พระอาจารย์
11/12 (560517C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17 พฤษภาคม 2556
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 11/12 ช่วง 1
พระอาจารย์ – แต่ถ้ามันเห็นความเป็นจริงของกาย ว่ามันต่างคนต่างเกิด ต่างคนต่างแยกกันอยู่ ต่างคนต่างดำรงขันธ์กันเอง ...ไอ้ความเกาะเกี่ยวนี่ เกิดจากความผูกพันด้วยจิตเท่านั้นเอง ... ตัวเนื้อกาย
ตัวมหาภูตรูปนี่มันไม่ได้ติดกันเลยนะ
เหมือนกับแม่กับลูกนี่ พอเป็นลูกก็แค่อยู่ในท้อง
พอออกจากท้องปุ๊บนี่ ขาดกันแล้ว...กายนี้มันขาด ไม่เนื่องกันแล้ว ไม่ได้ติดกันแล้ว
มันขาด ... เพราะนั้นโดยกายภาพ
โดยความเป็นกายนี่ มันไม่ได้ติดอะไรกันเลย
แต่ที่มันติดกันนี่คือ จิต...ที่มันผูกไว้
รัดรึงกันไว้ ด้วยการที่คิดนึก
สร้างอารมณ์ สร้างอดีต สร้างอนาคต สร้างความน่าจะเป็น-ไม่น่าจะเป็น
สร้างด้วยความจำ สร้างด้วยตำรับตำรา สร้างด้วยความเห็นของคนในโลก พวกนี้มันเป็นโยงใยเล็กๆ น้อยๆ ที่มันผูก...จนแนบแน่นขึ้น
กว่าจะเห็นว่าขาดจากกัน
แล้วความขาดจากกัน ไม่เนื่องกันนี่ ...ก็ต่อเมื่อจิตนี่มันรวมเป็นหนึ่ง
หรือว่าเป็นสัมมาสมาธิที่ตั้งมั่นจริงๆ มันจึงจะเห็นการขาดจากกัน...ชั่วคราว
เข้าใจมั้ย
ไอ้การขาดจากกันชั่วคราวนั่นน่ะ
ภาษาท่านเรียกไว้เลย คำว่าสัมมาสมาธิหรือว่าสมาธิ ก็คือความหมายว่าระงับกายสังขาร
ระงับจิตสังขาร ระงับวจีสังขาร
เพราะนั้นเมื่อจิตเป็นหนึ่ง
มันจะระงับจิตปรุงแต่งชั่วคราว ... ตรงนั้นน่ะมันจะเห็นความไม่เกาะเกี่ยวกัน
ระหว่างของสองสิ่ง...ซึ่งเนื่องกันด้วยเหตุและปัจจัย ด้วยกรรมและวิบาก ...มันจึงมาอยู่ตรงนี้ มันไม่อยู่ที่อื่น
อะไรที่ไปอยู่ที่ไกลหูไกลตา เพราะมันไม่มีเหตุเนื่องกันด้วยกรรม ... แต่ที่มันมาอยู่ใกล้ๆ
แล้วต้องคุ้นเคยกับมัน กับวัตถุ กับก้อนนี้ กับกองนี้ กับขันธ์นี้ เพราะด้วยกรรม
พอจิตมันเป็นหนึ่ง มันก็จะเห็นความไม่เกาะเกี่ยวกันในจิต ... แล้วระหว่างนี้มันก็ยังมีใยอยู่ ...มันไม่ใช่ว่าสมุจเฉทคือการขาดกันโดยสิ้นเชิง
มันแค่ระงับด้วยอำนาจของศีลสติสมาธิ
เพราะนั้นมันยังมี...เหมือนยังมีเชื้อ
ที่มันเกาะกุมใจอยู่ แม้จะเป็นสมาธิก็ตาม
มันก็ยังมีเชื้อที่มันเกาะกุม ...เพียงแต่มันอยู่ด้วยอำนาจที่ทำให้มันไม่กระพือออก
และในขณะที่มันอยู่ในสมาธิ
แล้วมันไม่ได้เป็นสมาธิที่เป็นไปด้วยการบังคับกดข่ม
แต่ว่าตั้งมั่นด้วยความเป็นกลางนี่ ... เดี๋ยวมันจะมีอาการแลบออกไป เมื่อกระทบกับ...ตาเห็นรูปของแม่ หรือได้ยินเรื่องของแม่ เรื่องของลูก
เรื่องของแฟน เรื่องของคนที่เรารัก เรื่องของคนที่เราเกลียด
ตรงนี้ พอมันกระทบมาเป็นผัสสะ อายตนะ... แม้จะให้เป็นสัมมาสมาธิก็ตาม
ที่ว่าตั้งมั่นไม่หวั่นไหวก็ตาม ...มันจะแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยเชื้อที่มันยังให้ค่าให้ความสำคัญ
ให้ความเป็นเราให้ความเป็นเขาอยู่
มันจะเห็น ...ถ้ามันตั้งมั่นอยู่อย่างนี้จริง มันจะเห็นทันจิตที่มันเคลื่อนออกไปหมาย
เป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องของเขา ที่พร้อมจะไปมีอารมณ์ดีใจ เสียใจ เป็นสุข
เป็นทุกข์ ห่วง กังวล กลัว อาวรณ์ พวกนี้
นี่ มันจะเห็นอาการเคลื่อนของจิตที่จะไปผูก
เหมือนเดิม แบบเดิม อย่างเดิม ด้วยคุ้นเคย
แต่ว่าเมื่อมันตั้งอยู่
แล้วอาการเห็นมันมี มันจะเห็นทันอาการ ... พอมันเห็นปุ๊บนี่มันก็จะตัด
ขาด ตรงนี้เรียกว่าปัญญาที่มันเลาะออก
เลาะกระแสจิตที่มันจะเข้าไปผูกซ้ำเดิมๆ
แล้วถ้ามันอยู่อย่างนี้ด้วยความต่อเนื่อง
มันก็จะเห็นตลอดในการที่จิตมันเคลื่อนออกไป พร้อมที่จะเคลื่อนออกไป ...ถึงแม้จะไม่หวั่นไหวขนาดไหนก็ตาม
มันก็พร้อมที่จะเคลื่อนตลอดเวลา ...ตรงนี้เรียกว่าสัมมาสมาธินะ
แต่ถ้าเป็นสมถะปั๊บนี่ เหมือนกับสต๊าฟไว้เลย
เหมือนกับก้อนหินเลย คือไม่มีอาการเคลื่อนอาการไหวของจิตเลย
แบบมันสามารถเข้าไปสร้างรูปหล่อแล้วก็ห่อปึ้บ เหมือนกับผนึก...ซีลเลย แล้วจังหวะที่ไอ้ซีลนั้นจะแตกหรือว่าปริหรือว่าพัง ...ทีนี้มันก็ระเบิด
แต่สัมมาสมาธิไม่ใช่อย่างนั้น มันรวมรู้อยู่...แต่มันรวมแบบลักษณะที่ พร้อมที่จะแสดงอาการตลอดเวลา ...เพราะนั้นคนที่อยู่ในสัมมาสมาธินี่ จะไม่กลัวกิเลส จะไม่กลัวอารมณ์
จะไม่กลัวการผูกพัน
เพราะอะไร ...เพราะต้องการเห็นมัน...เพื่อทำลาย ...ไม่ใช่เห็นมันเพื่อเอามันมาเป็นสมบัตินะ นี่ มันคนละความเข้าใจ ...แล้วก็ไม่กลัว คือไม่กลัวอาการ ไม่กลัวกิเลส
พวกสมถะนี่ จิตสงบ จิตนิ่ง...นี่จะกลัวกิเลส กลัวจิตเสียรูป กลัวจะมีอารมณ์มาทำลายจิตนี่ให้เสื่อม
กลัวจิตเสื่อม เข้าใจมั้ย
แต่ถ้าสัมมาสมาธิไม่กลัวจิตเสื่อม และต้องการเห็นมันด้วยซ้ำ ... เพื่ออะไร ...เพื่อจะได้เห็นรากเหง้าของมัน และจะได้เห็นความเข้าใจว่า...ถ้าตัวนี้ขาดความผูกพัน
ความรักความอาวรณ์ซึ่งกันและกัน มันยังปฏิบัติต่อกันได้ไหม
ก็ยังได้ ไม่มีปัญหา แล้วก็ไม่ขาดตกบกพร่องด้วย ...และมันกลับได้รับผลที่ดีด้วย เออ ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี ดีแม้กระทั่งดีถึงความรู้สึกของคนนั้นด้วย
เอ้า เขากลับดีขึ้น ... ทั้งๆ ที่ว่า ก็ไม่ได้ตั้งใจไปทำดีหรือว่าแก้ไขเขาหรอก
แต่เขาก็ดีขึ้นเอง ...เอ๊ ทำไมมันดีไปหมด ทั้งๆ ที่ว่าเราตัดแล้วนะนี่ เออ
นี่
บอกแล้วว่าธรรมนี่เป็นของที่ดีจริงๆ นะ ผู้ที่เข้าถึงธรรม ผู้ที่อยู่กับธรรมนี่
จะได้ของดีแล้วก็ได้รับสิ่งดีๆ ...ซึ่งมันตรงกันข้ามกับไอ้พวกที่กลัวจิตเสื่อมน่ะ
แล้วมันปฏิเสธจิตไม่ดีน่ะ พวกนี้จะหนีๆๆๆ เพราะกลัวจิตแตก เพราะกลัวจิตเสื่อม
เกินไป
เพราะนั้นผู้ที่อยู่ด้วยสัมมาสมาธินี่
จะอยู่ พร้อมทั้งสติเป็นเครื่องระลึก
เป็นเกราะที่จะไม่ให้มันกระเจิดกระเจิงออกไปนาน ...มันจะออกไปไม่ไกลน่ะ สติก็ไล่ทัน
พอสติมันทันปั๊บ มันตัดห่วงโซ่แล้วนะ ... ไอ้ห่วงโซ่นั้นน่ะ คือปัจจยาการแห่งการเกิด
มันก็ตัดห่วงโซ่ปัจจยาการแห่งการเกิด...ปุ๊บนี่ มันก็เข้าสู่ปัจจยาการแห่งการดับ
ก็กลับมาลงที่ฐานกายใจ
แล้วมันก็จะเห็นว่าความเป็นจริงก็เหลือแค่นี้
นอกนั้นเป็นปัจจยาการเลื่อนลอยหมดเลย จากความไม่รู้ ...ปัญญามันก็สะสมพอกพูน มันก็คมกล้าขึ้น
ทันขึ้น ไวขึ้นๆ ...จิตก็ดับๆๆๆ ขาดๆๆๆ เหลือแต่แค่นี้
เมื่อเหลืออยู่แค่นี้ ...ยิ่งเหลือแค่กาย-ใจเท่าไหร่นะ มันยิ่งชัดในความเป็นกาย...ที่ไม่ใช่เรา เข้าใจมั้ย
ตรงที่ชัดในกายที่ไม่ใช่เราเท่าไหร่
ไอ้จิตที่มันทะเยอทะยาน หรือมีแรงอำนาจผลักไส ดึงดัน เรื่องของเรา เรื่องของเขา
ที่แรงมหาศาลนี่...มันจะอ่อนตัวพร้อมกัน เห็นมั้ยว่ามันแก้กันโดยตัวของมันเองเลย
เพราะนั้นพอไม่ตามจิตปุ๊บ มันก็อยู่กับกาย ...อยู่กับกายมันก็อยู่ด้วยความไม่คิดไม่เห็น ไม่ปรุงไม่แต่ง ไม่ค้นไม่หา ...มันก็เห็นแต่กายที่ไม่ใช่เรา
นี่ ตรงนี้ศาลก็พิพากษาลูกเดียวว่า
ใช่ๆๆๆ ตรงๆๆๆ จริงๆๆๆ นี่ ...ต้องยอมแล้ว
ไอ้ความเป็นเราในจิตก็จะน้อยลง ...ที่มันสร้างรูปสร้างนาม สังเคราะห์รูปสังเคราะห์นาม
จำลองรูปจำลองนาม จากสัญญา...แล้วมันมีเป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขาขึ้นมานี่
ไอ้ความเข้มข้นของความเป็นเรา ตัวเราตัวเขาในความคิด ในความจำ มันก็จะอ่อน...อ่อนจนแทบไม่มีค่าที่จะให้ไปดีใจหรือเสียใจกับมันเลย ... มันอ่อนประมาณนั้นน่ะ
เหมือนกับน้ำล้างเนื้อน่ะ ...ไม่ใช่แบบเลือดแดงเถือก ไอ้นี่เข้มข้นเลย เกินร้อย จริงจังในความคิดเกินร้อย
จริงจังในความเห็นเกินร้อย ...ที่มันฆ่ากันบรรลัยอยู่นี่ มันบ้ากันขนาดนั้น เพราะมันจริงจังเกินไป มันเกินร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ...ไร้สาระ
แต่มันรู้สึกว่าเป็นสาระของมัน ...เห็นมั้ยว่าเอาสิ่งที่ไม่มีสาระมาเป็นสาระ...เดือดร้อนมั้ย คนรอบข้างยังไม่อยากเข้าใกล้มันเลยน่ะ เพราะมันแพร่เชื้อได้ด้วยนะ
จิตมันถึงกันน่ะ ...ถ้ามันได้ไปตกผลึก หรือไปจมแช่อยู่ในความคิดความเห็นในสิ่งใดด้านใดก็ตาม ทั้งในแง่ดี ทั้งในแง่ร้าย ...เนี่ย เดี๋ยวเข้าพวกกันแล้ว เป็นงั้น
เพราะนั้นก็ถอยห่าง
แล้วก็มาอยู่จำเพาะที่...กาย-ใจ ที่จริงที่สุด ไม่มีอะไรจริงเกินนี้ ...อย่าไปค้นหาความเป็นจริงนอกเหนือจากกายใจนี้...ไม่มีหรอก...ไม่มี จิตมันเมคขึ้นมาลอยๆ หาตัวตนจริงๆ ไม่มีหรอก
นี่ เช่นเรานั่งอยู่นี่ ...แล้วเรานึกถึงลูกนึกถึงแม่ที่บ้าน ...มันก็เป็นแค่รูปในความคิด ความเป็นจริงเขาอาจไม่อยู่ก็ได้ สมมุตินะ
อาจจะไม่มีตัวเขาเลยก็ได้ ...แต่รูปในความคิด...คิดว่ามีอยู่ เข้าใจมั้ย
แต่จริงๆ
... ถ้าพูดถึงความเป็นจริงน่ะ อาจจะไม่มี เขาอาจจะไม่อยู่ก็ได้ แต่ยังนึกว่าเดี๋ยวเราไปกินข้าวด้วยกัน เดี๋ยวเราจะต้องไปดูแลกัน เห็นมั้ย มันจริงจังแล้วก็ยิ้มหัวเราะกับรูปนามในจิตลอยๆ
ซะอย่างนั้น
แท้ที่จริงอาจจะไม่มีตัวตนนั้นอยู่ในโลกแล้วก็ได้
หรืออาจจะเป็นตัวตนที่เขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งก็ได้ ... นั่นคือโลกของความเป็นจริง
กับโลกแห่งความเพ้อฝันของจิต
แต่เราอยู่ในจิต ...แล้วก็เชื่อสิ่งที่อยู่ในจิตนี่เกินไป
แล้วไม่ทัน...ไม่มีปัญญาเท่าทัน แล้วไม่ยอมออกจากมัน...ไม่กล้าที่จะออกจากมัน ...นี่คือสำคัญเลย คือไม่กล้าที่จะอยู่โดยไม่คิด ไม่กล้าที่จะอยู่โดยที่ไม่มีความเห็น ...มันกลัว ไม่รู้มันกลัวอะไรของมัน
มันจะสร้างภยาคติ
เป็นคติที่มันกลัว กังวล ...เกิดความกังวลถ้าไม่ได้คิด
เกิดความกังวลถ้าไม่ได้คิดล่วงหน้า
เกิดความกังวลถ้าไม่มีความเห็นหรือว่ามีเค้าโครงของการที่จะทำหรือไม่ทำอะไร
นี่มันก็ตั้งเป็นกรอบไว้ มันกลัว...แล้วก็ตั้งอดีต-อนาคตเป็นกรอบๆ ไว้ แล้วมันไม่กล้าที่จะทำลายอดีต-อนาคตในกรอบของจิตที่มันสร้างขึ้น
เราจะต้องฝึกจนกว่าจะทะลุความกลัวเหล่านี้ ...กล้าที่จะละโดยไม่เหลียวหลัง ละโดยที่เรียกว่าไม่อนาทร ไม่ใยดี ไม่ยี่หระ ไม่แยแส ...นี่เขาเรียกว่าความองอาจของศีลสมาธิปัญญา
จะไม่แยแสเลย จะไม่มีไปมาตามน้ำ จะไม่มีมาบอก..."เออ เอาซะหน่อยน่า" ... ไม่มีอ่ะ ขาดเป็นขาดกัน ชนิดที่ว่า...ดูซิมันจะตายมั้ย
ตาย...สุดท้ายตาย ใครตาย...“เรา”
ตาย ไอ้ “เรา”
ตายน่ะคืออะไรตาย...จิตเราน่ะตาย แต่ขันธ์ยังไม่ตาย ...เหลือแต่ขันธ์เปล่าๆ แต่ไม่มี
“เรา” ในขันธ์นั้น ...เออ เอามั้ยล่ะ
แลกกันมั้ยล่ะ
ไอ้ที่มันกลัวน่ะ มันกลัว
“เรา” ตาย ...“ไม่มีความคิดแล้วเราจะตายแน่เลย” นี่
เห็นมั้ย มันกลัว “เรา” ตาย ...“ถ้าไม่คิดไว้ก่อน แล้วมันเกิดอย่างนี้ล่ะ โอ้ย
เรารับไม่ได้แน่เลย” แน่ะ
มันกลัวเรารับไม่ได้
พอไม่มีเรา ไม่อาศัยเรานี่ เดี๋ยว “เรา” ก็ตาย ไม่มีอะไรมาซัพพอร์ท “เรา”...เดี๋ยว “เรา” ก็ตาย ไม่มีอะไรมาหล่อเลี้ยง
“เรา”...เดี๋ยว “เรา” ก็ตาย
อย่ากลัว อย่ากลัวที่ “เรา” จะตาย ...ลองดูโดยที่ไม่มี “เรา” หรือลองอยู่โดยที่ “เรา” มันตายจากกันซิ
แล้วจะรู้เอาเองว่าที่นั้นแหละ...เป็นที่อันควร ที่นั้นเองแหละ...เป็นที่ที่ประเสริฐ ที่นั้นแหละ...ลงไปปุ๊บนี่ เป็นที่ที่จะเจอพระอริยะเต็มไปหมดเลย
เพราะพระอริยะท่านก็อยู่ตรงนั้น ตรงที่ไม่มี “เรา” น่ะ ...ตั้งแต่ตั้งฟ้าตั้งแผ่นดิน เกิดพระอริยะขึ้นมา ท่านก็อยู่ที่นี้แหละ ไม่ได้อยู่ตามวัดตามวาตามป่าตามเขา ...ไอ้นั่นน่ะขันธ์ ขันธ์ห้า
แต่จริงๆ น่ะท่านอยู่ตรงที่...ที่ไม่มี “เรา” ที่เดียวกันหมด ...ที่เรากำลังหากันอยู่
ที่เรากำลังพยายามกันอยู่ ที่เรากำลังทำกันอยู่
ที่เราจะต้องต่อสู้กับจิตที่ไม่ยอมให้ “เรา” ตายน่ะ
มันหวง ...มันหวง “ตัวเรา” มันกลัว “ตัวเรา”
ด้อยค่า หมดค่า กลัวเขาจะมาล่วงเกิน
มันก็เลยต้องไม่ให้ใครมาล่วงเกิน “เรา” เพราะ
“เรา” จะได้ไม่สูญหายไป
ถ้ามันล่วงเกินเอาความเป็นเราออก
เอาความรู้สึกเป็น “ตัวเรา” ออก...จากการกระทำคำพูดนั้นๆ แล้วรู้สึกรับไม่ได้ ก็เลยต้องไปเอา “ตัวเรา” คืนมา ...ด้วยการไปด่ามัน
แล้วก็จะสร้างอาณาเขตของ “ตัวเรา” เป็นกรอบของเราที่ใครจะมาล้ำไม่ได้ ...เห็นมั้ย ว่ามันสร้างอาณาจักรหรือว่าสร้างขอบเขตของ
“ตัวเรา” นี่แบบแข็งแกร่งมาก
จิตนี่มันระวังรักษา
“ตัวเรา” มาก อะไรมาแตะต้อง “ตัวเรา” นี่เป็นเรื่องเลย
มีแต่ตัวเดียวที่สามารถล้างทำลายได้
คือศีลสมาธิปัญญาเท่านั้นเอง...ที่ "ตัวเรา" นี่ไม่กล้าคัดง้างได้เลย
พอลงศีลสมาธิปึ้บนี่
นี่คือยิ่งกว่าขีปนาวุธที่ติดหัวรบนิวเคลียร์อีก ...กระเจิดกระเจิงหมดแหละ
รับรองตายเรียบ มันทานต่อความเป็นจริงของศีลสมาธิปัญญาไม่ได้เลย
นอกนั้นมันมีข้ออ้างของความเป็นเราได้ทุกเม็ดน่ะ
บอกให้ เงื่อนไขของจิตนี่ เขาเรียกว่าเล่ห์เหลี่ยมของจิตนี่...มากมายซับซ้อนมาก
อ้างได้หมดน่ะ
เพื่ออะไร ...เพื่อให้ “เรา” นี่คงอยู่ เพื่อให้ “เราที่ดี”
คงอยู่ เพื่อให้เราที่เที่ยงนี่ไม่ตายจากไป เชื่อมั้ยล่ะ จิตมันทำได้หมดเพื่อรักษา
“ตัวเรา”
แต่ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้า แล้วเอาตัวศีลสมาธิปัญญาเป็นที่พึ่งเป็นหลักแล้วนี่ จะเห็นความเป็น “ตัวเรา” จางๆ อ่อนๆ ซอฟท์ๆ ...จนหมด จนสิ้น จนขาด จนไม่หวนคืน
เพราะนั้นหัวใจของการภาวนาคือ...เอา
“เรา” ออกจากขันธ์ เอาความเห็นของเราออกจากขันธ์ห้า แล้วเอาความเห็นของเรา
ออกจากสามโลกธาตุ นั่นแหละจบ ...เพราะตอนนี้มันมี “เรา” ทั่วสามโลกธาตุเลย
ทำไมถึงว่าอย่างนั้น ...อะไรมากระทบตาก็ว่าเราเห็น
อะไรมากระทบหูก็ว่าเราได้ยิน อะไรลอยขึ้นมาจากจิต ก็ว่าเป็นความเห็นของเรา
อะไรที่มันเป็นนิมิตที่จิตมันสร้างขึ้นมาก็บอกว่าเราเห็นนิมิตในใจ
เห็นมั้ย
ทุกอย่างนี่ ทุกอย่างน่ะจะเป็นเราหมดเลย ... จึงเรียกว่ามี “เรา” ครอบสามโลกธาตุ
แต่ถ้าอยู่กับศีลสมาธิปัญญานี่จะหด...อาณาเขตของเรานี่หด เริ่มหดด้วยการที่พยายามล้อมกรอบให้มันอยู่ในขอบเขต “เรานั่ง” ...ให้เหลือแค่ “เรานั่ง” ในปัจจุบันก่อน
ลบขอบเขตของเราที่จะเดินไปหารถ ลบขอบเขตที่เราจะไปกินข้าวตอนเที่ยง เห็นมั้ย
มันไม่มีแล้วนะ แต่ยังเหลือเรานี่นั่งอยู่ ให้เหลือเราตัวเดียวก่อน ...เห็นรึเปล่ามันจำกัดสิทธิเสรีภาพของจิตขนาดไหนล่ะ
เพราะนั้นมันจะดื้อ มันจะด้าน
แล้วมันจะดึงมันจะดัน เพราะมันไปแบบอิสระ เคยเป็นอิสระ ไม่เคยหยุดยั้งเลย อยู่ดีๆ
มาจำกัดสิทธิให้เหลือแค่เรานั่งแค่นี้ แล้วให้รู้ว่าเรานั่งแค่นี้เองเหรอ ...มันต้องต้าน
มันจะเหมือนกับมีแรงพุ่งพล่านอยู่ภายใน
ที่จะต้องหาเรื่องให้คิดให้ได้ แล้วต้องคิดให้ได้
ที่จะต้องหาทางปล่อยมือรามือจากการรู้ว่านั่งแค่นี้ให้ได้ อย่างน้อยก็ลอยๆ ก็ยังดี
นี่มันถือว่าได้เป็นอิสระ ตามประสามัน อิสระตามประสา “เรา” ...ไม่ใช่อิสรภาพหรืออิสระธรรมที่แท้จริงนะ แต่เป็นอิสระตามกิเลสความหลงความไม่รู้หรือตัณหา
แต่อิสระที่แท้จริงลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งหมายความว่ามันขาดจากพันธนาการของจิต ที่มันไปเกาะตรงไหนก็เป็นเราตรงนั้น
ตรงนั้นแหละเขาเรียกว่าเป็นเอกภาพ
เอกธรรม เอกจิต ... เรียกว่า ธรรมเป็นเอก
จิตเป็นเอก เอโกธัมโม เอกังจิตตัง จิตหนึ่งธรรมหนึ่ง ...รู้กับแค่นั้นพอ
ไม่มีอะไรเกินรู้
นั่นน่ะต่างเป็นอิสระซึ่งกันและกัน
อยู่ด้วยความสันติ ...ตั้งอยู่ด้วยสันติ มากขึ้นด้วยสันติ น้อยลงด้วยสันติ
แม้กระทั่งดับไปด้วยสันติ
ทุกอย่างสันติหมดเลย ...เพราะเป็นเอกภาพ เอกธรรม เอกจิต ...ไม่มีสอง ไม่เกินนี้ ไม่ล้ำกว่านี้
(ต่อแทร็ก 11/13)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น