พระอาจารย์
11/11 (560517B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17 พฤษภาคม 2556
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กค่อนข้างยาว แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงนะคะ)
พระอาจารย์ – เพราะปัจจุบันกายนี่ คือความจริง
คือสิ่งที่มีอยู่จริง ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่
ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นมาเอง...จากจิต เข้าใจมั้ย ... มันจึงเป็นหลัก ไม่ใช่อุบาย
ไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยจิตปรุงแต่ง
คำนึกว่าพุทโธ คำนึกว่าสัมมาอรหัง มันยังต้องคิด มันจะต้องปรุงเป็นภาษาขึ้นมาจากจิต ... ซึ่งโดยปกติมันไม่มีหรอก
คำว่าพุทโธหรือคำว่าสัมมาอรหัง ...ความจริงมันไม่มีนะ ถ้าไม่รังสรรค์ขึ้นมาหรือว่านึกน้อมขึ้นมา
ก็ไม่มีคำนี้ขึ้นมา
แต่กายมันไม่ใช่อย่างนั้น ...ไม่ต้องคิดก็มี ปกติกายปกติศีลนี่ ถึงไม่คิดก็มี ถึงไม่รู้อยู่...มันก็มี เออ
เอากะมันดิ
เพราะนั้นถึงบอกว่าศีลนี่คือความจริง
ศีลนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาล่วงเกินได้ เป็นความจริงที่ไม่มีอะไรมาล่วงเกินความจริงนี้ได้ ... ไม่มีอะไรจริงยิ่งกว่าศีล
ไม่มีอะไรประเสริฐยิ่งกว่าศีล ไม่มีอะไรชัดเจนยิ่งกว่าศีล
ท่านถึงบอกว่าศีลนี่เป็นรากฐานของธรรมทั้งหลายทั้งปวง ... นอกนั้นน่ะ มันเป็นธรรมที่อ่อนด้อยกว่าศีลทั้งสิ้นเลย คือปลอม
ยังเป็นธรรมปลอมปนอยู่ ... แต่ว่าธรรมที่เป็นของจริงแท้นี่ไม่มีอะไรจริงเกินศีล
เพราะนั้นพระพุทธเจ้าถึงวางหลักศีลไว้ไงว่า ศีลนี้แลจึงจะเป็นเหตุให้เกิดสัมมาสมาธิ...สัมมาสมาธินะ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ ...ขนาดสมาธิพระพุทธเจ้ายังแบ่งออกว่า
อย่างนี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ อย่างนี้เรียกว่ามิจฉาสมาธิ อย่างนี้เรียกว่าโมหะสมาธิ
นี่ ท่านยังแบ่งอีกนะ
เพราะนั้นจึงบอกว่า รู้...แล้วอยู่กับกายเลย
อยู่กับศีลเลย ...ไม่ต้องคิดมาก
ไม่ต้องว่าจะใช้กุศโลบายไหนดี มันถึงจะอยู่ได้นาน ...ไม่มีอะไรอยู่ได้นานหรอก ของหลอกน่ะ
แต่ของจริงน่ะ อยู่กันจน...บอกแล้วไง
มันจะอยู่กันจนวันตายน่ะ โดยที่ไม่หายไปไหนเลย ใช่ไหม...กายนี่
เออ แล้วจะไปอยู่กับอะไรที่มันวูบๆ วาบๆ ว้อบๆ
แว้บๆ เดี๋ยวก็มีเดี๋ยวก็ไม่มีทำไมเล่า ...ดีไม่ดีก็ต้องคร่ำเคร่งสร้างมันอีกด้วย
ถ้าไม่คร่ำเคร่งสร้าง มันก็หาย...ไม่อยู่แล้ว
เพราะนั้นถ้าเอากายเป็นหลักนี่
มันจะไม่ผิดหลัก มันจะไม่ออกนอกหลัก มันจะไม่ออกนอกมรรค แล้วมันจะไม่คลาดเคลื่อนจากองค์มรรค แล้วผลที่ได้จากการที่ไม่ออกจากมรรคนี่ มันจะตรงต่อนิพพาน ...คือความหลุดและพ้น
แต่ถ้าไม่เอากายเป็นหลัก ไม่เอาศีลเป็นหลักไว้
ผลที่ได้นี่จะคลาดเคลื่อน ...จะสัมมาอรหัง จะกำหนดเป็นดวงแก้ว
เดี๋ยวก็จะไปเจอพระพุทธรูปแก้วเป็นผล แล้วก็กลายเป็นพระพุทธรูปใส หรืออะไรก็ไม่รู้ ...ไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งมันเป็นผลนอกองค์มรรคทั้งหมด
และผลที่มันได้...ที่คลาดเคลื่อนหรือว่าออกนอกองค์มรรคนี่ ... จิตผู้ไม่รู้นี่ มันชอบอยู่แล้ว ชอบอะไร ...ชอบติด ชอบดี ชอบประเสริฐ ชอบเลิศ
ชอบเหนือกว่าคนทั้งหลายทั้งปวง ชอบอะไรที่มันเกินปกติธรรมดา
มันชอบอย่างนี้ ... แล้วพอได้ขึ้นมาล่ะเหมือนขนมหวานเลย
เคี้ยว กลืน อมอย่างเอร็ดอร่อย ...แล้วไม่คายด้วยนะ
แต่ถ้าลงในมรรค อยู่กับมรรค เอากายเป็นหลัก เอาศีลเป็นหลัก เอาศีลเป็นมาตรฐาน เอาศีลเป็นมาตรการ
เอาศีลเป็นบทบัญญัติ เอาศีลเป็นวินัย ... เข้าใจคำว่าวินัยมั้ย ...คราวนี้มันจะเข้าถึงคำว่าศีลเป็นวินัย
วินัยยังไง ...วินัยของจิต
ไม่ให้จิตมันแตกวินัย ออกนอกกรอบศีล...ซึ่งเป็นขอบเขต หรือวินัยที่ไม่ให้ละเมิด
จิตจะต้องถูกควบคุมให้อยู่ในวินัย คือในกรอบของปัจจุบันกาย...ขอบเขตของหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบนี่ เรียกว่า ตัจจะ ปริยันโต นี่
ถือเป็นขอบเขตหรือว่าอาณาเขตที่ล้อมกรอบจิตไว้ ให้อยู่ในกรอบนี้ ให้อยู่ในวินัยนี้
ตรงนี้ที่เรียกว่าศีลวินโย
ศีลเป็นวินัย จะเข้าใกล้ความหมายศีลวินโยแล้ว ... เหล่านี้ที่เราพูดทั้งหมดนี่เป็นเรื่องของพระอริยะทั้งหมดเลยนะ
ไม่ใช่วินัย 227 ข้อที่เป็นวินัยบัญญัติเลยนะ ...แต่ว่าศีลตัวนี้เป็นศีลวินโย เป็นวินัยของจิตเลย
เพราะนั้นจิตที่มันไม่แตก
ไม่ออกนอกกรอบกาย ไม่ออกนอกวินัยของศีลคือก้อนปกติปัจจุบันนี้ ...จิตที่มันไร้ทิศทาง
จิตที่มันล่องลอยแบบไร้ขอบเขต ไม่มีลิมิทประมาณ ไม่มีสิ้นสุด ...มันจะถูกล้อมให้อยู่ในกรอบ
หมายความว่าไอ้ที่มันไม่เคยมีทิศทาง
มันจะมีทิศทาง ...มันจะต้องอยู่ มีที่ตั้งอยู่ของมัน...อยู่ในกรอบนี้
เพราะนั้นจิตที่มันเคยล่องลอยไปมา นี่
ด้วยอำนาจของอวิชชาความไม่รู้ มันพาหมุนพาวนออกไป ขึ้น-ลงตามกระแสโลก
หรือกระแสอารมณ์ กระแสผัสสะ ...มันจะไม่ขึ้น-ไม่ลงไปตามอาการ เพราะมันจะตั้งมั่นอยู่ภายใน
ตรงนี้เรียกว่ามันสร้างฐานของสมาธิ มันก็ตั้งอยู่ภายใน ไม่ตั้งอยู่ภายนอกนะ ...มันตั้งอยู่ภายใน ในไหน...ในกาย กายไหน...กายศีล
จิตกับศีลนี่อยู่คู่กันเลย
ไอ้จิตที่อยู่คู่กับศีลนั่นแหละเรียกว่าจิตสมาธิ
จิตดี จิตมีคุณภาพ ...ไม่ใช่จิตหยาบ
ไม่ใช่จิตเลว ไม่ใช่จิตต่ำต้อยด้อยค่า ไร้สาระ...อย่างที่เรามี อย่างที่เราเป็น
อย่างที่เราอยู่ และอย่างที่เราใช้กับมัน
เหล่านี้มันเป็นจิตหยาบ
จิตต่ำ ...ไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษ สร้างเรื่อง หาเรื่อง มีเรื่อง เป็นเรื่อง
ก่อเรื่อง และไม่ยอมจบเรื่อง ...นั่นล่ะมันมีคุณภาพตรงไหน มันมีแต่ทุกข์ตลอดเวลาเลย
แต่พอมันถูกอบรม ด้วยกรอบวินัยศีล
คือกรอบกาย จิตมันก็เหมือนกับมันมีมารยาทขึ้น
มันก็อยู่ในที่ ในฐาน ในทาง...ที่ควรอยู่ ...มันอยู่ในที่ที่ควรอยู่
ก็เรียกว่าเป็นจิตดี
ไอ้จิตดี จิตได้รับการอบรมแล้ว
ก็เรียกจิตดีนั้นว่าจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ คือจิตตั้งมั่น ...ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง
ไม่แต่ง ไม่มีอดีต ไม่สร้างอนาคต ไม่มีสุข ไม่เป็นทุกข์ ...อยู่ในรู้
ในจิตที่ตั้งอยู่นั้น นี่เรียกว่าเป็นจิตที่มีคุณภาพ
เพราะนั้นจิตที่มันตั้งมั่นอยู่ภายใน
จึงเรียกว่าดวงจิตผู้รู้อยู่ ... ไอ้ดวงจิตผู้รู้อยู่นี่
คือดวงจิตผู้รู้...ที่อยู่ด้วยสัมมาสมาธิ สติ และศีล
ไม่ใช่อยู่ดีๆ
มันจะรู้อยู่ได้นะ ...มันต้องอบรมด้วยสติและศีล ดวงจิตนี้จึงเป็นดวงจิตผู้รู้อยู่
ตั้งมั่นอยู่ภายใน สัมมาสมาธิเกิด
ชัดเจนอยู่ภายใน
อาศัยสัมมาสมาธิที่อยู่กับสัมมาศีลหรือว่าปัจจุบันศีลนี่ สองตัวนี้เองนี่ จึงจะเป็นเหตุให้เกิดปัญญาญาณ
อย่าไปคิดว่า ...เอ จิตไม่คิดไม่นึก
จิตไม่มีสัญญาอารมณ์ จิตไม่มีอดีต-อนาคต มีแต่รู้มีแต่เห็น
แล้วมันจะเกิดปัญญายังไง ...เออ เห็นมั้ย พวกเรายังไม่เข้าใจปัญญาเลยน่ะ
ก็ไปเข้าใจว่าปัญญามันต้องเกิดจากความใคร่ครวญ ค้นคิด เปรียบเทียบเปรียบเปรย วิจัย
วิเคราะห์ ... นี่ มันเข้าใจว่าถ้าไม่ทำ ไม่เกิดอาการนี้
มันจะมีปัญญาได้อย่างไร
แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกเลยว่า "สัมมาสมาธิจึงเป็นเหตุให้เกิดปัญญา" ... สัมมาสมาธิ ชื่อบอกอยู่แล้วใช่ไหม ... แล้วสัมมาสมาธิคืออะไร จิตตั้งมั่น จิตเป็นกลาง
จิตไม่มีความคิด จิตไม่มีความปรุงแต่ง จิตมีแต่รู้กับเห็น ...มันผิดไหมนี่
เห็นมั้ย แต่ถ้าเราคิดแบบหัวไอ้เรืองก็ว่า “มันจะมีปัญญาได้ยังไงถ้าไม่คิด ...แล้วอยู่ดีๆ แค่สัมมาสมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญาอย่างไร ”
...งั้นพระพุทธเจ้าก็ผิดสิ
เพราะฉะนั้นปัญญาในที่นี้ ที่เกิดจากสติที่อยู่เฉยๆ
นี่ หรือว่ามีแค่รู้และเห็นนี่ แล้วปัญญามันเกิดขึ้นจากรู้และเห็นอย่างไร ...ก็ถามว่า...รู้-เห็น มันตั้งมั่นอยู่กับอะไรเล่า
มันตั้งมั่นอยู่กับศีลใช่มั้ย ...แล้วมันจะไปเห็นอะไรนอกศีล หา
แล้วมันจะไปเห็นอะไรนอกกาย ... มันก็รู้-เห็นอยู่แค่กายน่ะสิ เพราะมันตั้งมั่นอยู่กับกายน่ะ
แล้วมันตั้งมั่นอยู่ได้เพราะมันรู้อยู่กับกายใช่ไหม รู้อยู่กับศีลใช่ไหม
เพราะนั้นสิ่งที่มันจะรู้เห็นมันก็เป็นแค่ก้อนศีลกองศีลนี้เอง ไม่รู้เห็นที่อื่น ...นี่หนึ่งแล้ว
ถ้ารู้เห็นที่อื่นก็เรียกว่าฟุ้งซ่าน เขาเรียกว่ารู้นอก รู้ออก รู้ไหล รู้ไปเรื่อย ...ไอ้นี่ไม่ใช่ความรู้จริง
เรียกว่าฟุ้งซ่านในธรรม ที่ไม่มีประมาณ
แต่ตรงนี้ประมาณได้แล้ว
เพราะมันมีอยู่อันเดียว ก้อนเดียว ที่เดียว ... เป็นหนึ่ง ... หนึ่งกาย ไม่มีหลายกาย
กายเดียว ปัจจุบันเดียว ... มันก็รู้-เห็นอยู่แค่นี้
จิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นสมาธิ
จิตที่ปราศจากความคิดความจำ มันก็เห็นอยู่แค่นี้แบบไม่มีความคิดความเห็น ...แต่สิ่งที่มันเห็นนี่
สิ่งที่จิตผู้รู้นี่มันเห็น มันเห็นกายนี่...เท่าที่มันปรากฏจริงๆ
ซึ่งแต่ก่อนมันเห็นกายนี่ไม่เท่าที่มันปรากฏ ...มันเห็นกายตามความเห็น ตามความเชื่อ ตามความเข้าใจ ตามความจำ ตามภาษา ตามบัญญัติ
ตามอดีตตามอนาคต ...มันจะเห็นกายในลักษณะนั้น
แต่พอมาเป็นสัมมาสมาธิ
จิตที่ตั้งมั่นปราศจากความคิด ความจำ ความเห็น อดีต-อนาคต มีแต่รู้กับเห็น ...มันจะเห็นกายในลักษณะเท่าที่มันปรากฏ ซึ่งมันไม่ค่อยเคยเห็นสักเท่าไหร่
ถึงมันเคยเห็นก็เห็นแค่แว้บๆ เข้าใจรึเปล่า เห็นแว้บๆ เช่นลมพัดวูบๆ นี่
เป็นความรู้สึกวูบๆ นี่ มันเห็นแค่แว้บๆ รู้สึกแค่แว้บๆ ...แต่พอมันตั้งมั่น มันไม่แว้บๆ แล้ว ... มันเห็นเป็นความต่อเนื่อง
ตรงนี้จึงจะเป็นรากฐานของปัญญาญาณ เพราะความตั้งมั่นและต่อเนื่องในการเห็นกาย...ที่ปราศจากความคิด ความจำ ความปรุงแต่งของจิต
ของเรา ของจิตของเราน่ะ
มันก็เป็นกายแท้ๆ
มันก็เห็นกายเพียวๆ มันก็เห็นกาย...เท่าที่เป็นกายจริงๆ ... ไม่เกินนี้ ไม่ต่ำกว่านี้ พอดีเป๊ะ
มันเป็นกายที่พอดี...เป๊ะๆ ...ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่ากลางๆ มันเห็นกายด้วยความเป็นมัชฌิมาปฏิปทา...พอดีเป๊ะเลย
ไอ้ตรงพอดีเป๊ะ...นี่คือที่ตั้งของความเป็นจริง
ซึ่งไม่มีอะไรมาลบล้างได้ ... มันก็เห็นซ้ำๆๆๆ
ถ้าสัมมาสมาธิมันต่อเนื่องนะ
แต่ถ้ามันไม่ต่อเนื่อง มันไม่เห็นซ้ำๆ ...เดี๋ยวก็ว่าเรานั่งอีกแล้ว เมื่อกี้ยังเห็นเป็นแค่อาการ
กำลังเห็นเป็นแค่อาการอยู่ดีๆ ...เอ๊ะ มีความรู้สึกว่าเรานั่งขึ้นมา เป็นเรานั่ง ไม่ใช่เป็นก้อนวูบๆ วาบๆ แล้ว
นี่เห็นมั้ย
แปลว่าอะไร ...แปลว่าจิตผู้ไม่รู้นี่มันยังไม่ยอม ไม่ยอมหยุดแสดงความโง่ เข้าใจมั้ย ...มันก็จะสร้างความรู้สึกว่าเป็นเรานั่งขึ้นมา
ก็ไม่ต้องเดือดร้อนหรอก ไม่ว่ากัน ...ก็ศีลมีอยู่แล้ว กายมีอยู่แล้ว
มันไม่หนีไปไหนหรอก ... ก็หยั่งลงไปในความรู้สึกนั้นน่ะ
ในความรู้สึกที่กำลังนั่ง ...ย้ำลงไป
เหมือนกับว่า ในขณะนี้ มันอยู่ในศาลสถิตยุติธรรม
โดยมีผู้พิพากษาคือศีลสมาธิปัญญา ...แล้วอยู่ดีมันมีโจรร้าย โจรมาจากไหนไม่รู้
มาบอกว่า “กายนี่ ไอ้อาการนั่งนี่ เป็นของเรา” มาอ้างสิทธิ์ครอบครอง
เหมือนขโมย เข้าใจคำว่าขโมยมั้ย ...มันมาลัก
มันมาถือครอบครองโดยสิทธิอันชอบของมันเอง เข้าใจมั้ย มันคิดว่ามันมีสิทธิ์
เพราะบอกว่า "นี่เรา ไอ้อาการนั่งนี่เป็นของเรา"
แต่เผอิญว่าตรงนี้มันอยู่ในศาล ...เพราะมีการระลึกแล้วรู้แล้วก็หยั่งลงไปในความรู้สึกเป็นกายปัจจุบัน ก็เหมือนกับศาลถามว่า... คุณว่า "เรานั่ง" นี่ คุณเอาอะไรมาอ้างสิทธิ์ ขอดูหลักฐานหน่อยว่า
มีหลักฐานไหนยืนยันว่า "เรานั่ง"
เหมือนกับคุณมีที่ดินน่ะ ...ถ้าคุณมีโฉนดน่ะ ศาลจะเชื่อ เพราะโฉนดเป็นเครื่องยืนยันหลักฐานว่านี่เป็นที่ครอบครองของคุณ ... แต่อย่างนี้ ขอหลักฐานหน่อย ว่า "เรานั่ง" นี่
มีอะไรเป็นหลักฐานยืนยัน
เพราะอะไร ...เพราะหลักฐานจริงๆ นี่
มันอยู่ต่อหน้าศาลนะ ...คือความรู้สึกที่เป็นอาการนั่งนี่ คือหลักฐานตามความเป็นจริง มันมีอยู่ต่อหน้าต่อตาศาล คือศีลสมาธิปัญญาในปัจจุบันนี่
และในหลักฐานที่อยู่ต่อหน้าศาล...ตรงที่อยู่ของศีลสมาธิปัญญาหรือตรงที่อยู่ปัจจุบันนี่ ...มันก็ไม่ได้มีลักษณะอาการใดอาการหนึ่ง สัญลักษณ์ใดสัญลักษณ์หนึ่ง
หลักเขตใดหลักเขตหนึ่ง หน้าตาของใครคนใดคนหนึ่งที่ติดอยู่กับความรู้สึกในการนั่งนี่
ศาลบอกว่าศาลเห็นอยู่กับตาว่าหลักฐานมันเป็นอย่างนี้ ถ้าคุณว่า "เรานั่ง" ขอดูหลักฐานหน่อยว่าเป็น "เรา" ตรงไหน ...เห็นมั้ย เออ เฮ้ย มันก็ไม่มีหลักฐาน เพราะเดี๋ยวมันก็หายไป เข้าใจมั้ย
มันไม่สามารถเอาอะไรมายืนยันได้หรอก เพราะหลักฐานที่แท้จริงหรือว่าข้อเท็จจริงนี่ มันอยู่ตรงนี้แล้ว โต้งๆ ...ไม่ต้องไปจ้างทนาย จ้างเมสเสนเจอร์
วิ่งไปตามเอาหลักฐานมายืนยัน ศาลก็ไม่เชื่อ
ก็มันมีอยู่แล้วน่ะ กาย...มันไม่หายไปไหน มันก็แสดงอยู่ตลอด แสดงความเป็นก้อนธาตุก้อนธรรมตลอดเวลา เป็นก้อนปกติก้อนธรรมดา
ที่ไม่ใช่ของใครตลอดเวลา ... เพราะนั้นหลักฐานมันมีตลอดคาโรงคาศาล...ทุกปัจจุบันไปเลย
แต่เดี๋ยวก็มาอีกแล้ว จิตมันก็ไปหาข้ออ้างใหม่...ตอนที่ยืน ... เมื่อกี้ยอมแล้ว ตอนที่นั่ง
ที่ว่าไม่มี "เรานั่ง" พอเปลี่ยนอิริยาบถปุ๊บ
ดูไป... "เอ๊ะ เรากำลังเดิน" ...มาอีกแล้ว มาอ้างสิทธิ์เลื่อนๆ ลอยๆ จิตน่ะ
ไม่ต้องกลัว หลักฐานมี...ทุกปัจจุบันศีล
เข้าใจมั้ย ... เพราะนั้นมันจะต้องอยู่ในศาลสถิตยุติธรรมตลอดเวลา
ใช่ไหม มันถึงจะเถียงไม่ได้ ... เพราะว่าจิตนี่มันจะมีข้ออ้างอยู่ตลอดเวลา
อย่างว่า "ไม่ใช่เราก็เป็นหมาล่ะมั้ง ถ้าไม่ใช่เรานั่ง หมานั่งรึไง ก็เราน่ะ
ไม่มีเราแล้วจะมีใครนั่งเล่า เราน่ะแหละ" ... นี่เขาเรียกว่าไปแบบน้ำขุ่นๆ เข้าใจมั้ย มันไปแบบน้ำขุ่นๆ นะ
เพราะนั้น ศาลไม่รับฟัง...ขอดูหลักฐานอย่างเดียว
เอาหลักฐานมายืนยัน ...เพราะหลักฐานนี่ศาลเห็นอยู่ทุกปัจจุบัน
โดยที่ว่ามันเป็นแค่ก้อนความรู้สึก มันเป็นแค่ก้อนหนักๆ
เอ้า ก็ศาลเห็นอย่างนี้ ...ผู้พิพากษาคือจิตผู้รู้ เป็นกลางที่สุดเลย ไม่มีเอี่ยว ไม่รับสินบน ไม่มีเกรงใจใคร
จึงเรียกว่าเป็นผู้สถิตซึ่งความยุติธรรม ...คำว่ายุติธรรม แปลว่า
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี่ต้องยุติตรงนี้เลย
ศาลนี่ยุติหมด ...พอเอาธรรมลงในปัจจุบันแล้ว ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี่ ยุติทันที ... ไม่มีนอกไม่มีใน ไม่มีเคลื่อน ไม่มีผิด
ไม่มีพลาด ... เห็นมั้ยว่าเที่ยงขนาดไหน ตรงขนาดไหน
เพราะนั้นธรรมทั้งหลาย
พอลงที่ปัจจุบันกายปั๊บนี่...ยุติหมด ธรรมนี้ถือว่าเป็นยุติทุกขณะเลย
ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีสมมุติ
ไม่มีภาษา ไม่มีคำกล่าวอ้าง ไม่มีเลื่อนลอยๆ เป็นความเชื่อความเห็นที่จับต้องไม่ได้
ยุติหมด ธรรมลงที่กายล้วนๆ
เหลือแค่กายที่เป็นก้อนธาตุที่เป็นก้อนธรรม ...ไม่ใช่ก้อนเรา ไม่ใช่ก้อนคน ไม่ใช่ก้อนชาย ไม่ใช่ก้อนหญิง
ไม่ใช่ก้อนสวยก้อนงาม ไม่ใช่ก้อนไม่สวยไม่งาม ไม่ใช่ก้อนชื่อนาย ก. นาง ข. ...ไม่ใช่
นี่เป็นก้อนธาตุก้อนธรรม ...ศาลรับฟัง ศาลเห็นอย่างนี้จริงๆ ศาลคือดวงจิตผู้รู้
ไม่มีว่าจะอย่างนั้นมั้ง จะอย่างนี้มั้ย จะอย่างโน้นรึเปล่า ... ไม่เชื่อ ศาลไม่เชื่อ ไม่รับฟัง
เพราะมันเป็นคำกล่าวอ้างเลื่อนๆ ลอยๆ ของจิต ... มันจะมาลบล้างความเป็นจริงของหลักฐาน...ที่ปรากฏดำรงอยู่เป็นปัจจุบันกายปัจจุบันศีลนี้ไม่ได้
(ต่อแทร็ก 11/11 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น