นและเป็นกลางนั้น...มันจะมีอารมณ์ก็ได้
มันจะมีกิเลสเกิดอยู่ตรงนั้นก็ได้ มันจะมีความรู้สึกนึกคิดตรงนั้นก็ได้ ...แต่ว่ามันมีอีกจิตหนึ่งที่มันตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวไปกับอาการที่อยู่เบื้องหน้ามัน
มันก็ทำหน้าที่ตั้งมั่นรับรู้โดยความเป็นกลาง ไม่เข้าไปหมาย เอาดีเอาร้าย
เอาเหตุเอาผล เอาถูกเอาผิด เอาคุณเอาโทษกับมัน ... นี่เรียกว่าจิตตั้งมั่น ที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ
เพราะนั้นก่อนที่มันจะเข้าถึงภาวะที่จิตตั้งมั่นได้นี่
ไม่ใช่นึกๆ ขึ้นมาก็ไปทำขึ้นมาได้เลย แบบไปหาซื้อมาในตลาด ... คืออ่านแล้วมันก็นึกเข้าใจว่าจะทำจะปั้นแต่งมันขึ้นมาว่าตั้งมั่นและเป็นกลาง ...มันก็ได้ของผิด ได้ของไม่ถูกไม่ตรง
เพราะนั้นว่าความที่จะได้มาซึ่งสมาธิจิตตั้งมั่น
มันก็ต้องอาศัยไต่เต้ามาตามลำดับ ... มันจะไต่เต้าขึ้นมา
จากสติ จากศีล แล้วจึงจะตั้งต่อไปเป็นสมาธิ แล้วจากสมาธินั้นคือปัญญา ...ทุกอย่างมันเป็นไปตามลำดับ ไม่มีอะไรข้ามขั้นตอน
จิตมันชอบข้ามขั้นตอน ...จิต หรือ "เรา" นี่แหละ มันมักง่าย มักเร็ว อวดดี คิดเอาเอง...แล้วก็เข้าใจว่าถูกแล้ว
ใช่แล้ว ...ไอ้ตัวนี้สำคัญ ไอ้ตัว "เรา" นี่ มันเป็นตัวที่ชักใบให้เรือเสีย มันเป็นตัวที่พาให้หลงวน
มันเป็นตัวที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในองค์ธรรม
ทั้งองค์ธรรมเบื้องต้นคือศีลสติสมาธิและปัญญา และก็องค์ธรรมที่ยังเป็นสภาวะที่ได้มา โดยที่มันไม่รู้ว่ามันได้มายังไง
เป็นธรรมตามความเป็นจริงหรือเป็นธรรมที่มันสร้างขึ้นมาเอง จากนั้นก็เริ่มมั่ว ...ถ้าอาศัย “เรา” เป็นผู้ชี้นำ
แต่ถ้าไม่เอา “เรา”
หรือว่าเอาความคิดเป็นตัวชี้นำ ... เอาศีลเป็นตัวชี้นำ
เอาสติเป็นตัวชี้นำ เอามรรคเป็นเครื่องกำหนดมัชฌิมาปฏิปทา เป็นทาง ...การคลาดเคลื่อนมันก็จะเป็นไปได้น้อย
แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เป็นเลย ...เพราะในระหว่างท่ามกลางของการเดินไปในองค์มรรคน่ะ
ถ้าบุคคลที่ยังไม่แจ้งในมรรคนี่
มันก็มีโอกาสคลาดเคลื่อน
เหมือนกับถือแก้วน้ำที่มันล้นแล้วมันกระฉอกน่ะ มันก็มีโอกาสที่กระฉอกน่ะ มันไม่สามารถจะประคับประคองให้มันเต็มแก้วโดยไม่หกไม่ล้นได้ ก็ต้องฝึกฝนจนชำนาญ อย่างผู้ที่ชัดเจนในองค์มรรค มันก็มีแต่ผู้ที่ปฏิบัติดีในระดับหนึ่ง
แต่ว่าอาศัยการที่ได้ยินได้ฟัง
แล้วทบทวน...ทบทวนธรรม ทบทวนการปฏิบัติของตัวเองว่า เดี๋ยวนี้มันอยู่ในองค์ศีลไหม มันมีศีล มันมีสติไหม มันไปเผลอ
มันไปเพลิน มันไปค้น มันไปหาอะไรอยู่
มันไปทำอะไร ...มันไปสร้างอดีต
มันไปสร้างอนาคตรึเปล่า หรือมันไปมัววุ่นวี่วุ่นวายกับอะไร
หรือว่าเข้าไปจริงจังกับเรื่องราวต่างๆ นานา จนมันขาด หรือว่าลืม หรือว่าหายจากองค์ศีลรึเปล่า
คราวนี้เราก็ต้องอธิบายถึงองค์ศีล ...ที่เราเรียกว่าศีลๆ เนี่ย มันมีสามลำดับ มันมีหลายระดับขั้นของตัวศีล ...ไอ้ศีลแบบที่พวกเราเข้าใจน่ะ หรือว่าคนทั่วไปเข้าใจ ก็คือศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ พวกนี้จะเข้าใจกันแค่นั้นว่านี่เรียกว่าศีล
แล้วก็พยายามเพียรที่จะรักษาศีลห้านั่นไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แล้วก็เข้าใจว่าถ้ายิ่งรักษาศีลห้านี่เท่าไหร่ เดี๋ยวก็จะทำให้จิตดีขึ้น
สมาธิตั้งมั่นได้ง่ายขึ้น แล้วถ้าอยากได้สมาธิที่ตั้งมั่นขึ้นก็ต้องเข้าไปนุ่งขาวห่มขาวแล้วก็ถือศีลแปด ว่ายิ่งดีขึ้นไปอีก
มันเลยไปเข้าใจกันอย่างนั้น ...นี่ เข้าใจกันอย่างนั้น อันนี้เป็นรูทีนพื้นฐานเลยของนักปฏิบัติ ...แต่ศีลเหล่านี้ยังเรียกว่าเป็นศีลภายนอก
หรือเป็นศีลหยาบ หรือว่าศีลเบื้องต้น หรือว่าศีลสมมุติ ศีลบัญญัติ ...มันไม่ได้เป็นเหตุโดยตรงให้เกิดสัมมาสมาธิ
แต่ศีลตัวที่เราบอก ที่เราพูดอยู่เสมอ...ว่าศีลสมาธิปัญญา ศีลตัวนี้ คือ อธิศีล เรียกว่าเป็นอธิศีล เป็นศีลขั้นกลาง ศีลของผู้ปฏิบัติในองค์มรรค ศีลสำหรับผู้ที่ต้องการจะเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นโดยตรง
นี่เขาเรียกว่าอธิศีล
ถ้าไม่เข้าใจ
ถ้าไม่พัฒนาระดับของศีลให้ยกขึ้นสู่อธิศีลแล้วนี่ มันก็จะเข้าไม่ถึงศีลตัวสุดท้าย
ที่ท่านเรียกว่ามหาศีล หรือศีลวิสุทธิ
แต่ถ้ายังคร่ำเคร่งเอาจริง และเข้าใจเอาแต่ว่าศีลห้าหรือว่าศีลแปด
เป็นศีลที่จะเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นหรือนิพพานนี่ ไปไม่รอดหรอก...มันจะไปไม่รอดหรอก ดีไม่ดีก็จะกลายเป็นผู้รักษาสีลลัพพตปรามาสไปโดยปริยาย
เช่นว่า ข้าพเจ้ามีศีลเป็นพาหะข้าพเจ้า
เพราะข้าพเจ้าศีลสูงกว่า แล้วถ้าเขาเป็นศีลแปด
เขาก็จะมองผู้ที่ถือแค่ศีลห้าว่า ฮึ แค่นี้เอง ... แล้วก็โดยเฉพาะพระ ก็มองฆราวาส ว่าอู้หู้
ห่างกันลิบ ข้าพเจ้านี่สองร้อยยี่สิบเจ็ด ต้องฟังข้าพเจ้านะ
เถียงไม่ได้นะ สูงกว่านะ ...นี่ กลายเป็นวรรณะไป
กลายเป็นศีลเป็นตัวแบ่งวรรณะไปโดยปริยายรึเปล่าก็ไม่รู้นะ ...แต่มันเข้าใจว่า ข้าพเจ้านี่พยายามทำศีลให้ยิ่ง พร้อมกับความถือตัวถือตน ...
เอ๊ะ อย่างนี้ไม่น่าจะใช่นะ
เราก็ว่า มันไม่น่าจะเป็นศีลที่เป็นไปเพื่อ สีเลน สุขติง ยันติ
สีเลน โภคสัมปทา สีเลน นิพพุติง ยันติ ...ไอ้ตัวสุดท้ายนี่ สีเลน นิพพุติง ยันติ
ศีลนี่เป็นไปถึงความหมดจดถึงนิพพานเลย
แต่อย่ากลายเป็นศีลที่มาแบ่งวรรณะสูง-ต่ำกัน
แล้วก็ทิ่มแทงกัน ...หมายความว่ากลายมาเป็นอาวุธทิ่มแทงกัน
แทนที่จะเป็นอาวุธเพื่อการชำระฟาดฟันกิเลสนะ มันกลับกลายมาเป็นอาวุธที่มาทิ่มแทงคน
เพราะนั้นศีลตัวที่เราพูดนี่ ในที่นี้
เป็นศีลที่ตรงตามความหมายที่แปลว่าปกติกายวาจา ...ไม่ได้มีข้อห้ามข้อยกเว้นอะไร
ไม่ได้มีข้อบังคับ ...ไม่ใช่เป็นข้อบังคับหรือข้อห้าม แต่แปลตามตรงว่าปกติกายวาจา
แล้วก็ต้องทำความเข้าใจว่าปกติกายวาจา
ก็คือปกติกายวาจา ไม่ใช่ไปทำให้กายวาจาปกติ ...นี่ ไปเข้าใจอย่างนั้นอีกแล้ว จิตนี่
มันช่างหาเรื่องคิด ...ปกติกายวาจาไม่ต้องไปทำขึ้นมาใหม่หรอก
มันมีอยู่แล้ว
ปกติการยืนเดินนั่งนอน ก็เรียกว่าเป็นปกติอยู่แล้ว มันไม่ได้ผิดปกติอะไรในการยืนเดินนั่งนอน
มันมีทุกคน แล้วปกติการนั่ง
ในปกติของการนั่ง มีอาการอะไรบ้าง มันมีความรู้สึกยังไงในปกตินั่ง
เนี่ย มันมีอยู่แล้ว
มันไม่ได้ว่าต้องไปทำขึ้นมาใหม่ หรือว่าต้องไปทำให้มันปกติ ...เพราะนั้น นั่ง...มันแข็งอย่างนี้ มันตึง มันแน่น
เดี๋ยวสักพักก็จะปวด จะเมื่อย นี่พวกนี้ก็คือความปกติของกายที่มันแสดง
โดยไม่มีใครไปสั่งให้มันแสดง หรืออะไรไปสั่งมัน ... เขาเป็นไปตามธรรมชาติที่เขาแสดงตามเหตุอันควร ตรงนี้เรียกว่าปกติกาย ซึ่งมันเป็นความหมายเดียวกันกับปกติศีล
เพราะนั้นก็แปลโดยรวมเลยว่า กายนี้ก็คือก้อนศีล ... ก้อนกายนี่ ก้อนปกติกาย ก็คือก้อนศีลที่มันมีอยู่แล้วตั้งแต่เกิด แล้วจะอยู่กันไปจนตาย ไม่มีสิทธิ์ลาออก
ไม่มีสิทธิ์ลบล้างทำลาย นอกจากฆ่าตัวตาย ก็ตายไปพร้อมกัน แต่ถ้าไม่ฆ่าตัวตาย ก็ต้องอยู่กันจนวันตาย
มันจะหมดอาการแสดงความปกติกายต่อเมื่อเอาไปเผา
หรือเอาไปฝังแล้ว เพราะกายนี่ถือเป็นสมบัติที่ได้มา...คนละหนึ่งก้อน เพราะบุญ...ประกอบกับบาปด้วยนะ ไม่ใช่บุญอย่างเดียว มีทั้งบุญและบาปประกอบกัน
แต่ว่าบุญมากกว่าก็ส่งผลให้ได้กายมาหนึ่งก้อน มีปัญจะสาขา...ขาสอง แขนสอง หัวหนึ่ง
เขาเรียกว่าปัญจะสาขา เป็นกาย เป็นของ เป็นมนุษยสมบัติ ...มนุษย์ได้กายนี้เป็นสมบัติ
ได้กายที่เป็นก้อนศีลนี่ เป็นสมบัติติดเนื้อติดตัวมา พร้อมกับการปฏิสนธิ
เมื่อเริ่มเข้าใจ...เมื่อเข้าใจตัวศีลตัวนี้แล้วนี่ ก็ง่ายแล้ว ...ไม่ต้องไปสมาทงสมาทานน่ะ
ไม่ต้องไปตรวจสอบว่าวันนี้ทำผิดตบยุงไปกี่ตัว ฆ่ามดไปกี่ตัว โกหกรึเปล่า หรือว่าพูดจาส่อเสียดหยาบคายรึเปล่า
เพราะอะไร ...เพราะบางทีก็ลืม ไม่รู้กูทำไปรึเปล่า ไอ้ที่พูดไปนั่น กูไม่เจตนา เอ๊ะ
หรือเจตนาวะ ...สงสัยในศีลตัวเองอีก “เอ๊ะ แล้วมันจะติดจำมั้ยนี่
เวลานั่งแล้วมันจะสงบไหมนี่”
ก็คงไม่สงบหรอก...เพราะมัวแต่คิดว่าวันนี้กูไปทำอะไรผิดรึเปล่า มันก็คงไม่เกิดสัมมาสมาธิหรอก...เพราะมัวแต่ไปกังวลถึงว่าวันนี้กูทำผิดศีลหรือไม่ผิดศีล หรือว่าผิดมากหรือผิดน้อยนี่
คราวนี้ว่าไอ้ศีลตัวนี้มันไม่ต้องไปคิดหรอก ก็แค่ตรวจสอบดูว่า เดี๋ยวนี้รู้มั้ย รู้มั้ยว่าปกติกายอยู่อย่างไร ...เออ ไม่ยาก
ไม่ต้องหาด้วย ระลึกขึ้นแล้วก็หยั่งรู้ลงไป ไม่อาการใดอาการหนึ่งมันต้องมี
ตอนนี้อ้าวๆ รู้สึกไหมว่าอ้าว
เห็นมั้ย ถามปุ๊บมันก็ลงไปเห็นปั๊บเลย ...ไม่ใช่ว่าต้องไปตั้งเครื่องเซ่นบวงสรวงหรือว่าไปจับจ่ายเงิน ... เห็นมั้ย
ระลึกปุ๊บก็เห็น
แต่ว่าเห็นปั๊บ หลุดปุ๊บ ...อันนี้ต่างหากปัญหา หมายความว่าเห็นปึ๊บนี่ หาย ปกติกายนี่หาย หายไป หายไปได้ยังไง
..แต่จริงๆ มันไม่หายนะ
ไอ้ความปกติกายยังมีอยู่ ... เนี่ย ไอ้ที่หายนี่กายไม่หาย
แต่จิตรู้ หรือว่าสติเรามันหาย มันก็เลยพาให้กายหายไปด้วย เห็นมั้ย
แล้วคราวนี้จิตก็พาหายไปพร้อมกับนำทัวร์
ออกทัวร์ ...จะไปเที่ยวไหน เมืองจีนดีมั้ย
หรือไปเที่ยวบ้านเพื่อน หรือไปที่ทำงานดีมั้ย ...นี่ ไปแล้ว ...หรือไปถึงแม่ที่ป่วย
ถึงลูกที่โรงเรียน ถึงผัวที่ทำงาน นี่ มันออกทัวร์แล้วนะ
อย่าไปซื้อทัวร์มันสิ ...นี่
ปัญญาคือตรงนี้ ไอ้ตรงที่อย่าไปซื้อทัวร์ ...แล้วกลับมาอยู่ในก้อนปกติใหม่
ก็จะรู้เองว่ามันไม่หายไปไหน จิตมันพาหายออกไปด้วยโมหะ ...เขาเรียกว่ามันพากระโดดข้ามกายออกไป
ข้ามปกติกายออกไป
ไอ้คำว่าข้ามปกติกายออกไปนี่ ท่านเรียกว่าล่วงเกินศีล ตรงนี้ที่เรียกว่าจิตมันล่วงเกินศีล ...โดยที่ไม่ได้ไปด่าใครเลยนะ
โดยที่ไม่ได้ไปตบยุงนะ โดยที่ไม่ได้ไปกินเหล้า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม มุสาวาท
แต่การออกจากปกติกาย แค่นี้ถือว่าละเมิดศีลแล้ว นี่ ...จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ... เพราะว่าศีลตัวนี้ ผู้ที่รักษาศีลตัวนี้ได้ด้วยความสม่ำเสมอและต่อเนื่องนี่
เขาเรียกว่าเป็นพระอริยะ ...เพราะนี่คือศีลของพระอริยะ
อยากเป็นพระอริยะไหมเล่า ...อยาก
ก็ต้องถือศีลแบบอริยะศีล อริยะประเพณีเขาทำกัน ไม่ใช่...ไม่ไปตบยุง ไม่กินเหล้า
ไม่ลักทรัพย์ นั่นไม่ใช่ศีลอริยะ ไม่ใช่อริยะศีล เป็นศีลหยาบหรือว่าศีลปุถุชนคนทั่วไป
เห็นมั้ย พอก้าวข้ามขึ้นมาอธิศีล
จะว่าง่ายก็ง่าย แต่จะรักษาให้ต่อเนื่องก็ยาก ...เพราะจิตมันไวปานลิง เร็วเหมือนปรอท แป๊บๆ ไป แป๊บๆ ไปแล้ว ... ไป...ง่าย กลับ...ยาก ไม่อยากกลับ
ไม่ยอมกลับ มันมันส์อยู่ กำลังมันส์ กำลังเพลินเลย
เนี่ย ถ้าไม่ทำอยู่อย่างนี้
ถ้าไม่มารักษาศีลด้วยสติ ศีลมันก็ไม่เกิดภาวะที่เรียกว่าสม่ำเสมอต่อเนื่อง มันก็ขาดวรรคขาดตอน เข้าใจรึเปล่า ...เข้าใจคำว่ามันขาดวรรคขาดตอนไหม
คือมันแหว่งๆ โหว่ๆ เว้าๆ ทะลุ ด่างพร้อย บกพร่อง ขาด ... นี่ เขาเรียกว่าศีลขาด ศีลทะลุ
ศีลด่างพร้อย ศีลบกพร่อง ศีลไม่สมบูรณ์ ...ไม่บริบูรณ์ด้วยศีล
เพราะฉะนั้น ตัวความที่เรียกว่าทะลุ
ด่างพร้อย ไม่บริบูรณ์ ไม่สมบูรณ์ ไม่บริสุทธิ์ด้วยศีลนี่ ตัวนี้แหละคือเหตุที่ทำให้สมาธิหรือจิตที่ตั้งมั่นมากหรือน้อย
หรือไม่ตั้งมั่นเลย ...มันเนื่องกันน่ะ
ถ้าเมื่อใดศีลไม่ขาดตกบกพร่อง สมาธิก็ไม่ขาดตกบกพร่องเหมือนกัน เพราะมันเป็นเหตุซึ่งกันและกัน ...เพราะอะไร เพราะศีลเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ
สมาธิไม่ได้เกิดจากความอยากหรือความไม่อยากนะ ... แต่มันจะเกิดเพราะว่าการประกอบเหตุ มันตรงไหม
มันถูกไหม ... ถ้าประกอบเหตุแห่งศีลด้วยสติ ไม่ต้องกลัวไม่เกิดผลของสมาธิ เป็นสมาธิ จะอยากหรือไม่อยากก็เป็น
ถ้ามันได้รู้ตัวทั้งวันนี่ หรือว่าได้อยู่ปกติกาย
รู้ความเป็นปกติกายด้วยความต่อเนื่องแล้วนี่ ถึงไม่อยากเป็นสมาธิเลย ก็ต้องเป็น
... นี่ มันไม่ใช่เรื่องของความอยากและไม่อยากแล้วนะ
ไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว ...เป็นเรื่องของการประกอบกระทำ
มรรคนี่เป็นเรื่องของการประกอบเหตุนะ
ไม่ใช่เรื่องของการ...นั่งก็อยาก เดินก็อยาก “เมื่อไหร่จะสงบหนอ
เมื่อไหร่มันจะตั้งมั่นสักทีหนอ ทำอย่างไรมันจะตั้งมั่นหนอ” ไอ้อย่างนี้ไม่มีทาง เพราะอะไร เพราะไม่เข้าไปประกอบเหตุแห่งศีล
จะวิตกวิจาร
จะกังวลขนาดไหนก็ไม่เกิดสมาธิ จะติดสินบาตรคาดสินบนด้วยการไปทำบุญรดน้ำมนต์ไหว้พระธาตุขอพร ก็ไม่เกิดสมาธิ หรือถ้ากะว่าไปเจอพระพุทธเจ้าเดินผ่านจะได้ขอท่าน
ได้เมตตาสักหน่อย ก็ไม่เกิดสมาธิ
นี่ ถึงบอกแล้วว่า
การได้ยินได้ฟัง มันก็จะทำให้การปฏิบัตินั้นตรง ไม่มามัวลังเลและสงสัย
อ้อนวอนร้องขอ หรือรอ ...ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ มันขัด...มันขัดกับหลักความเป็นจริง
อยู่ดีๆ
ไปนั่งนึกๆ คิดๆ ...อยู่ดีๆ ไปนั่งสัปหงกแล้วบอก “เอ๊ ทำไมวันนี้จิตไม่เป็นสมาธิเลย”
... ก็สมควรแล้วที่มันไม่เป็น นี่ ไม่ผิดเลย ตรงเป๊ะตามธรรม
แล้วทำยังไง ...ก็ถ้าถอนออกจากความคิดคำนึงตรงนั้น
แล้วก็มาประกอบกระทำขึ้นด้วยสติ ระลึกรู้อยู่ หยั่งรู้ หยั่งลงในความเป็นปกติ
กายปกติ ความรู้สึกในกายปกติศีล ...โดยไม่คาดหมายหวังผล ทำลูกเดียว
ยืนก็รู้ นั่งก็รู้
เดินก็รู้ ยืนเดินนั่งนอน-รู้ ขยับไหว-รู้ เหยียดคู้-รู้ หมุนหันเหลียว-รู้
อุ่นแข็งร้อนหนักเบา-รู้ อึดอัดเมื่อย คัน-รู้ ขยับเขยื้อน-รู้ ...ประกอบเหตุซ้ำๆ ซากๆ ด้วยสติ เดี๋ยวจะรู้จักเองว่าจิตตั้งมั่นคืออะไร
เคยแต่ได้ยินว่าจิตตั้งมั่นๆ “เอ๊ มันตั้งมั่นยังไงน้อ” เคยได้ยินแต่ว่าจิตเป็นกลางๆ “เอ๊ะ มันกลางยังไง” เคยได้ยินแต่จิตไม่หวั่นไหว “อื้อ
ไหวทุกครั้ง แล้วมันไม่หวั่นไหวยังไง” นี่ ... ไม่รู้จัก
ก็ประกอบเหตุแห่งสติลงไปในกายบ่อยๆ
ซ้ำๆ แล้วมันจะ “...อ๋อ มันตั้งมั่นอย่างนี้ ...อ๋อ
ไอ้ที่ว่าไม่หวั่นไหวๆ อย่างนี้นี่เอง ...เป็นกลาง อ๋อ
มันไม่เข้าไปยินดียินร้ายกับรูปกับนามกับเสียงกับกลิ่นกับรส อ๋อ มันเป็นอย่างนี้”
แม้จะเป็นขณะหนึ่ง แป๊บหนึ่ง ชั่วคราวหนึ่ง มันก็...อือ พอได้รับรสชาติของสมาธิ ... นี่
ได้ลิ้มรสแล้วนะ ถือว่าได้เข้าไปลิ้มรสด้วยตัวเจ้าของนั้นๆ จริง ...ซึ่งมันจะลบไอ้ที่คิด ไอ้ที่เข้าใจว่า “ไอ้อย่างนั้นตั้งมั่นมั้ง
อย่างนี้ตั้งมั่นมั้ง” แต่พอมันเข้าไปลิ้มรสนี่...“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
มันตอบโจทย์ของตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องไปถามใคร ...เห็นมั้ย การภาวนาที่อยู่ในองค์มรรคนี่ มันตอบปัญหาของตัวเองได้เลย ใครเขาจะมาอธิบายให้ฟังว่าอย่างนั้น มันก็ฟังเข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่ง
แต่พอมันเข้าไปรู้ที่เกิดขึ้นตรงนี้จริงแล้วนี่ ..."อ้อ ไอ้ที่เคยฟังมาทั้งหมด เข้าใจหมดเลย และไอ้ที่เคยคิดมาทั้งหมดน่ะผิดหมดเลย ไม่เหมือนกันเลย ...มันคนละเรื่องกันเลย"
นี่
เขาเรียกว่าผู้ปฏิบัติจริงก็จะได้เกิดผลจริงตามลำดับ ...ต้องบอกก่อนว่า ผลนี่ตามลำดับน่ะ ไม่ใช่ อู้ย หลุดพ้นแล้ว...ไอ้นี่เกินลำดับแล้ว เป็นไปไม่ได้
มันจะต้องได้รับผลตามลำดับ ผลอานิสงส์ของสติก่อน อานิสงส์ของศีลก่อน
อานิสงส์ของสมาธิก่อน อานิสงส์ของปัญญาตามมา ...มันก็ค่อยๆ ลิ้มรสชาติไปตามลำดับลำดา
เพราะแต่ละครั้งแต่ละคราวที่มันได้เข้าใจถ่องแท้
และก็ได้รับรสชาติของศีล-สมาธินี่ มันก็จะเกิดความมั่นใจในตัวเอง
มันก็เกิดความองอาจกล้าหาญ ในการเดินด้วยความไม่ลังเลสงสัยในหนทางการปฏิบัติ
ทีนี้มันก็เอาใหญ่เลย เข้าใจมั้ย ...ถ้ามันได้รับผล มันเข้าใจผลตามลำดับแล้ว มันก็เปลี่ยน ...จากที่แต่ก่อนเคยกลัวผิดไง
ทุกคนน่ะจะกลัวผิด ตอนนี้ก็ยังกลัวลึกๆ 'เอ มันจะใช่รึเปล่าวะ' อยู่เรื่อย
ประมาณนั้น
แล้วก็ไปมุดหัวลงไปในนั้น ...เข้าใจคำว่าไปมุดหัวอยู่ในโอ่งน้ำไหม
เคยเล่นไหมเด็กๆ ไปมุดหัว แข่งกันมุดกลั้นลมหายใจในโอ่ง แต่นี่พอดีโอ่งนั้นเป็นโอ่งที่แช่ด้วยความสงสัย
ก็โงหัวขึ้นมา เข้าใจมั้ย ก็โงหัวออกมาจากความสงสัย ...เอาล่ะวะ ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก ท่านว่าอย่างนี้ ทำอย่างนี้ไปเหอะ เอาเลย...ละความสงสัยแบบโง่ๆ เลย
อย่ามัวแต่ไปจมเอาหัวไปแช่ในโอ่ง มันหายใจไม่ออก
อึดอัดนะ ...แล้วมันเข้าใจว่ามันจะดั้นความสงสัยออกไปได้รึไง ตายซะล่ะมั้ง
จมตายอยู่กับความสงสัยนั่นน่ะ ...ก็ถอนออกมา ไม่เข้าไปอยู่ในจิตสงสัย
ให้กลับมาอยู่ที่จิตรู้ รู้อะไร...รู้อยู่ รู้...แล้วก็อยู่ อยู่กับอะไร รู้...อยู่กับศีล ... อย่าไปหลง จมแช่อยู่กับอาการ
สงสัยบ้าง อดีตบ้าง อนาคตบ้าง สภาวธรรมบ้าง ตำรับตำราบ้าง เนื้อความที่เคยอ่านมา
เนื้อความที่เคยได้ยินมา เนื้อความที่เขาบอกเขาแนะนำมา ว่าถูก ว่าผิด ว่าใช่ ว่าไม่ใช่ ...นี่ อย่าไปอยู่กับเหล่านี้
เมื่อระลึกแล้วมันก็หยุด
เมื่อหยุดแล้วมันก็รู้ เมื่อมันรู้แล้วก็ต้องอยู่ ... ถ้ารู้แล้วไม่มีที่ให้มันอยู่
เดี๋ยวมันไปจมไปแช่อีก เพราะว่ามันจะเป็นอาการซ้ำซาก...จิตนี่
กิเลสเป็นเรื่องซ้ำซาก ...เดี๋ยวมาอีกแล้ว
เดี๋ยวออกมาอีกแล้ว ความคิดเก่านั่นแหละ ความสงสัยอันเดิมนั่นแหละ
เรื่องเดิมนั่นแหละ แต่เปลี่ยนที่เปลี่ยนเวลาซะหน่อย แต่เรื่องเดิม ...แล้วก็โดยสันดานของเราก็เป็นเด็กทารกน่ะ
เอาหัวไปแช่มันต่อ
แล้วก็แข่งกันแช่ว่าใครจะทนได้นานกว่ากัน เออ ประหลาด บ้า ...ถ้าคนมีปัญญาก็ว่า เอ้ย
มันจะไปเล่นอะไรบ้าบอคอแตก เอาหัวออก เดี๋ยวมันตาย...ตายไปพร้อมกับความมืดบอดน่ะ นี่ ไม่เอา ...ก็ถอนออก
พอถอนออกมันก็หยุดอาการนั้น
หยุดการเข้าไปในอาการนั้น ...พอหยุดเข้าไปในอาการนั้น มันก็อยู่ในอาการรู้
นี่เรียกว่าเริ่มรู้ตัว เริ่มรู้ จิตก็รู้...รู้แล้วก็หยุด พอรู้แล้วก็หยุด มันจะอยู่ไม่นาน ...ไอ้รู้แล้วหยุดนี่มันจะได้ขณะนึง แป๊บนึง
เดี๋ยวไปต่อ
ไม่ไปเรื่องเดิมก็หาย
ไม่มีความคิดไม่มีความสงสัยก็ลอย เห็นมั้ย เพลิน ลอยละลิ่ว ไม่รู้อยู่ไหน
ไม่มีทั้งตัว ไม่มีทั้งปัจจุบัน ไม่มีอะไร หายไปซะอย่างนั้น กลายเป็นพวกมนุษย์ล่องหนน่ะ เหมือนจิตมันล่องหน
เหมือนตัวก็ล่องหนหายไป เห็นมั้ย
เพราะนั้นจิตมันจะรู้ลอยๆ ไม่ได้
หยุดแล้วมันรู้...รู้แล้วมันจะลอยไม่ได้ สำหรับปุถุชนนะ ...ก็เลยต้องรู้อยู่...
ต้องรู้อยู่...แล้วอยู่กับศีลเท่านั้น ตรงนี้ พอรู้แล้วมันมีที่ให้อยู่
ทีนี้ไอ้รู้มันจะอยู่ได้นานขึ้น เข้าใจรึยัง
ไอ้รู้ที่มันอยู่ได้นานขึ้นกับศีลหรือกายปัจจุบันนี่
มันจึงเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ ...ไอ้รู้ที่อยู่นานขึ้นนี่คือตัวสมาธิ
หรือว่าสัมมาสมาธินั่นเอง
แล้วทำไมต้องมารู้อยู่กับศีล
แล้วทำไมต้องมารู้อยู่กับกายล่ะ ไปรู้อย่างอื่นไม่ได้รึไง พุทโธ สัมมาอรหัง
หรือดวงแก้ว ... นี่ มันมีหลายตำรับตำรานะ เออ ทำไมล่ะ แล้วทำไมต้องมารู้กับกาย
ทำไมต้องมารู้กับศีลเล่า รู้อันอื่นไม่ได้รึไง คำบริกรรมก็เยอะแยะ
ถามว่าได้มั้ย ...ได้
แต่ยังไม่ตรง ... เพราะมันเป็นอุบาย คืออุบาย ไม่ใช่หลัก ...อันไหนอุบายนี่
มันก็เหมือนกับกลอุบายหรือว่าเล่ห์เหลี่ยมไว้ล่อหลอก ไว้ล่อหลอกจิต เข้าใจไหม
แต่คราวนี้ว่าทำไมถึงต้องมาลงที่กาย
ทำไมถึงต้องมาลงที่ศีลล่ะ ... ก็เพราะกายนี่ หรือศีลนี่ หรือว่าปัจจุบันกายนี่
หรือว่าปัจจุบันศีลนี่....คือความจริง ... นี่ มันตรง...ตรงต่อความจริง
(ต่อแทร็ก 11/11)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น