วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 11/17



พระอาจารย์
11/17 (560622A)
22 มิถุนายน 2556


พระอาจารย์ –  เป็นยังไงกันบ้าง..ภาวนา ได้เรื่องได้ราวกันบ้างรึเปล่า 

ไม่ใช่ปล่อยให้มัวแต่ภาวนาหาเรื่อง มันภาวนาเรื่องมาก..มากเรื่อง ...ภาวนาแล้วเรื่องมันจะต้องน้อยลง อย่าภาวนาให้มันเรื่องมาก..มากเรื่อง ...ภาวนาละ ภาวนาเลิก ถอดถอน เป็นไปเพื่อความละวาง

จนมันเหลือน้อย เหลือสั้น ...ให้มันหด ให้มันกำชับ ให้มันหดเหลืออยู่แค่ปัจจุบันกาย ปัจจุบันขันธ์ ปัจจุบันรู้ ...อย่าให้อะไรมันยืดยาวออกไปในจิต 

จิตมันสร้างเรื่องสร้างราว ไขว่คว้าไป ค้นไป ...ให้ระงับ  เท่าทัน...แล้วก็ระงับ ความคิดความปรุง ความฟุ้งซ่าน ...กลับมาตั้งมั่น รู้อยู่ เห็นอยู่ ภายในกายใจปัจจุบันน่ะ

มันต้องทำซ้ำๆ ซากๆ อยู่ในสติ อยู่ในรู้ อยู่ในปัจจุบันกาย ปัจจุบันรู้ ...จนมันไม่มีช่องว่างให้จิตมันเล็ดลอดไปไหนมาไหนได้น่ะ ตั้งแต่ความคิด อารมณ์ ความเผลอเพลินเลื่อนลอย ความหลงลืมหายไป 

มันจะไม่มีช่องทางเล็ดลอดออกไป ...สติ..ต้องฝึก ทำ เจริญขึ้นมา ให้ได้มี ให้ได้เป็นในสติในปัจจุบัน...ก็คือการรู้ตัว จนเกิดความรู้ตัวทั่วพร้อม

ปัญหา ความสงสัยลังเล มันก็จะค่อยๆ หมดไป สิ้นไป ในตัวของมัน ...เพราะไม่มีจิตที่จะไปสงสัยที่นั้นที่นี้ ที่มันซัดส่าย ซัดเซพเนจรไป

รวมจิตรวมใจเป็นหนึ่ง...ด้วยสติในปัจจุบันเสมอ กลับมารู้อยู่เห็นอยู่กับกายเป็นหลัก ...ออกนอกกายเมื่อไหร่ ลืมกายเมื่อไหร่ก็หลงเมื่อนั้น

ภาวนาก็มีอยู่บทเดียวบาทเดียวนั่นแหละ มีฐานเดียว เอากายเป็นฐาน ย้ำลงในฐานเดิม ฐานให้มันมั่น ให้มันแน่น มั่นคงแน่นหนาในศีล สมาธิ แล้วปัญญามันก็จะเกิดขึ้นมา...ด้วยการรู้เห็นด้วยตัวของมันเอง 

เพราะปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ภายนอกหรอก ปัญหามันอยู่ที่ภายในนี่แหละ ...จิตมันไม่รู้แจ้ง มันไม่เห็นจริง ในขันธ์ในกาย มันเลยเกิดปัญหาไปไม่จบไม่สิ้น

เพราะนั้นจุดเริ่มต้นของปัญหาคือ...มันไม่เข้าใจขันธ์ตามความเป็นจริง มันไม่เข้าใจกายตามความเป็นจริง  มันเลยไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจสิ่งที่ล้อมรอบกาย สิ่งที่แวดล้อมกับกายกับขันธ์ 

จิตมันจึงสร้างความคิดความเห็นมากมาย ไม่จบ เต็มไปด้วยความสงสัยลังเล ทะยานอยาก ค้นหาไม่จบ

เมื่อใดที่มันกลับมาตั้งมั่นอยู่ภายใน แล้วมันก็ทำความรู้แจ้งเห็นจริงในกายในขันธ์นี่ ปัญหามันก็จะค่อยๆ หมดไป ...มันก็รู้จัก รู้จริง รู้แจ้ง อยู่ภายใน

ว่าขันธ์นี้ กายนี้ มันก็เป็นเท่านี้ มันเป็นแค่นี้ มันไม่ได้เป็นอะไรของใครหรอก ไม่มีใครสามารถครอบครองขันธ์นี้ได้ ...เป็นเพียงที่อยู่ที่อาศัยชั่วคราวของจิตของใจ...ของจิตที่ยังมีกิเลสความไม่รู้ 

ก็เป็นที่อยู่ที่อาศัยชั่วครั้งชั่วคราว ...ไม่สามารถเอาอะไรไปผูกพันมั่นหมายกับมันได้ ไม่ว่าจะห่วง จะหวง จะอาลัยอาวรณ์มันขนาดไหน 

การดำเนินไปของขันธ์ การเป็นไปของขันธ์ของกาย มันก็เป็นไปเพื่อความดับ ความสิ้น ความเสื่อม ความสลาย ความหมดไร้ซึ่งตัวตนในตัวของมันอยู่แล้ว ...นั่นน่ะ มันจึงจะเข้าใจความเป็นจริง

แต่เมื่อมันไม่เข้าใจความเป็นจริงในกายในขันธ์ มีการอาลัยอาวรณ์ ไขว่คว้า ค้นหา หมายมั่น ...มันก็จึงเกิดความค้นหา หมายมั่น ครอบครองไปทั่ว...ไม่มีลิมิท ไม่มีประมาณ...เพื่อให้ได้มา ให้เป็นไป

เพราะนั้นการภาวนา...ถ้ามันยังหยุดจิตไม่ได้ ไม่สามารถเท่าทันอาการของจิต ยังไหลหลงไปตามอำนาจของจิต อำนาจของความคิด อำนาจของความปรุงแต่ง 

มันไม่มีทางจะเจอ หรือเข้าใจความเป็นจริงในกายในขันธ์ได้เลย ...มันมีแต่ส่งออก ค้นหา ในสิ่งที่ไม่ใช่สาระ ไม่มีแก่นสาร เป็นอดีตเป็นอนาคต เป็นที่ต่างๆ ทั้งที่ดับไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่เกิด

การฝึกอบรม...ก็ต้องเริ่มอบรมด้วยการมากำหนดระลึกรู้อยู่กับปัจจุบัน...โดยถือกายเป็นปัจจุบัน ...จนมันเห็นความชัดเจนของกายในปัจจุบันจริงๆ จนให้มันเห็นความสำคัญของปัจจุบันกายจริงๆ 

จนมันเห็นความสำคัญนี้...มากกว่าความคิด อารมณ์ เรื่องราว ที่จิตมันคอยให้ค่าให้ความสำคัญ เวลาคิด เวลานึกถึงอะไร มันก็ไม่ยอมละ มันก็ไม่ยอมเลิก ...บอกให้มันละ บอกให้มันเลิก มันก็ไม่ยอม 

เพราะมันไม่เห็นความสำคัญของปัจจุบันกายปัจจุบันรู้มากกว่า...เรื่องราวในจิต เรื่องราวในอารมณ์ เรื่องราวของคนอื่น การกระทำคำพูดของคนอื่น

มันให้ความสำคัญน้อยกว่า มันให้ความสำคัญของกายปัจจุบัน มันให้ความสำคัญของรู้ปัจจุบันน้อยกว่าเรื่องราวในความคิด เรื่องราวของผู้คนรอบข้าง ...มันก็เข้าไปคลุกเคล้า หมกมุ่น มัวเมาอยู่ในนั้น 

ซึ่งนั่นมันเป็นสาเหตุของการที่เกิดทุกข์อยู่ ...มันก็ไม่รู้จักว่านี่แหละคือสาเหตุของทุกข์ อยู่ตรงที่เข้าไปหมกมุ่นมัวเมาในความคิด ในอารมณ์ในจิต ในอดีตในอนาคตน่ะ

จนกว่ามันจะเห็นความสำคัญของปัจจุบันกายปัจจุบันรู้ ด้วยตัวของมันเอง...ทีละเล็กทีละน้อย  มันจึงจะให้ค่าให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าความคิดความปรุง มันจึงจะละออกได้ แบบง่ายดาย ไม่เข้าไปพัวพัน

เวลาเกิดอารมณ์ เวลาเกิดความคิด เวลามีเรื่องราวภายนอกมากระทบ ...ด้วยความคุ้นเคย เคยชิน มันจะเข้าไปจมแช่กับเรื่องราวที่มากระทบ  ไม่ถอด ไม่ถอน ไม่ถอย ไม่ยอมละไม่ยอมวาง  

มันเข้าใจว่ามันจะได้ผล อยู่ในเรื่องราวนั้นๆ  มันเข้าใจว่ามันจะเกิดความรู้ความจริงในเรื่องราวนั้นๆ ...ซึ่งแท้ที่จริงน่ะมันเป็นความไร้สาระทั้งสิ้น  ยิ่งคิดยิ่งแก้ ยิ่งหายิ่งค้น ก็ยิ่งมืด ยิ่งเศร้าหมอง ขุ่นมัว

(ถามโยม) ฟังธรรมน่ะรู้เรื่องมั้ย


โยม –  ก็คิดว่าพอเข้าใจค่ะ จะเอาไปปฏิบัติต่อค่ะ

พระอาจารย์ –  ต้องเข้าไปที่ใจ ไม่ใช่เข้าไปที่หู ...เข้าไปอยู่ที่รู้ อย่าทิ้งรู้ อย่าห่างจากรู้ อย่าห่างจากกาย อย่าให้มันอยู่กับความลืมความหลง  นั่นแหละ มันเป็นรากเหง้าของการภาวนา

ถ้าภาวนาแล้วไม่มีความรู้ ไม่เกิดความรู้...ซึ่งไม่ใช่ความรู้ที่รู้ไปเรื่อย เป็นเรื่องราว ไม่ใช่ความรู้ที่เป็นภาษาตัวอักษรข้อความเมสเสจอะไรอย่างนั้นนะ  

แต่คือถ้าไม่มีความรู้หรือตัวรู้หรือว่าตัวผู้รู้...อยู่ในกายอยู่ในขันธ์นี่  มันไม่เรียกว่าภาวนาหรอก มันภาวนาหลงไม่ใช่ภาวนารู้

เพราะนั้นการที่รู้นี่มันจะตั้งมั่นอยู่ได้  มันจะรู้ลอยๆ ไม่ได้ ...มันจะมาตั้งรู้อยู่ลอยๆ ไม่ได้  มันจะต้องรู้อยู่กับอะไร...พระพุทธเจ้าถึงวางสติปัฏฐาน ๔ ไว้... เป็นฐาน

แต่ในที่นี้ เวทนา จิต ธรรม นี่มันเป็นฐานที่เป็นนาม ...โดยภูมิปัญญา สติปัญญาขั้นแรกขั้นต้นนี่ มันไม่สามารถจะไปตั้งกับฐานของนามได้...ด้วยความต่อเนื่อง  

เพราะมันจะโง่กว่าจิต มันจะโง่กว่ากิเลส ...เพราะมันยังโง่กว่าจิต ยังโง่กว่า “เรา” ยังโง่กว่ากิเลส

มันจึงต้องเอาฐานของศีล..ฐานของกายนี่เป็นหลัก ให้รู้อยู่กับกาย ...อาศัยกายนี่เป็นบาทฐาน เป็นที่มั่น เป็นที่ตั้งของใจ...โดยมีสติน่ะเป็นตัวกำกับ 

แล้วก็ภาวนาลงในจุดเดียวนี่แหละ ...อย่าไปเยิ่นเย้อ อย่าไปยืดเยื้อ  อย่าไปโลภ อย่าไปอยากในธรรม คนนั้นคนนี้พูดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ สภาวะนั้นสภาวะนี้ 

อย่าไปโลภมาก อย่าไปทำให้จิตมันเผยอ ผยอง ทะยาน ...ก็สำรวมจิตไว้อยู่ภายใน ให้มันอยู่ในอาการระงับ...อยู่กับรู้..อยู่กับเห็น เรียกว่ารวมจิตกับรวมใจนี่ให้มันเป็นหนึ่งอยู่ในปัจจุบันรู้  

แล้วจากนั้นน่ะ...มรรคหรือครรลองของมรรค มันก็จะเดินไปตามครรลองของมัน ...ไม่ใช่ของเรา...ไม่มี "เรา" เป็นผู้พาเดิน ไม่มี "เรา" เป็นผู้พาปฏิบัติ 

แต่ว่าศีลสมาธิปัญญาเป็นผู้พาปฏิบัติไปในครรลองของมรรคหรือวิถีแห่งมรรค หรือว่ามรรคาปฏิปทา ...
ไม่ใช่เป็นปฏิปทาของเรา หรือว่าของเขา หรือว่าของคนนั้นคนนี้ ...อันนั้นมันเป็นปฏิปทาของกิเลส

แต่ถ้าอยู่ในองค์ ศีล สมาธิ ปัญญา...โดยมีสตินี่เป็นตัวกำกับ  มันจะเป็นครรลองของมรรค เรียกว่าเป็นทางอันประเสริฐ ...ไม่ใช่ทางของเรา  

ถ้าเป็นทางของเรา เดี๋ยวก็จะมีทางของมัน เดี๋ยวก็มีทางของคนอื่น ที่ไม่เหมือนกัน ...แต่ถ้าเป็นครรลองของมรรค ทางของมรรคล่ะ...เป็นทางเดียว เหมือนกันหมด 

ไม่ว่าจะมาจากเส้นสายไหน อุบายไหน วิธีการไหน สำนักไหน เผ่าพันธุ์ไหน ชนชาติไหน มีความคิดเห็นอย่างไร ไม่เหมือนกันขนาดไหน ยังไงๆ ...มรรคมันมีอยู่เส้นเดียว

แล้วการเดินไปท่ามกลางองค์มรรค ศีลสมาธิปัญญา..เป็นกรอบ ...มันจะเป็นการเดิน..ที่เดินไปบนเส้นทางที่ปราศจาก “ตัวเรา..ของเรา”

เพราะอะไร ...เพราะว่าเวลาที่มันเกิดความเป็นตัวเราของเราขึ้นมา...ในภาวะที่เป็นกลาง ที่เป็นมรรคปฏิปทานี่ ...มันจะเห็น มันจะเห็นความเป็นเราปรากฏขึ้น 

นี่ มันไม่เอาไว้ทำซากทำพันธุ์หรอก มันก็จะละ มันก็จะชำระออก ...นอกจากประมาท เลินเล่อ ยังปล่อยให้มันลอยนวลอยู่ มันก็เหมือนกับทิ้งเชื้อไว้ให้มันเกาะกุมกัดกินอยู่ภายใน 

คือเมื่อใดที่มันมีเรา แล้วเราประมาทมัวเมาอยู่กับเรา แล้วก็ปล่อยเผลอเพลินอยู่กับเรา มันก็จะไปกัดกิน กัดกร่อนศีลสมาธิปัญญาภายในที่มันรักษาองค์มรรคไว้ให้มันเสื่อมถอยเสื่อมคลาย ให้มันอับจน

ให้มันกลับไปเดินในเส้นทางของเรา คือเส้นทางอย่างที่เคยบอกว่า...มันเป็นเส้นทางวิบัติ หายนะ หมุนวน เป็นทุกข์ เหมือนอยู่ในเขาวงกต ดิ้นไม่ออก สลัดไม่หลุด

ผู้ปฏิบัติต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่ง อาจหาญ ในการละในการวางตัวตนของเรา ...เมื่อเห็นว่ามีเราเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทิ้งได้ทิ้ง วางได้วาง ละได้ละ ออกได้ออก 

ถ้ายังออกไม่ได้...ก็รู้อยู่ ตั้งท่ากันอยู่  ระวังเท่าทัน คอยไม่ให้มันกำเริบเสิบสานไปตามอำนาจของเรา ...เพราะนั้นในเรื่องราวภายนอกนี่ สถานที่ เวลาไหน ช่วงไหน ต้องสำรวมระวังเสมอ 

พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า สถานที่...ที่ เปลี่ยว วิเวก ปราศจากผู้คน เป็นรุกขมูลบ้าง เป็นถ้ำบ้าง เป็นป่าบ้าง ป่าช้าบ้าง บ้านร้างบ้าง ที่นาที่ว่างเปล่าบ้าง 

เหล่านี้ มันเอื้อต่อการที่จะไม่เกิดความเป็นเราของเรากับบุคคลอื่นได้ง่าย ...มันจึงเป็นเหตุที่เอื้อต่อองค์มรรค ศีลสมาธิปัญญาภายใน ที่มันจะดำรงความต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนแนบแน่น แข็งแรง มั่นคง

แต่สถานที่ใดที่มีเรื่องราวมากมาย บุคคลมากมาย กิเลสมากมาย ...พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามันเป็นที่อโคจร ไม่ได้เป็นที่ที่เป็นมงคล...ต่อมรรคต่อผล 

แต่มันเป็นมงคล...ต่อโลก ต่อกิเลส ต่อความสุขความทุกข์ของคนในโลก ...มันตรงข้ามกัน

สำหรับผู้ที่มุ่งหวังจะภาวนาเพื่อให้เกิดทางเดินของมรรค ก็พยายามหลีกลี้ หลีกเร้นการข้องแวะคลุกคลี พูดคุย ...ให้อยู่เงียบๆ กับตัวเองมากๆ 

ใครเขาจะว่าบ้า ใครเขาจะว่าประสาท ใครจะว่าอะไร ...ชั่งหัวมัน  เพราะมันยังโง่...โง่ที่จะจม โง่ที่จะมาวนเวียนเกิดตายอยู่ในโลก...ด้วยความไม่รู้

การปฏิบัติที่จะเป็นไปเพื่อออกจากการเกิดการตาย มันจึงจะต้องไม่ได้ปฏิบัติแบบดำเนินชีวิต..ดำรงชีวิตแบบคนในโลก ...ไม่งั้นมันจะเหนือโลก หลุดจากโลกได้อย่างไร  

อย่าไปฟังเสียงคำครหานินทา เกรงใจคนนั้นคนนี้ หรือคอยต้องพูดต้องคุยเพราะเกรงใจ ...ไปเกรงใจกิเลสคน กิเลสตัวเองทำไม

นี่ ก็เกรงใจศีลสมาธิปัญญาซะบ้าง เกรงใจพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ซะบ้าง ...เพราะเหล่าศีลสมาธิปัญญา เพราะเหล่าพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ท่านอยู่ด้วยความสงบ เป็นกลาง ไม่วอกแวก ไม่หวั่นไหว

ก็ให้กลับมารู้อยู่กับตัวเงียบๆ ยืนเดินนั่งนอน...รู้อยู่เห็นอยู่  ยืนเดินนั่งนอน...รู้อยู่เห็นอยู่  วนเวียนซ้ำซากลงไป...กับอาการใหญ่อาการย่อยในกาย

จะขยับ จะไหว จะเหยียด จะคู้ จะหมุน จะหัน จะเหลียว จะก้ม จะเงย จะลุก จะนั่ง จะกิน จะเคี้ยว จะดื่ม จะกลืน เหล่านี้

คนนึงเกิดมา อายุห้าหกสิบ สี่สิบสามสิบปี กินข้าวมาเป็นแสนมื้อแล้ว ...เคยรู้ตลอดการกินบ้างไหม เคยรู้ตัวทั่วพร้อมในการกินบ้างมั้ย กินมาตั้งเป็นแสนครั้งแสนมื้อแล้ว

ก็ยังไม่เคยตั้งใจที่จะมาทำความรู้ชัดเห็นชัดในการกิน การเคี้ยว การอ้า การกลืน การกระดก การพลิกลิ้น การลิ้มรส ความซ่านไปของรส การบีบรัดของกระเพาะท่ออาหาร 

เคยรู้เคยสังเกต เคยดูเคยเห็นมั้ย โดยตลอด ด้วยความต่อเนื่องกันไหม ...กินก็เป็นแสนรอบแล้ว ขี้เยี่ยวไม่รู้กี่ล้านครั้งแล้ว เคยรู้อาการขี้อาการเยี่ยวโดยตลอดบ้างมั้ย 

หรือทำไปลวกๆ ทำไปด้วยความเคยชิน ทำไปด้วยความเผลอเพลินไหลหลง ทำไปพูดไป ทำไปคิดไป ทำไปหลงไปลืมไป ไม่รู้เนื้อรู้ตัวไปตลอดเวลา ซ้ำซาก

นี่ อาการของกายนี่ มันมีอยู่ตลอด ...แล้วมันยังมีอะไรอีกมากมายในกาย..ที่เป็นเหตุแห่งกายที่ปรากฏ และเรายังไม่รู้เห็นเท่าทันอาการของมันกันเลย

อย่างนี้ แล้วมันจะเกิดความรู้แจ้งแทงตลอดในกายได้อย่างไร มันจะเกิดอาการรู้แจ้งแทงตลอดในขันธ์ห้าได้อย่างไร

มันหมดเวลาไปตรงไหน ...หมดเวลาไปกับการสนุกสนาน เพลิดเพลิน เมามันกับคำพูด พูดคุย สังสรรค์ ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ คนนั้นคนนี้ ญาติโกโหติกา ญาติเยอะ คอยนับญาติอยู่เรื่อย

แต่อาการในกายยังรู้ไม่ทั่วเลย อย่างที่เราบอก...กินมาเป็นแสนรอบแสนครั้ง ขี้เยี่ยวเป็นล้านครั้ง เคยใส่ใจตั้งใจที่จะรู้จะเห็นอาการของมันโดยตลอดมั้ย 

การกินก็แค่ห้านาทีไม่เกินสิบนาทีนี่ ขี้เยี่ยวอาบน้ำไม่เกินสองสามนาทีนี่ มันไปอยู่ตรงไหนล่ะ หือ ...ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ภาวนานี่ มันจะต้องละเอียด ถี่ถ้วนทุกกระเบียดนิ้วเลย 

มันจึงจะตีกายนี่แตกกระจัดกระจายออกเป็นอณูธาตุได้ จนหาความสำคัญมั่นหมายไม่ได้ในความเป็นเรา  จนไม่เห็นองคาพยพ อณูไหน การปรากฏอย่างไรของกายว่าเป็นเราตรงไหน

มันจึงจะพอทัดทาน หรือลบล้างมิจฉาทิฏฐิในกาย ที่เรียกว่าสักกายทิฏฐิ ความยึดหน้าถือตา ความยึดตัวถือตน ความยึดมั่นในเราของเรา...เป็นเราของเรา

ถ้าภาวนาแบบเล่นๆ ทำพอเป็นพิธีน่ะ จะมาสู้กับกิเลสไม่ได้ ...หรือภาวนาพอให้คนเขานับถือ นับหน้าถือตาว่าเป็นนักภาวนา ก็เหมือนกับ หลอกคนภายนอกได้ 

แต่เหตุแห่งการปฏิบัติในศีลสมาธิปัญญา...มันไม่เพียงพอที่จะไปชะล้าง ลบล้าง เพิกถอนความเห็นผิดภายใน ซึ่งมันมากมายมหาศาลท่วมทับทวีคูณอยู่ในสามโลกธาตุ

เพราะเราเกิดตายมาด้วยความหลงใหลเผลอเพลิน ...เกิดตายมากี่ชาติๆ กี่ภพกี่ชาติ ก็อยู่ด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำไปตามอำนาจของความไม่รู้ตลอดเวลา 

มันไม่เคยทำตามอำนาจของความรู้เลย ไม่ได้ทำด้วยอาการรู้อยู่แล้วจึงทำเลย ...นี่ ต้องรู้อยู่ เห็นอยู่ แล้วก็ทำพร้อมกับความรู้อยู่เห็นอยู่ นะ


(ต่อแทร็ก 11/18)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น