พระอาจารย์
11/12 (560517C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17 พฤษภาคม 2556
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบล็อกค่ะ)
โยม (คนน้อง) – พระอาจารย์คะ
พอดีพี่สาวนี่เขามีปัญหาเรื่องการนอนน่ะค่ะ
พระอาจารย์ – นอนไม่หลับรึ
โยม (คนพี่) – ไม่ได้หมายความนอนไม่หลับนะคะ คือตั้งแต่เด็กๆ น่ะค่ะ เคยนอนดึกมาตลอด ก็เหมือนกับเป็นธรรมชาติของจิตเราที่มันไม่หลับน่ะค่ะ คือถ้ามันยังไม่ตีสองมันก็จะไม่หลับน่ะค่ะ แล้วตอนนี้เราไม่มีงานแล้ว ไม่มีธุระการงานอะไรเลย
เราไปนอนกี่โมง มันก็ไม่หลับ ถ้าตีสองมันถึงจะหลับอย่างนี้ค่ะ
พระอาจารย์ – แล้วไปมีปัญหาอะไรกับมัน
โยม – ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ แค่ว่าถ้าจะตื่นไปไหนเช้ามันก็ตื่นไม่ขึ้นน่ะค่ะ
พระอาจารย์ – ช่างหัวมัน
โยม (พี่) – (หัวเราะ) เหมือนวันนี้น่ะค่ะ
น้องไปรับก็ยังลุกไม่ขึ้น
โยม (น้อง) – แกบอกว่าร่างกายรู้สึกไม่แข็งแรง เหมือนนอนไม่พอตลอด
โยม (พี่) –
ถ้านอนตามอัธยาศัยของเรา แล้วอยู่เป็นปกติ ก็ไม่มีอะไรค่ะ แต่ถ้าต้องตื่นเช้าจะไปไหนนี่ มันจะรบกวนทันที
ก็เลยเลี่ยงว่าไม่ไปไหนกับใครในช่วงเช้า
พระอาจารย์ – ดีแล้ว
โยม – สังคมเราก็จะจบไปเลย ไม่มีอะไร
แม้กระทั่งกับพี่กับน้อง
พระอาจารย์ – ช่างหัวมัน ...ช่างหัวพี่น้องมัน
โยม (พี่) – เห็นมั้ย (หัวเราะ) เคยบอกน้องๆ บอกเพื่อนฝูง ...เขาบอกว่าไม่ได้ ต้องปรับ
โยม (น้อง) – ใช่ค่ะ พอดีหนูก็เลยว่า
ถือโอกาสมาถามพระอาจารย์ดีไหมว่า...แกกังวลว่าอย่างนี้ค่ะ
ว่าถ้าจะนอนไม่พอเดี๋ยวร่างกายจะไม่แข็งแรง
พระอาจารย์ – มันเป็นคำกล่าวอ้างของจิตแบบหาหลักฐานไม่เจอ ...อย่าเชื่อมัน
โยม – ค่ะ
พระอาจารย์ – จิตมันชอบมีเงื่อนไข
แล้วมันก็สร้างเงื่อนไขขึ้นมา ว่าผิดสุขลักษณะนะนี่ มันไม่เหมือนคนทั่วไปนะนี่ แล้วจะต้องทำยังไงให้เหมือนคนทั่วไปในโลก
แล้วเราถามว่ามาตรฐานของคนในโลกคืออะไร ...ก็คือประเพณีนิยม เข้าใจรึยังว่า
มันเป็นลักษณะของจารีต
ดีนะ ไม่ได้อยู่เมืองลาวหรือฝรั่งเศส
รู้จักรึเปล่าคนฝรั่งเศสที่มาสอนคนลาวคนเวียดนาม นอนกลางวัน ปิดร้านนอน เที่ยงปุ๊บ
ปิดร้านนอนเลย ...มันตั้งไว้อย่างนั้น คนลาวจึงติดนิสัยนอนกลางวัน
เห็นมั้ยทั้งหมดนี่มันเป็นจารีต ธรรมเนียม ...แล้วมันก็เลยสร้างนิสัยคุ้นเคยขึ้นมา แล้วถ้าผิดจากนิสัยที่คุ้นเคยมันก็ว่าผิด
ผิดธรรม ผิดปกติร่างกาย ...ทั้งๆ
ที่กายเขาไม่เคยว่าอะไร จิตว่าแทนเสร็จสรรพหมดเลย...จิตเรา
นอนวันละสี่ชั่วโมงก็ไม่ตาย
มันไม่รู้สึกด้วย เรานอน...ตอนเป็นพระอยู่บนวัดนี่ สี่ชั่วโมง
กินข้าวมื้อเดียวแบกปูนวันละยี่สิบลูก หินทรายอีกไม่นับไม่ถ้วนต่อวัน
ขึ้นบันไดถ้ำห้าร้อยขั้นนี่ ไม่เห็นมันตายเลย
แล้วก็ไม่เห็นร่างกายมันวิกลวิการผิดปกติเลย มันก็อยู่ได้น่ะ ...ไม่ใช่ว่าเป็นยอดมนุษย์ ไม่ใช่ว่าเป็นผู้วิเศษ ...แต่ความสามารถหรือความเป็นกายที่แท้จริงนี่
ศักยภาพที่แท้จริงของกายนี่มาก...มากเกินกว่าที่จิตจะเข้าใจด้วยซ้ำ
สิ่งที่หมอสิ่งที่แพทย์เขาเรียนหรือวิเคราะห์
หรือกายวิภาคนี่ ไม่ได้หนึ่งในล้านๆ เปอร์เซ็นต์ของความเป็นจริงของกายเลย ...ไอ้ที่รู้เขียนเป็นตำรากันมายืดยาวแต่ละระบบ
ยังไม่ได้ถึงจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของความเป็นกายที่แท้จริง ยังไม่เข้าไปถึงศักยภาพของกายที่แท้จริงเลย ...เปลือกมาก
เพราะนั้นถ้าเราลองไม่เชื่อจิตเรา
ที่มันสร้างเงื่อนไขอะไรขึ้นมา แล้วก็ไปผูกมัดกับเงื่อนไขนั้นๆ ว่าถูก ว่าผิด ว่าควร
ว่าสุขลักษณะที่ดี สุขภาพที่ดีของกายคืออะไร ...มันก็อยู่ได้
เรากลับมองเห็นว่าการที่นอนน้อย
ตื่นมาก มันกลับดี...ที่ไม่หมดเวลาไปกับความหลง
ความไม่รู้ตัว ...ไม่หลับสิดี เข้าใจมั้ย
ไม่งั้นเขาจะมีเนสัชชิกทำไม ที่พระท่านถือเนสัชชิกกัน แล้วเนสัชชิกนี่ถือเป็นหนึ่งในธุดงควัตรอีกต่างหาก
แต่นี่ไม่ได้ตั้งสัจจะเนสัชชิก
มันอุตส่าห์เนสัชชิกให้น่ะ...ด้วยกายวิบาก กลับไปต่อต้านหรือต่อว่า หรือคนรอบข้างเขาอนุเคราะห์ด้วยความเมตตา ก็เกิดความกังวล ทั้งตัวเองและคนอื่น
ก็ทำใจเป็นกลางๆ
แล้วก็อยู่กับความตื่นตัวไว้ แล้วใช้เวลาที่มันไม่หลับนี่
ให้มีค่าที่สุด ...ไม่ใช่ไปเล่นเน็ด
ไม่ใช่ไปอ่านหนังสือ ไม่ใช่ไปดูละคร ฟังเพลง ...ไอ้อย่างนั้นก็ตื่นแบบโง่ๆ ไม่รู้จะตื่นทำไม กินยาสลบซะดีกว่ามั้ง
(หัวเราะ)
เพราะนั้นน่ะ เมื่อมันไม่หลับ ก็ดีแล้ว ... แต่ว่าจะใช้คุณค่าจากการไม่หลับไม่นอนอย่างไร
ให้อยู่กับการรู้ตัว ให้อยู่กับการวิเคราะห์ด้วยการหยั่งรู้ดูเห็นกาย
หรือทำกายวิภาคซะ
ไม่ใช่กายวิภาคด้วยความคิดนะ ... กายวิภาคด้วยจิตรู้จิตเห็น ดูอาการ เห็นความปกติกายโดยทั่ว วนเวียนอยู่ในกาย ...ใช้เวลาตรงนี้ที่มันไม่หลับให้มันมาเดินเป็นกายคตาสติ
มันจะเกิดความถี่ถ้วนในกาย
มันจะเกิดความละเอียดลออในกาย มันจะเกิดการรู้การเห็นกาย ในแง่ ในมุม ในส่วน
ในลักษณะอาการที่ไม่เคยรู้เคยเห็นมาก่อน ...ซึ่งมันมีอยู่แล้ว แต่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ถ้าไม่ตั้งหน้าตั้งตารู้ ดู เห็นกับมันจริงๆ
เพราะนั้นเมื่อตั้งหน้าตั้งตารู้ดูเห็นกับมันจริงๆ มันจะเห็นอะไรในความเป็นกายนี่...ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และอะไรที่มันไม่เคยเห็นมาก่อนในความเป็นกายปกติ...แล้วมันมาเห็น นี่ ตรงนี้มันจะเข้าไปลบล้าง
ท่านเรียกว่าสัมมาทิฏฐิมันก็จะไปลบมิจฉาทิฏฐิ ...ด้วยการเห็นที่ตรง การเห็นที่ชอบ ... ไม่ใช่เห็นที่อื่นหรอก เห็นที่กายนี้...ที่มันปรากฏจริงๆ ...ก็เรียกว่าเห็นตรงเห็นชอบแล้ว
เมื่อมีความเห็นตรงเห็นชอบ...นี่ก็คือความสว่าง มันก็จะลบมิจฉาที่เป็นความมืด ความครอบคลุม ลังเล ปิดบัง สงสัยในกาย ...มันก็จะไปลบล้างความมืดด้วยความคิดความเห็นนั้นออกไป
มันจะไปลบล้างความเชื่อว่าเป็นเราของเรา...ในแต่ละอาการ ในแต่ละการปรากฏขึ้นของกายนั้นๆ ในลักษณะต่างๆ ...เพราะกายในบางลักษณะที่ปรากฏขึ้นนี่
มันเป็นกายที่จิตยังยึดมั่นถือมั่นมาก ...มันไม่ยอม
มันไม่ยอมออก...ไม่ยอมถอนออกจากความเป็นเราง่ายๆ หรอก ... เช่นกายที่ปวด ถ้าได้ปวดเมื่อไหร่ต้องเป็นเราปวด ยังไงก็ต้องเป็น “เราปวด” แน่ๆ ...ไม่มีทางเลยที่จะออกจากความเป็นเราปวดได้เลย
เห็นมั้ย
แต่ถ้าเป็นกายนั่ง แล้วเป็นก้อนเฉยๆ
นะ มันยังรู้สึกเป็นก้อน ไม่ใช่เราได้นะ ยังเห็นความไม่ใช่เราในความเป็นก้อนได้ชัดนะ ...แต่อย่าให้ได้ปวด อย่าให้ได้คันนะ ...แค่ยุงกัดตัวเดียวนี่ เนื้อเต้นเลย ใจนี่สั่นเลย ถ้าไม่เกานะ
ถ้าไม่ทำลายทุกข์ตรงเวทนานั้น
เพราะว่าจิตที่มันหมายกายเวทนาเป็นเรานี่
ลึกล้ำมาก ... กว่าจะออกจากกายเวทนาที่เป็นเราตัวเรานี่
พระอนาคามีนะ ถึงจะออกจากกายโดยสิ้นเชิง
เพราะนั้นน่ะ
ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ซะเลย ... ตื่นไม่ทัน ไม่ไปตามนัดแล้วถูกด่า ดี ถือว่าคำด่านั้นเป็นเครื่องขัดเกลาจิต ทำให้เห็นว่าจิตข้างในนี้
มันยังเก็บความเป็นเราในเสียงมั้ย มันยังให้ค่าในเสียงเขาไหม
ยังว่าเสียงนี่เป็นเขา แล้วมาโดนตัวจิตของเราไหม ...แล้วก็จะเห็นเลยว่า “อ้อ ยังมีโกรธ ...อ้อ ยังมีความรู้สึก”
มีแล้วทำไง ...ไม่ว่าไง จะได้ตั้งหน้าตั้งตาชำระออกซะ
จะได้ไม่ประมาทเลินเล่อเผลอเพลินว่า “เฮ้ย หมดแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว เราคงสบายแล้ว
นิพพานแล้ว ง่ายแน่ๆ” ... นี่มันจะได้กลับเป็นเครื่องขัดเกลา
ดีหมด โดนด่าก็ดี ไม่โดนด่าก็ดี
จะได้รู้ตัว ... เห็นมั้ย
ใช้ทุกอย่างให้มีค่าที่สุดในตอนที่มีลมหายใจเข้าออกอยู่ ให้เป็นในแง่อรรถธรรม
ศีลสมาธิปัญญา
ทุกอย่างต้องมารวมลงที่ถังใบใหญ่
คือศีลสมาธิปัญญา ต้องมาน้อมลงที่ศีลสมาธิปัญญา ศีลสมาธิปัญญา ให้ลงมาที่แง่เดียว ...แล้วทุกอย่างจะได้ผลประโยชน์คือ เข้าใจ เข้าถึง หลุดพ้น ปล่อยวาง
ถ้าไม่รวมลงที่ศีลสมาธิปัญญา
มันจะได้ผลแบบที่... “เดี๋ยวแม่ตบซะหรอก” นี่ ...คือจะเกิดอารมณ์และมีตัวเรา “เดี๋ยวเราจะต้องทำอย่างนั้น
เดี๋ยวเราจะต้องแก้แค้น เดี๋ยวเราจะต้องทำอะไรที่มันดีร้ายถูกผิด” ...ไอ้นี่ไม่มีประโยชน์
แต่ถ้าทุกอย่างที่มันมากระทบแล้วนี่
ทุกอย่างรวมลงที่ศีลสมาธิปัญญา...กลับมาให้เห็นกาย กลับมาให้เห็นจิตปัจจุบัน
กลับมาให้เห็นว่ารู้อยู่ตรงไหน กลับมาให้เห็นในอาการที่ว่าการปรากฏขึ้น
การตั้งอยู่ของมัน มันเป็นการปรากฏขึ้น ตั้งอยู่ ด้วยลักษณะอาการใด
มันเที่ยงมั้ย ตั้งมั่นมั้ย มีจริงมั้ย
หรือไม่จริง... สุดท้ายแล้วความเป็นจริงอยู่ที่ไหน ปึ้บๆๆๆ
เหลือความจริงอยู่สองอย่าง...กาย-ใจ นอกนั้นไม่มีอะไร ...มันเป็นแค่อาการฉาบฉวย
มันจะเห็นขันธ์ที่ฉาบฉวยนะ แล้วก็อะไรที่มันเป็นอะไรฉาบฉวยๆ
นี่ไร้สาระ ...เพราะนั้นจิตนี่จะเป็นตัวฉาบฉวย
แล้วมันจะสร้างอารมณ์แบบฉาบฉวยขึ้นมา
แต่ถ้าไม่ตั้งมั่นในศีลสมาธิปัญญาปุ๊บ
มันจะไม่เห็นความฉาบฉวยของจิต มันจะเห็นความเที่ยงของจิต
แล้วเรื่องราวในจิตยิ่งเที่ยง แล้วจะต้องได้อะไรอย่างใดในจิตนั้นให้ได้ ...นี่ มันไม่ฉาบฉวยแล้ว มันเกิดความซีเรียส จริงจัง
ในสิ่งที่ไม่มีจริง
แต่เมื่อใดที่มันเห็นว่าจิตเป็นเรื่องฉาบฉวย อารมณ์พวกนี้ฉาบฉวย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
เดี๋ยวก็มีอารมณ์ เดี๋ยวก็ไม่มีอารมณ์ เดี๋ยวก็มีเรื่องนั้น เดี๋ยวก็มีเรื่องนี้มา
เดี๋ยวก็เรื่องนั้นแล้วก็ย้ายไปเรื่องนี้ นี่ มันจะเห็นพวกนี้เป็นอาการฉาบฉวยหมดเลย
เพราะอะไร ...เพราะจิตมันตั้งมั่น เป็นกลาง
รู้เห็นอยู่
เพราะนั้นส่วนความฉาบฉวย จิตมัน...เหมือนกับมันทุเลา หรือว่าหมดเรื่อง หรือว่าพักยก พักรบ ระฆังเก๊ง มันหมด
อยู่ดีๆ มันหายไป ...แต่กาย-ใจยังอยู่ ปกติกายยังมี เห็นมั้ย ...มันเริ่มเห็น เริ่มแล้ว
ขนาดแม้กระทั่งในการฉาบฉวยของจิตอยู่นี่ ...กาย-ใจยังมีอยู่ ก็ยังมี
เพราะนั้นไอ้เรื่องฉาบฉวยตรงนั้น
จิตยังเป็นอารมณ์บ้าง เรื่องราวคนนั้นเรื่องราวคนนี้ ที่มันคิด ที่มันกลัว
ที่มันกังวล ที่มันเกรง ที่มันหวาดผวา อะไรก็ตาม ที่มันหายจางไปปุ๊บ ... แต่กาย-ใจก็ยังมี
มันก็เริ่มเห็นแล้วว่าอะไรจริง
อะไรไม่จริงกว่ากัน แล้วมันสมควรจริงจังกับที่ไหนมากกว่ากัน ...มันก็จะเห็นเลยว่าไม่มีอะไรเกินกาย ไม่มีอะไรเกินใจ ไม่มีอะไรเกินจริงกว่านี้แล้ว
มันก็ค่อยๆ
ให้ค่าให้ความสำคัญน้อยลงกับอาการที่มันค่อนข้างจะฉาบฉวยของจิตที่มันสร้างเป็น...ตัวเราตัวเขาๆๆๆ
ลอยๆ ความจริงจังในตัวเราตัวเขาในจิตก็จะเริ่มลดลง…จากเคยให้ค่าร้อยเปอร์เซ็นต์
ก็เหลือสักสิบ-ยี่สิบเปอร์เซ็นต์
เพราะนั้นเมื่อเคยให้ค่าร้อยเปอร์เซ็นต์
แล้วลองให้ค่าความเป็นตัวเราตัวเขาในความคิดความจำเหลือสักสิบ-ยี่สิบเปอร์เซ็นต์นี่
รู้สึก...ให้ดูความรู้สึก ...ทุกข์น้อยแล้ว ความเป็นทุกข์จะน้อยลง
ความไม่เอามาเป็นเรื่องเป็นอารมณ์...น้อย
แต่ถ้าเรื่องที่เรายังผูกสมัครรัดแน่น เช่นลูก หรือแม่ หรือว่าผัว หรือว่าแฟน หรืออะไรที่มันไม่ยอมคลายจากความเป็นตัวเราของเรา ทุกข์นี่จะทวี...ตามความหมายมั่นที่เป็นของเราตัวเรา
แต่ถ้าเป็นคนรอบข้างทั่วไปนี่
ความเป็นเราความเป็นของเราน้อย เพราะนั้นเรื่องเขาจะดีจะร้าย จะถูกจะผิด
มันก็ซอฟท์ๆ บางๆ ความเป็นทุกข์นั้นกับบุคคล
กับเรื่องนั้นๆ ก็จะซอฟท์ๆ บางๆ
แต่พอมาเจอคนรอบข้างที่มันคุ้นเคย
ชินชา แล้วก็ผูกสมัคร เหมือนกับอยู่ด้วยกัน มีความเนื่องกัน
สัมผัสสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ...แล้วมันจะสร้างห่วง จิตน่ะมันจะสร้างห่วง
เหมือนกับเป็นเชือกรั้ง ผูกแน่น แนบแน่น ยึดถือ ยึดมั่นติดกัน มีสายสัมพันธ์ลึกๆ
เชื่อมกันโดยไม่รู้ตัว
ตรงนี้ความเป็นทุกข์จะสูง
เพราะว่าเป็นเรื่องของเราสูง เพราะเป็นคนของเรา เพราะเป็นคนที่เรารู้จัก
เพราะเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง เพราะว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา
กว่าที่มันจะออกจากความเป็นเราของเราในสิ่งต่างๆ
ด้วยความรู้รอบ รู้โดยตลอด รู้โดยความต่อเนื่อง แล้วก็ ...เรียกว่าตัดขาดโดยสิ้นเชิง นี่น่ะ
เพราะนั้นไอ้คำว่าตัดขาดโดยสิ้นเชิง ไม่ได้หมายความว่าไปหย่าเมียหย่าผัว
ลาออกจากงาน ให้ลูกเรียนจบหรืออะไร ...มันขาดอยู่ข้างใน ...การอยู่ข้างนอก เหมือนเดิม
ไม่ได้ผิดปกติ
ไม่ต้องมาโกนหัวบวชชีแล้วก็แยกบ้านแยกเรือนกัน หรือเข้าไปอยู่ป่าขุดรูอยู่คนเดียว ...ก็อยู่ก็ว่ากันไปตามอัธยาศัยอันปกติวิสัยของสมมุติบัญญัติ...ที่เขาเคยบอกว่าลูกของเรา นี่คือแฟนของเรา นี่คือแม่ของเรา ...ก็ดูแล ก็ใกล้ชิดกัน
แต่ข้างในมันขาด ...ถึงไม่ขาดก็ตั้งหน้าตั้งตาละและเท่าทัน ...ไม่ให้มันล้ำ ไม่ให้มันไปผูกซ้ำผูกซ้อน เพื่อให้เกิดความหนาแน่น แนบแน่น มากขึ้น
ถึงบอกว่าปัญญาญาณนี่เหมือนมีด
ที่มันหั่น เถือออก เถือโยงใยของเรา ... ถ้ามีดทื่อก็หั่นไม่ออก แต่ถ้าเราฝนมีดจนคม ถ้าคมเหมือนมีดโกนนี่ แค่ปาดเบาๆ ก็กินเข้าไปลึกนะ
แล้วถ้าปาดซ้ำปากซาก นี่ กระทั่งพังผืดก็ไม่ติดเนื้อ มันก็ไม่มี...ของเกินไม่มี ... นี่ ก็เหลือแต่กายล้วน
กายคนนั้นก็เป็นกายล้วนๆ มันไม่มีอะไรติดกันเลย
ไอ้ที่มันติดนี่ มันติดตรงไหนล่ะ หือ
มันเป็นลูกของเราตรงไหน ดูก่อน มันเป็นแม่ของเราตรงไหน ดูก่อน ...ทั้งๆ
ที่ว่า เนื้อก็คือเนื้อคนละก้อน มหาภูตรูปก็คนละมหาภูตรูป
แต่มันมาติดกันได้ยังไง ...ใครเป็นตัวเชื่อม
อะไรเป็นตัวเชื่อม อะไรเป็นตัวบัดกรีไว้ล่ะ
(ต่อแทร็ก 11/12 ... ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น