วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 11/11 (2)



พระอาจารย์

11/11 (560517B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

17 พฤษภาคม 2556

(ช่วง 2)


(หมายเหตุ: ต่อจากแทร็ก 11/11 ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้นถ้ามันอยู่ในศาลตลอดเวลา ... ถึงมันจะไปอ้าง จิตน่ะ หรือเราน่ะ มันก็จะไปหาตำรานั้นบ้าง คำบอกกล่าวคนโน้นบ้าง ความคิดของตัวเองบ้าง ความเชื่อของตัวเองบ้าง มาอ้างตลอด

ศาลก็ไม่รับฟัง ตกหมดๆๆ ... จนหมดคำอ้าง จนมันหมดมุขน่ะ เข้าใจมั้ย  คือมันหาทั้งสามโลกธาตุมาอ้างแล้ว ศาลก็ยังไม่รับฟัง ...นี่ กูยอมแล้ว

ไอ้ดวงจิตผู้ไม่รู้ยอมแล้ว ยอมเชื่อศาลแล้ว ยอมเชื่อหลักฐานนี้แล้วว่า มันเป็นของมันเท่านี้จริงๆ ... ซึ่งแต่ก่อนมันไม่เชื่อ มันไม่ยอมรับว่าก้อนนี้เป็นก้อนธาตุก้อนธรรม มันจะเชื่อของมันแบบหัวปักหัวปำว่าก้อนนี้เป็นก้อนของเรา

เพราะเห็นจนเชื่อ ยอมรับแล้ว สักกายทิฏฐิ...จึงหลุด จิตจึงวางสักกายทิฏฐิหรือความเห็นผิดในกายนี้ออกไป เพราะเหตุอย่างนี้นี่เอง ... เห็นมั้ย มันไม่ใช่ไปคิดไปหาอะไรมาแก้มาลบล้างความเข้าใจผิดนะ

ที่เรียกว่าญาณทัสสนะ หรือปัญญาญาณนี่  มันเกิดจากแค่รู้และเห็นจำเพาะกาย ...ต้องจำเพาะกายนะ หมายความว่าต้องรู้จำเพาะเท่าที่มันปรากฏจริงๆ นะ  เพราะส่วนมากมันจะไม่รู้จำเพาะกาย  มันจะเป็นกายอดีตบ้าง กายอนาคต กายบัญญัติ ...นี่ มันเกิน มันเกินที่จำเพาะกาย

แต่พอเราจำเพาะลงที่กายที่เป็นก้อนความรู้สึก ก้อนเวทนา ก้อนธาตุ...แข็ง เบา ร้อน อ้าว หนัก ขยับ ไหว นิ่ง พวกนี้คือลักษณะของก้อนธาตุ  ...ตึง ปวด คัน พวกนี้ก้อนเวทนา มันก็เป็นอยู่แค่นี้แหละ

ไม่เห็นมีหน้าตาของเราอยู่ตรงไหน หือ มันมีหน้าตาของเราติดอยู่ตรงความรู้สึกที่แข็งมั้ย  มันมีเพศชายเพศหญิงอยู่ในความรู้สึกวูบๆ ของลมพัดนี่มั้ย...ไม่มีนี่  แล้วมันเป็นอะไร...ไม่รู้ ไม่รู้มันเป็นอะไร เพราะมันก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นอะไร

ถ้าจะบอก บอกได้อย่างเดียวว่า เป็นความจริงที่ปรากฏ แป๊บนึง ...เออ อันนี้พอพูดได้ ศาลพอรับฟังได้ว่ามันเป็นอย่างนี้ ... แต่ไม่พูดก็ไม่ผิดนะ ศาลว่า  เพราะว่าจริงๆ ก็คือ...มันไม่พูดอะไรเลย

ตัวมันน่ะไม่ได้บ่งบอกลักษณะใดลักษณะหนึ่งเลยว่า...ข้าพเจ้าคืออะไร ข้าพเจ้าเป็นของใคร ข้าพเจ้ามีหน้าตาที่สวยหรือไม่สวยอย่างไร  

มันรู้อย่างเดียวว่าถ้ามีลมมากระทบ...ข้าพเจ้าก็ปื้บบบ อาการนี้  ถ้ามีแดดมาเลียไล้ตามร่างกาย ปื้บบบ ก็ร้อนปรากฏ  ถ้าส่วนเบื้องล่างเบื้องต่ำของกายกระทบกับพื้น ปึ้บ มันก็แข็งปรากฏ ...จะเรียกว่าข้าพเจ้าเป็นอะไรดีล่ะ หือ

นั่นน่ะสิ ศาลก็ยังงง ดันเรียกไปเรื่อยว่าเป็นกาย ว่าเป็นเรา  ไปกันใหญ่แล้วนะ ถ้าศาลว่า นี่ ไอ้นี่ต้องจำคุกตลอดชีวิตเลย ... เพราะอะไร  เพราะเป็นขโมย...ที่มาขโมยความเป็นจริง ...โดยเอาความไม่จริงมาปิดบัง 

แล้วก็มายึดครอง ถือกลับไปเป็นสมบัติของตัวเอง แบบถือดีอวดดี ....ใครบอกก็ไม่ฟัง ไม่ทิ้งด้วย ...คือกูแบกมาข้ามภพข้ามชาติเลย บอกให้นะ เป็นอเนกชาติแล้ว  ศาลจะมาบอกง่ายๆ ให้ทิ้งง่ายๆ...เป็นไปไม่ได้  

ก็ถึงบอกว่ามันโทษจำคุกตลอดชีวิตไง ...มันไม่ใช่ยอมง่ายๆ หรอก สันดานน่ะ สันดาน อนุสัย ความเคยชินไง 

เพราะนั้นถ้าไม่ภาวนาแบบอย่างยิ่งยวดน่ะ เข้าใจมั้ย อย่างจริงจังนี่ ... ไอ้นักโทษจำคุกตลอดชีวิต ที่ถูกพิพากษาจำคุกตลอดภพตลอดชาติตลอดอนันตกาลนี่ มันจะยอมง่ายๆ มั้ย ...ทั้งๆ ที่ศีลสมาธิที่เราบอกนี่ง่ายจะตาย วิธีการน่ะนะ  

แต่มันจะยอมง่ายๆ ต่อผู้ที่มีความพากเพียร สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ... มันจึงจะพอฟัดพอเหวี่ยงกันกับความคิดความเห็น สันดานของจิตผู้ไม่รู้ แต่อวดดีอหังการ ...มันไม่ยอม ..เผลอปุ๊บเราปั๊บ เผลอปั๊บเรามาปุ๊บ  

แล้วเรามาปุ๊บนี่ไม่ยอมออกด้วยนะ คาอยู่อย่างนั้นน่ะ...เป็นเราทำพูดคิด เป็นเราเห็น เป็นเราได้ยิน เป็นลูกของเรา เป็นบ้านของเรา เป็นรถของเรา เป็นงานของเรา เป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นแม่ เป็นพ่อ เป็นคนที่เราเกลียด เป็นคนที่เรารัก...หมดเลยน่ะ คาอยู่อย่างนั้นน่ะ 

ก็รับโทษไปแล้วกัน จำคุกตลอดชีวิตอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่ยอมออกจากคุก ...พอมาอยู่ต่อหน้าเรานี่ เหมือนให้ขึ้นศาล มันกลัวคุก มันก็เลยออกมาอยู่นอกคุกแป๊บนึง แบบเขาให้ประกันตัว และก็มาพิพากษาคดีกัน  

แต่เสร็จปั๊บ ได้แป๊บนึงนี่ ...เดี๋ยวขอไปรับโทษต่ออีกแล้ว ยังไม่ยอมออกง่ายๆ จากคุก  ไม่รู้มันชอบอะไรนักหนา  มันชอบ ...เพราะอะไร ...มีเพื่อนเยอะ 

เพื่อนเยอะ ...เฉพาะที่จับต้องได้นับตัวคนก็ประมาณหกพันล้านคน นอกนั้นจับต้องไม่ได้ก็พวกที่ไม่มีรูปขันธ์  มันเลยเพื่อนเยอะไง ...แล้วก็เป็นเหมือนกัน เผ่าพันธุ์เดียวกัน  มันก็เลยกลัวจะแตกเหล่าแตกพันธุ์เขา

เดี๋ยวจะอยู่ไม่ได้ เดี๋ยวจะอยู่กับเขายาก เดี๋ยวเขาจะไม่ยอมรับเราเป็นพวก เดี๋ยวเขาจะว่า เดี๋ยวเขาจะด่า เดี๋ยวเขาจะตำหนิ เดี๋ยวเขาจะหาว่าไอ้นี่มันเพี้ยนไปรึเปล่า ไอ้นี่มันกินยาผิดรึเปล่า ไอ้นี่มันวิปลาสรึเปล่า

เห็นมั้ย จะออกจากเครื่องจองจำของเรานี่  มันยังมีสีลัพพตปรามาสเป็นห่วงอีกนะ เป็นบ่วงไว้... “เอ๊ะ ถ้าเราทำอย่างนี้มาก เดี๋ยวคนอื่นจะมองเรายังไง ต้องมีอารมณ์สักหน่อย ต้องทำเป็นมีอารมณ์โกรธหน่อย ต้องทำเป็นมี ไปอยู่แบบไร้ตัวตนของเรา เดี๋ยวเกรงใจเขา” 

เกรงใจโลกน่ะ กลัวโลกเขาจะต่อว่า กลัวนะ กลัว ...แต่ไม่เกรงใจพระพุทธเจ้า ไม่เกรงใจพระธรรม ไม่เกรงใจพระอริยสงฆ์   แต่เกรงใจกิเลสของคนในโลก เอ๊อะ ประหลาด จิตนี่ประหลาดมาก เกรงซะจนไม่กล้าที่จะดำรงองค์ศีล ไม่กล้าที่จะเดินด้วยสติสมาธิและปัญญา  

เกรงใจกิเลสคนในโลก...แต่ไม่เกรงใจพุทธะเลย ทิ้งแบบไม่มีเยื่อใย ... ทิ้งศีลแบบไร้สาระ ทิ้งปัจจุบันกายแบบ...เอาไว้ทีหลัง ไว้ให้หมดเรื่องก่อนค่อยกลับมารู้ตัว ... แน่ะ ยังมีเลือกอีกนะ 

แล้วส่วนมากมันไม่เลือกตัวนี้เป็นช้อยส์แรกนะ ... เลือกข้างหน้าที่ได้เห็น ที่ได้ยิน  หรือเลือกในความคิด ในอดีต-อนาคต ว่านี่เป็นเรื่องหลัก ...ส่วนศีลสมาธิปัญญานี่ไว้ทีหลัง

เห็นมั้ยว่ามันให้คุณค่าของศีล กับให้คุณค่าของกิเลสในโลก ความปรุงแต่งนี่  อันไหนมาก-น้อยกว่ากัน ...นั่นแหละคือภูมิปัญญา

แต่ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติที่...ค่อนข้างดี เริ่มจะดี หรือดีแล้วนี่ ...อารมณ์ในโลก ความคิดความปรุง เรื่องราวคนรอบข้างนี่...มีค่าเทียบศูนย์ ... แต่ศีล สมาธิ ปัญญานี่มีค่าเกินล้าน  

หมายความว่ามันทิ้งเรื่องราวในโลก อารมณ์ตรงนี้โดยไม่อาลัยเลย ... แต่ศีลสมาธิปัญญา ตรงนี้ไม่ให้ขาดเลย เหมือนกับเป็นหัวแก้วหัวแหวน ...มันผิดกัน

เพราะอะไร เพราะท่านเข้าถึงคุณค่า ท่านเห็นคุณค่าว่ามีค่ามีราคาไม่มีประมาณ  แล้วกลับเห็นว่าไอ้พวกนี้ที่เคยว่ามีค่ามีราคาแต่ก่อนนี่ ไร้สาระสิ้นดี ...มันเปลี่ยน  เพราะภูมิปัญญาเปลี่ยน ความคิดและความเห็นจึงเปลี่ยน

จึงเข้าหาหรือสรณะที่เป็นที่อยู่ ที่พึ่ง ที่อาศัย คือศีลสมาธิปัญญา ไตรสิกขา เป็นสรณะ ... พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ไตรสรณคมน์ เป็นสรณะ ... แทนโลกและกิเลส แทนความคิดของตัวเอง แทนอารมณ์แทนความเห็นของตัวเอง พวกนี้ด้อยค่าหมดเลย

ศีลสมาธิปัญญา ตรงนี้มีค่ายิ่งกว่า เรียกว่าอัปปมาโน ไม่มีประมาณ ... พุทธะ ธัมมะ สังฆะ เป็นอัปปมาโน  ศีลสมาธิปัญญาเป็นของประเสริฐ ไม่มีอะไรประเสริฐกว่านี้แล้ว ...จิตรู้เลย จิตเห็นเลย 

แล้วมันจะทิ้งอาการของกิเลส รวมทั้งอาการของคนที่มีกิเลสแล้วแสดงออกมาทางการกระทำคำพูด ...มันจะทิ้งแบบไร้ค่าไร้สาระเลย ไม่เอามาเป็นอารมณ์ของเราเลย

แต่ตอนนี้อย่าพูดถึงว่าทิ้งเลย...มันเก็บซะจนไม่มีเซฟให้เก็บน่ะ ... คือทำเสร็จแล้วนี่ยังมาจำต่ออีกสี่ปีห้าเดือนยังได้เลย หรือจำประเภทข้ามไปอีกสิบภพกูยังไม่ลืมเลย

แบบเจอหน้ากันนี่ "ทำไมกูเกลียดมันฉิบหายเลยวะ" ทั้งที่ไม่รู้จักนะ เคยมั้ยเล่า  หรือ "เอ๊ะ ทำไมเจอปุ๊บนี่นึกรักมันมากๆ เลย ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักโคตรมันเลย ชื่อยังไม่รู้จักเลย" ... เห็นมั้ยว่ามันเก็บอยู่ในคลังกรุมหาสมบัติของมันน่ะ

แต่พวกเรายังหาเซฟไม่เจอเลย ว่างั้นเถอะ ...แล้วจะทำลายเซฟตัวนี้ ทำลายตรงไหน  ก็หายังไม่เจอเลย  ...แต่มันมีทุกครั้งน่ะที่เกิดอาการ ที่เห็น ที่ได้ยิน ...ของเก่าทั้งนั้นแหละ ที่มันให้ค่าทิ้งไว้

แต่เมื่อใดที่จิตมันเห็นคุณค่าของศีลสมาธิปัญญา มันจะไม่เก็บ ... เก็บอะไร  เก็บรูปที่เห็น เก็บเสียงที่ได้ยิน เก็บกลิ่นที่ได้รับ เก็บรสที่สัมผัส เก็บอาการที่กระทบกาย สภาวะ เก็บความคิดเก็บความเห็นของตัวเอง 

นี่ จะไม่เก็บอะไรเลย...เกิดตรงนั้น...ดับตรงนั้น เกิดตรงนั้น...ดับตรงนั้น...จบ  ชำระๆ ชำระทุกปัจจุบันผัสสะ ...นี้คือลักษณะของจิตที่ฝึกในระดับนึงแล้ว จากรากฐานที่ดี คือศีลสติสมาธิปัญญา มันจะเข้าไปสู่ระดับนี้...ภูมิปัญญา  

แล้วพอชำระทุกปัจจุบัน ...ตรงนี้กรุมหาสมบัติจะแตก  ที่เราบอกว่าไม่รู้อยู่ไหน ที่เราไม่รู้ว่ามันมีมั้ย บัญชีหางว่าวจะขึ้นมาเป็นระลอกๆ ...ตรงเนี้ยที่เรียกว่าขัดเกลาอยู่ภายใน เหมือนกับมันล้างตะกอน 

มันจะขึ้นมาให้ล้าง ...ไม่ต้องไปทำให้มันล้าง ไม่ต้องมีเราเข้าไปล้างนะ มันจะขึ้นมาให้ล้างเอง ... เพราะอะไร  เพราะชำระปัจจุบันอยู่ ...พอชำระปัจจุบันมันก็ไม่มีเรื่องที่จะไปในอนาคต เข้าใจมั้ย

ทีนี้อดีตมาแล้ว ไม่รู้ชาติไหนปางไหน ไม่รู้ ไม่ต้องไปสน  มันจะขึ้นมาหมดน่ะ ... อยู่ดีๆ จิตก็กลายเป็นผีบ้าขึ้นมาซะอย่างงั้น  อยู่ดีๆ ไม่ได้ทำอะไร “เอ๊ะ ทำไมวันนี้มันเครียด เครียดโดยไร้สาเหตุวะ” ... นั่นแหละบัญชีหางว่าวมาแล้ว  

ไม่ต้องหาเหตุผล ไม่ต้องไปหาที่มาที่ไป ไม่ต้องไปหาว่าใครเป็นคนทำ ...เอาเป็นว่ามันมี ก็รู้อยู่ เฉยๆ ด้วยความอดทนอย่างเดียว  ดูสิว่าใครจะหน้าด้านกว่ากันสุดท้าย ไม่มีอะไรเกินกว่าความดับไปเป็นธรรมดา นั่นน่ะ หมดเป็นเฮือกๆ ไป คล้ายๆ อย่างนั้น

แล้วยังไง หมดก็หมดไปเลยนะ ...เพราะข้างหน้าข้างนอกนี่ ที่เป็นปัจจุบันสัมผัสนี่ มันไม่เก็บเข้ามาไง มันชำระอยู่ทุกรูปทุกเสียงทุกกลิ่นทุกรสอยู่นี่ มันสำรวมอยู่นี่ มันก็ไม่เก็บ  เพราะนั้นไอ้ที่ของเก่า พอมันหมดไป เฮ้อ มันหมดไปแล้ว จางไปแล้ว หายไปแล้ว

เดี๋ยวมาใหม่ ...ทั้งๆ ที่ว่านั่งเฉยๆ นี่ ไม่ได้ไปข้องแวะพูดคุยกับใคร ไม่ได้ไปสังคมกับใคร  ทำไมมันขุ่น รู้สึกว่ากวาดหูกวาดตาไปทางไหน รู้สึกว่ามันหาเรื่อง...จะเป็นเรื่องกับทุกคนเลย นี่มาแล้ว...ข้างใน

อย่าดิ้น อย่าหาวิธีแก้ อย่าตำหนิติโทษ ว่า "เอ๊ะ เราไปทำผิดศีลรึเปล่า เราไปทำตรงนั้นผิดรึเปล่า" ... อย่าเอาเรามาแก้ อย่าเอาเรามาหาด้วยปัญญาแบบปัญญาหัวไอ้เรือง ไม่มีทางแก้ได้หรอก ปัญญาเรา โง่ๆ 

หยุด ... รู้ ดู เห็น โดยมีรากฐานคือกายไว้ เข้าใจมั้ย เมื่อยังทิ้งกายไม่ได้ ...เดี๋ยวถ้าทิ้งกายเมื่อไหร่นะ ถ้าไม่รู้อยู่กับกายเมื่อไหร่นะ  มันจะเกิดอาการเข้าไปคลุก คลุกแบบที่เราพูดตอนแรกว่าเอาหัวไปจมโอ่งน้ำน่ะ  

ถ้าคลุกนี่ ถ้าไปคลุกเคล้ากับมันนี่ ด้วยความที่ไม่มีรากฐานของกายหรือศีลไว้นี่ ...มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่าเข้าไปตกผลึก เป็นตัวตนที่เที่ยง

เมื่อมันตกผลึกเป็นตัวตนที่เที่ยงนี่ เป็นอารมณ์ที่เที่ยง เป็นความรู้สึกที่เที่ยง ที่จับต้องได้แล้วนี่ ... ความเป็นตัวเราที่เป็นตัวตนที่เที่ยงขึ้นนี่ จะเกิดขึ้นมากขึ้น  ความเป็นเรื่องของเรานี่จะมากขึ้น ทวีคูณขึ้น 

พร้อมกับความรู้สึกที่เราเป็นทุกข์กับมันก็จะพร้อมเกิดขึ้นด้วย ...แล้วเมื่อมีความที่เราเป็นทุกข์อยู่ในอาการนั้นมากขึ้นเท่าไหร่นี่  มันจะเกิดวิธีการแก้ตามประสาเรา ... ทีนี้ อะไรผิดหูผิดตามาล่ะโดน  

หรือมันก็จะพยายามไปทำยังไงก็ได้ เพื่อจะให้อาการนี้หายไป  เช่น ถ้าได้ด่าคนสักหน่อยจะสบายใจขึ้น หรือถ้าได้ไปเที่ยวหรือได้ไปทำอะไรอย่างนั้นอย่างนี้แล้วอาการพวกนี้จะจางคลายไป...แล้วรู้สึกดี

เห็นมั้ยว่าเมื่อใดที่มันเข้าไปตกผลึก แล้วมีความรู้สึกว่า "เรา" เกิดขึ้นมากๆ  แล้วเราต้องการเข้าไปแก้มัน ปุ๊บ มันจะแก้ด้วยวิธีแบบต่อเนื่อง ...คือไปสร้างกรรมใหม่ เข้าใจมั้ย  

และมันไม่รู้หรอกว่า มันแก้ด้วยการสร้างใหม่ ...เพราะนั้นไอ้ที่อาจจะหาย จริงๆ ไม่หาย มันจาง หรือมันถูกปกปิดด้วยอารมณ์ใหม่ ...ตัวของเก่ายังไม่หายไปไหนหรอก แล้วยังได้ผลประโยชน์ต่อเนื่องมาอีก คือทำใหม่

เออ นี่แก้ด้วยความไม่รู้มันจะแก้อย่างนี้  กลายเป็นดินพอกหางหมูโดยปริยาย  ของเก่าก็ยังไม่หายไปไหน ยังอุตส่าห์ไปหาดอกเบี้ยมาเพิ่มอีก ไปหาสมบัติมาครอบงำต่ออีก  

แล้วก็ไปเข้าใจว่าทำอย่างนี้แล้วจะแก้ได้ ทำอย่างนี้แก้ได้ ...พอทำอีกครั้งมันแก้ไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีใหม่มาแก้อีก ...ไปแล้ว ไปแบบกู่ไม่กลับ เข้าใจมั้ย

แต่ถ้าอดทนแล้วอยู่ในรากฐานของกาย ...ความเข้าไปตกผลึกในอารมณ์ ในเวทนา ในความรู้สึกที่เป็นเราดีเราไม่ดีข้างในนี่  มันจะไม่ผนึกรวมเป็นตัวตนที่เป็นเที่ยง มั่นคง จับต้องได้ จนเราต้องเข้าไปกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับมัน  

มันก็จะเห็นเป็นแค่อาการบางๆ เป็นกลุ่มก้อน เท่านั้น...ถ้ามันอยู่ในฐานกายที่รู้ตัวอยู่ ...และสุดท้ายนี่ เมื่อไม่มีจิต หรือเรา หรือว่าจิตเรานี่เข้าไปซัพพอร์ท กับความรู้สึกเวทนาอาการภายในเหล่านี้  อาการต่างๆ มันอยู่ได้ไม่นานหรอก  

ไอ้ที่มันอยู่นาน ไม่หาย แล้วก็ทวีมากขึ้นนี่ ...เพราะจิตเราเข้าไปซัพพอร์ท เข้าไปอุ้มชูมันด้วยความไม่รู้ตัวเลย แล้วไปคลุกเคล้าอยู่กับมัน  มันก็เลยยิ่งทวีความเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น หนักขึ้น จริงจังขึ้น  

มันจะรู้สึกว่าจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ  จนต้องออกปากพูดหรือบ่น ...อย่างน้อยต้องบ่นให้ใครเขารับรู้ว่าข้าพเจ้าอารมณ์ไม่ดี  ถ้าบ่นแล้วไม่ฟัง เดี๋ยวโดน ต้องมีมาตรการที่รุนแรงกว่านั้น ...นี่ การกระทำทางกายมาแล้วนะ

คือจิตนี่มันชอบหาเรื่องน่ะ แล้วมันทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ... เพื่ออะไร ...เพื่อความสะใจของความเป็นตัวตนของเรา ที่มันจะโชว์ออฟ อหังการ ความเป็นตัวเราต้องอย่างนี้นะ เขาจะได้หันมามองเรา

ว่าเรานี่ไม่ใช่ something else นะ มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่า something else นะ อย่ามาหาว่าเราเป็นแค่ something else นะ 

มันคล้ายๆ กับอหังการ เข้าใจไหมว่า แสดงความอวด ถือดี  เขาเรียกว่าถือดี ถือตัว ...แล้วมันพยายามจะให้ตัวเราตัวนี้เป็นอนุสาวรีย์ที่ตราตรึงไว้ในโลก 

นี่คือสันดานของจิต ...มันไม่ใช่ความผิดความถูกหรอก มันเป็นปกติของกิเลส มันจะเป็นอย่างนั้น ... มีทุกคน  แต่ใครจะปิดหรือไม่ปิด ใครจะเม้มหรือไม่เม้ม  แต่มันมีทุกคน ที่ยังมีความเป็นเรา...สักกายอยู่

มันจะอวดตัวมัน ขี้อวดอยู่ข้างใน ขี้อวดขี้โชว์  มีอะไรไม่ได้...ต้องอวด ... ถ้าไม่ได้พูดแล้วมันนอนไม่หลับนะ  ถ้าไม่ได้พูดว่าข้าพเจ้าได้อย่างนี้ ดีอย่างนี้  แหมมันรู้สึกว่า กินไม่ได้ กินไม่อร่อย  

ถ้ามีคนมาร่วม...มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน แน่ะ รู้สึกว่าเบากายเบาใจ ...คือมันที่แท้จริงคืออวด อวดให้เขารับรู้ว่าข้าพเจ้ามีตัวตนดีอย่างไร เลวอย่างไร ...ถ้าเลวยังไงก็ต้องมาช่วยแก้นะ  

ที่ว่าเราเป็นทุกข์แล้วต้องบอกให้คนอื่นเขารู้ว่าเราเป็นทุกข์นี่ เพื่ออะไร ...เพื่อให้เขาเห็นใจ ได้รับความเห็นอกเห็นใจ และได้รับการพินอบพิเทา ปลอบประโลม ...แล้วมันจะรู้สึกว่า "ตัวเรา" นี่ไม่ใช่แค่ something else 

เห็นมั้ย มันเป็นเรื่องของ "ตัวเรา" ทั้งนั้นนะ ...เพราะนั้นหลวงปู่เลยบอกว่า "ทุกข์ไม่ต้องบ่น...อดทนเอา" ...นี่ท่านเขียนไว้


(ต่อแทร็ก 11/12)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น