พระอาจารย์
11/24 (560722E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 กรกฎาคม 2556
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – รู้ตัวในปัจจุบัน เฉยๆ เงียบๆ โง่ๆ ไม่เอาอะไร
ไม่หาเหตุหาผล
รู้..เห็น.. ดู ...ไม่เลือก ดูไปเหอะ
อะไรที่เป็นปัจจุบันกาย ดูไปเถอะ แม้แต่ลมพัดทีละวูบๆ ...ถูกแล้ว ถ้าไม่ถูก..มันไม่ปรากฏ ถ้าไม่จริง...มันไม่ปรากฏ
มันจะมีอะไรจริงยิ่งกว่าลมพัดที่วูบนี้
หือ ถามหน่อย บ้านจริงมั้ย รถจริงมั้ย มาถ้ำจริงมั้ย ที่บ้านมีอยู่จริงมั้ย...ไม่รู้ ไม่จริงน่ะ ...แต่ลมพัดนี่จริงกว่านะ
แล้วจะอยู่บนพื้นฐานของความจริง...หรือจะอยู่บนพื้นฐานของความหลอกลวงของ
“เรา” ล่ะ
ฝึกเอาเองแล้วกัน ช่วยไม่ได้
ได้แต่บอก ใครจะเก็บเกี่ยว...เรื่องของมัน
ไม่ใช่เรื่องของกู...เออ ไม่ใช่เรื่องของอาตมา นี่ ฟังเพราะหน่อย
เพราะนั้นไอ้เรื่องธรรม การปฏิบัติธรรม ...มันอยู่ที่ใครจะเก็บเกี่ยวเอาเอง ขยันหมั่นเพียรเอาเอง ใส่ใจ ตั้งใจ ทำความลึกซึ้งชัดเจนด้วยตัวของตัวเอง
ไอ้ที่เราพูดนี่ มันเป็นแค่พื้นฐานไกด์ไลน์เท่านั้น ...เพราะนั้นเวลาเอาไปทำนี่ เดี๋ยวมันจะมีข้อสงสัยขึ้นมาเป็นระลอกๆ เลย ...เชื่อหัวไอ้เรืองเถอะ จะต้องเจอแน่ๆ
แล้วพวกเราจะต้องฟันฝ่ากับมันอยู่ตลอด
จำคำเราไว้ให้ดี เดี๋ยวคำของเรานี่จะเป็นผีมาหลอกมาหลอนอยู่ตลอด เถียงไม่ได้
มันเถียงกูไม่ได้ ...เดี๋ยวผีจะไปหลอก คำพูดของผีนี่จะไปหลอก
เพราะมันเป็นความจริง
มันหนีไม่ได้หรอก ความเป็นสัจจะของกายคืออะไร ศีลคืออะไร
ของการปฏิบัติที่แท้จริงคืออะไร ...สุดท้ายแล้วมันจะเหมือนกับถูกยัดเยียดความเป็นจริงโดยปริยาย ด้วยการฟัง
เหมือนเป็นเกราะ กันบ้า กันเพ้อเจ้อ
กันหลง กันอวดดี กันอวดรู้ ...ซึ่งมันพร้อมที่จะอวดดีอวดรู้อยู่ตลอด ไอ้จิตเราเนี่ย
ไอ้ตัวเรา ไอ้ความคิดของเรานี่
เก่งเหลือเกิน เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก
(โยมหัวเราะ) ใช่เลย ตลกดี ตลกนะ ถ้าดูแล้วตลกเลย เมื่อกลับมาเห็นนะตลก ...แต่เวลาเข้าไปอยู่ในสถานะกับมัน ไม่ตลกเลย
มันพาหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปมา
วิ่งชนจนแทบจะเอาหัวโขกพื้นกะโหลกแตกตาย กูก็ยังนั่งแล้วมัน “ทำไมไม่สงบวะ”
บ้ารึเปล่า มันคิดว่าขันธ์เป็นของมันรึไง จะได้จัดการได้ดั่งใจเลย
ก็หัวฟัดหัวเหวี่ยงว่า
“ทำไมมันไม่สงบๆๆ” แสดงอาการเหมือนกับคนบ้านะนั่น เหมือนกับว่าเด็กได้ของเล่นแล้วทำหล่นแล้วมันพัง
ก็ร้องไห้ “ทำไมมันพังอ่ะๆ” จะเอาคืนอย่างนั้นให้ได้น่ะ
มันเหมือนกับมันเป็นเจ้าของขันธ์น่ะ ...กูจะซ้ายก็ต้องซ้าย กูจะขวามันก็ต้องขวา กูจะให้มันหยุดมันก็ต้องหยุด
กูจะบอกให้มันสงบห้าชั่วโมงก็ต้องสงบห้าชั่วโมง
มันเป็นใครหือ
มันเป็นพระเจ้าหรือยังไง ที่มันจะควบคุมกายควบคุมขันธ์ให้มันเป็นดั่งใจให้ได้ แล้วถ้าใครทำได้ สมมุติเขาคุยมาให้ฟังว่าฉันนั่งได้ ฉันสงบขนาดนั้น
ก็ยกย่องว่าเก่ง
ก็ยกย่องว่าคนนั้นน่ะคนนี้น่ะภาวนาเก่ง ...เนี่ย มันเชื่อกันอย่างเนี้ย
ก็เลยเกิดเป็นธรรมเนียมตามๆ กันมาว่า นั่งสมาธิต้องให้สงบ
ถ้าไม่สงบเรียกว่าไม่เกิดผล
รู้จักคำว่าผิดตั้งแต่ออกสตาร์ทไหม
เคยเห็นนักกรีฑามั้ย เขาวิ่งไปหาเส้นชัยใช่ไหม กูหันหลังกลับวิ่งเข้าไปหาคนดูอ่ะ
อยากได้รับคำชมคำเชียร์น่ะ
ถามว่ามันจะถึงจุดเส้นชัยมั้ยเนี่ย
มันออกสตาร์ทก็ผิดแล้ว เริ่มต้นปฏิบัติก็ผิดตั้งแต่ยังไม่ปฏิบัติแล้ว นี่
ไม่ได้ว่านะเนี่ย...ด่าเลยแหละ ...แล้วก็ยังงมโข่งกันอยู่เลย
“ทำยังไง อาจารย์ ถึงจะสงบมากกว่านี้” ...บ้ารึเปล่า มึงเป็นใคร ขันธ์มันของมึงรึไง ก็พระพุทธเจ้าก็บอกว่าขันธ์ไม่ใช่ของเรา
จิตไม่ใช่ของเรา ...พระพุทธเจ้าเคยบอกว่าจิตเที่ยงไหม
โยม – ไม่เที่ยง
พระอาจารย์ – เอ้า
ไม่ใช่ไม่รู้กันนะเนี่ย ก็รู้ว่าจิตไม่เที่ยง แต่กูจะทำให้เที่ยงมีไรป่าว ...เห็นมั้ย
เก่งกว่าพระพุทธเจ้ามั้ย เก่งกว่านะ
แล้วพยายามจะคัดง้างพระพุทธเจ้า
โดยไม่รู้ตัวเลยนะว่า การปฏิบัตินี่เป็นการปฏิบัติที่คัดง้างกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวหรือเปล่า
พระพุทธเจ้าบอกว่ากายไม่เที่ยง
ขันธ์ไม่เที่ยง ขันธ์เป็นทุกข์ ขันธ์เป็นอนัตตา จิตไม่เที่ยง จิตเป็นทุกข์
จิตเป็นอนัตตา ...ก็พยายามจะควบคุมให้มันอยู่ใต้อุ้งมือมาร
มารคือเราน่ะแหละ นั่นน่ะอุ้งมือมาร ...แต่เข้าใจว่ามารนี่สวยหรูเลยแหละ ถ้ากำได้กอบได้ กำหนดได้ดั่งใจเมื่อไหร่ ใช่เลย...ผล
เอาไว้อวดกัน
แต่ไม่ได้เอาผลนี่ไปละกิเลสเลย เพราะมันละไม่ได้เลย ...มันไม่ได้เรียกว่าสัมมาสมาธิ มันไม่ได้เรียกว่าญาณทัสสนะ
มันไม่ได้เรียกว่าสัมมาสติ มันไม่ได้เรียกว่าสัมมาศีลเลย
เนี่ย
เราก็เลยต้องมาเริ่มต้นตั้งแต่อนุบาล ก.ไก่ น่ะ ...เพื่อไปหักล้าง
ลบล้างความเชื่อหรือการปฏิบัติที่เคยทำกัน แล้วหวังว่าจะทำกันต่อไปอีก
เรียกว่าโดนทำหมันซะตั้งแต่มันจะไปแพร่พันธุ์แห่งการเกิดต่อเนื่องไม่จบสิ้น
นี่ ก็ชิง...การได้ยินได้ฟัง มันก็ชิงตัดช่อง ตัดช่องแล้ว ช่องไหล ช่องไปช่องมาแล้ว
กลับมา ยูเทิร์น (U-TURN) เหมือนยูเทิร์นกลับ รู้โง่ๆ เห็นโง่ๆ
ในกายโง่ๆ …กายมันนั่งอยู่โง่ๆ นะ เหมือนไอ้ใบ้ อีใบ้ ...รู้จักมั้ยไอ้ใบ้อีใบ้น่ะ
มันไม่พูดไม่จาอะไรใช่มั้ย
ก็ไม่ต้องไปพูดกับมัน ก็ไม่ต้องไปหาเหตุผลกับมัน
ก็ไม่ต้องไปจัดการกับมัน
โยม – อยู่กับมันเฉยๆ หรือคะ
พระอาจารย์ – รู้เฉยๆ เห็นเฉยๆ
อย่าคิดมาก
โยม – พอมันหายไปแล้ว นั่งๆ อยู่ก็ไม่มีกายแล้ว
เดินๆ อยู่ก็ขาหาย
พระอาจารย์ – ถามว่า มันหายจริงไหม
โยม – ไม่จริงค่ะ
พระอาจารย์ – นั่นน่ะสิ ...แล้วจะอยู่กับอะไรดีล่ะ จะอยู่กับความไม่จริงหรือจะอยู่กับความจริงดี
โยม – ก็ต้องอยู่กับความจริง
พระอาจารย์ – ก็ต้องกลับไปอยู่กับความจริงให้ได้สิ
โยม – จริงๆ ขาก็ยังเดินอยู่ก้าวอยู่
พระอาจารย์ – ก็ยังเดินอยู่ใช่มั้ย
แต่ว่าไอ้ที่รู้ว่าขาหายนี่ เกินจริงมั้ย
โยม – เกินค่ะ
พระอาจารย์ – แล้วทำไมต้องถามเรา
(โยมหัวเราะ) ...ก็รู้อยู่แล้วน่ะ ว่ามันเกินจริง แล้วจะไปทำอะไรกับมันล่ะ ...ก็ต้องกลับมาอยู่กับความเป็นจริงให้ได้ ด้วยวิธีการใดก็ได้
จะเอาหัวตีลังกาก็ได้ ใช่มั้ย ลองสิ
ลองหยุดเดินแล้วตีลังกาดูสิ อ่ะ ดูซิมันมีกายมั้ย ...เห็นมั้ย ไม่ใช่เราพูดเล่นนะ
ทำยังไงก็ได้ที่ให้เกิดความรู้สึกในตัวขึ้นมา ชัดเจนขึ้นมา แล้วอยู่กับจุดนั้น
เห็นมั้ย ตรงนี้ ที่ไม่ใช่ง่ายๆ
...อะไรง่ายๆ คือ...สูดลมหายใจแรงๆ ก็เกิดความรู้สึกในกายขึ้นมาแล้ว
นี่อยู่กับรากฐานความเป็นจริงแล้ว
แต่มีอย่างนึง...คืออะไร ...เวลาขาหาย
ตัวหาย หัวหาย มือหายนี่ ...รู้สึกมันว่ะ มันพิสดารดี มันแหม..อืม ไม่ใช่ธรรมดานะเนี่ย กูนี่
โยม – ไม่ใช่ค่ะ มันกลัว
พระอาจารย์ – กลัวก็ได้
แล้วทำได้มันก็ดีด้วยนะ ลักษณะพวกนี้ นิมิตพวกนี้ เป็นได้หมด
เพราะนั้น
พยายามดึงความรู้สึกตัวขึ้นมา ...การเคลื่อนไหว การเดิน
การรู้ที่ความเคลื่อนไหว ตัวนี้มันจะทำให้จิต ทำให้สติ
ทำให้การระลึกรู้อยู่กับกายนี่ มันชัดขึ้น
แต่เมื่อใดที่มันรู้สึกว่ากายหายไปนี่ หนึ่ง...หายไปด้วยอำนาจของสมถะ สอง...หายไปด้วยอำนาจของกิเลสความเป็นโมหะ
ไม่รู้มันหายยังไง …มันหายได้สองแบบ
คือหายไปแบบใจลอย นี่กายก็หายเหมือนกัน
หรือจิตมันรวมไปในฌานสมาบัติที่สาม-สี่
ขึ้นไป สามขึ้นไปนี่กายหายแล้ว …อีกอย่างคือ
ถีนมิทธะ...หลับ ไอ้นี่ก็กายหายเหมือนกัน
ไปดูเอาเองว่ามันหายด้วยเหตุไหน
แล้วแก้ยังไงก็แก้ไปตามเหตุนั้นๆ …อย่าอยู่กับกายหายแล้วไปยินดีพอใจหรือเพลิดเพลินกับมัน
โยม – จะหยุดเดินเพราะว่ากลัวค่ะพระอาจารย์
พระอาจารย์ – ดูความกลัว รู้ว่ากลัว
แล้วก็เดินไปกับความกลัว อย่าหนี
โยม – จนความกลัวหายไปหรือ
พระอาจารย์ – ไม่รู้ ...อย่าหนีก็แล้วกัน
หาย-ไม่หายไม่รู้
โยม – ก็จะมานั่ง ...เปลี่ยนเป็นนั่งต่อ
พระอาจารย์ – นี่ มันมีจุดประสงค์ เพราะมันกลัว จะหนีกลัว ...อดทนหน่อย
โยม – แต่เวลานั่ง ยามนั่ง
อวัยวะมันก็หายไปอีก
พระอาจารย์ – เดินใหม่ อย่าให้มันหาย
โยม – พอเดินใหม่ บางครั้งพื้นดินน่ะ
มันเป็นพื้นอยู่ดีๆ มันก็จะยุบลงไป ลุ่มๆ ดอนๆ ...มันก้าวยากน่ะค่ะพระอาจารย์
พระอาจารย์ – ชั่งหัวมัน เดินไปเหอะ
จิตมันหลอก
โยม – มันกลัวจะหล่นลงไปในหลุม
พระอาจารย์ – อย่ากลัวๆ
อย่าอยู่ใต้อำนาจของความกลัว อย่าอยู่ใต้อำนาจของจิตปรุงแต่ง ...ทั้งหมดจิตปรุงแต่งหมด มันมาบังกายหมด
เดินเข้าไปเหอะ
ให้มันยุบหายลงอเวจีไปเลย ดูซิมันจะลงมั้ย หายมั้ย ...เอาให้มันใหญ่กว่าความกลัว
ถ้าไปตายแค่ความกลัวเดี๋ยวก็อยู่แค่นี้แหละ งอมืองอตีนอยู่แค่นั้นแหละ
เดินเข้าไป ดูสิ มันจะจมไป..ทะลุไปถึงอเวจี
ก็ดูดิ๊กูจะไปเดินเล่นในอเวจีซะหนึ่งรอบ มีอะไรมั้ย ...ให้มันใหญ่กว่านี้หน่อย อย่าเสาะ อย่าใจเสาะ
ไม่งั้นมันก็เอาตัวนี้มาหลอกอยู่ประจำ เป็นรูทีนเลย
โยม – แล้วมันก็จะไม่ไปไหน
พระอาจารย์ – ไม่ไปไหนอ่ะ แหงกๆ
หงำเหงอะ เหงือก อยู่อย่างเงี้ย นะ ...เพราะนั้นต้องอาจหาญ ...กายไม่หาย จริงๆ ไม่หายนะ โดยความเป็นจริงไม่หายไปไหนเลย
เป็นอาการของจิตบดบังหมด
เป็นความปรุงแต่งของจิต เป็นอารมณ์มาบดบังกายหมด
มาบดบังความเป็นจริงของปัจจุบันกายปัจจุบันศีลหมด
แล้วมันจะสร้างสภาวะหลอกมากมายมหาศาล ...ถ้ายังอยู่ใต้อำนาจของมัน ยอมอยู่ใต้อำนาจของมัน
ต้องพยายามฝืน...ตายเป็นตาย ...ที่มันกลัวตก เพราะอะไร ...มันกลัวเราตาย
กลัวเราหกล้ม กลัวเราเจ็บ
ก็...เออ อย่างมากก็แค่ตายล่ะวะ เดินไปเหอะ
เดี๋ยวความรู้สึกตัวก็จะค่อยๆ ปรากฏขึ้น
(ต่อแทร็ก 11/24 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น