พระอาจารย์
11/19 (560622C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มิถุนายน
2556
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 11/19 ช่วง 1
เพราะนั้น ศีลสมาธิปัญญา ...ตัวศีลน่ะเป็นเครื่องยืนยันของความเป็นปัจจุบัน
จึงเรียกว่าศีลเป็นรั้ว ศีลเป็นอาณาเขต ศีลเป็นเครื่องกางกั้นกิเลสน้อย กิเลสใหญ่ กิเลสกลาง
กิเลสนอก กิเลสใน
นี่ ศีลเหมือนรั้ว ถ้าขาดศีลแล้ว...ล้มเหลวหมด การภาวนาล้มเหลว ...ซึ่งไม่ใช่ขาดศีลห้า ไม่ใช่ขาดศีลแปด ...แต่ขาดศีลปกติกายปัจจุบันกายนี่ มันล้มเหลวในการภาวนา
เพราะมันจะเป็นการภาวนานอกกาย นอกขันธ์ นอกปัจจุบัน นอกความเป็นจริง ...ถ้าเป็นภาษาหลวงปู่แหวน
ท่านเรียกว่าเป็นธรรมเมา ไม่ใช่ธรรมา ไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่ธรรมตามจริง
ท่านเรียกว่าธรรมเมา ...เพราะว่าจิตมันไปเป็นจิตที่มัวเมา มันเลยเข้าไปอยู่ในธรรมเมาที่มันสร้างขึ้นมาหลอกๆ ...ไม่ใช่ธรรมที่เห็นในองค์มรรค
ถ้าธรรมที่ปรากฏในองค์มรรคนี่ เรียกว่าธรรมตามความเป็นจริง...เกิดจริง ตั้งอยู่จริง ดับไปจริง ไม่มีอะไรในนั้นจริง ...นี่ มันจะเห็นในปัจจุบัน
แต่ถ้าไม่เอากายเป็นปัจจุบัน
เราจะจับปัจจุบันลอยๆ ไม่ได้เลย ...จะมาจับปัจจุบันรูป มาจับปัจจุบันเสียง นี่...ไม่ได้
ไม่ทัน ...แล้วก็ไม่ต่อเนื่องด้วย
ถึงบอกว่ากายเป็นศูนย์รวม เป็นศูนย์กลาง
เป็นแผ่นดิน เป็นรากเหง้า เป็นฐาน เป็นที่รวมของอายตนะหก ...ถ้าลงที่กายตัวเดียวน่ะมันรู้หมด
มันจะรู้ตลอดของอายตนะหกเอง
แต่ถ้าไปไล่จับปัจจุบันเสียง
ปัจจุบันรูปที่เห็นอย่างนี้ มันได้แค่ไม่เกินห้าวิ-สิบวินาที...ลืมแล้ว หลงแล้ว ไปไม่รอด
สมาธิไม่สามารถตั้งมั่นได้เลย
ไม่มีพระอริยะเจ้าองค์ไหนที่ไม่ผ่านการเจริญกายคตาสติ...ยืนยัน ...จะเอาตัวนั้นนำ จะเอาตัวนี้เป็นฐาน จะเอาจิตตานุสติปัฏฐาน ธัมมานุสติปัฏฐาน
เวทนานุสสติปัฏฐาน...เป็นฐานนี่ ไม่มีทาง
เพราะมันเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากความเป็นคนนะนั่นน่ะ ...ต้องยอมรับว่าเราเป็นคน มีกายเป็นกรอบนะ ...เวทนา จิต ธรรม
เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ไม่มีรูปขันธ์ก็ได้ เทวดาได้ พรหมได้ อรูปพรหมได้
เพราะนั้นการภาวนา...มันต้องตรงต่อภพชาติปัจจุบันเสียก่อน
ตรงต่อความเป็นคนเสียก่อน เข้าถึงความเป็นคนที่แท้จริงก่อน
แล้วก็อยู่กับความเป็นคนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อน
คือไม่คลาดเคลื่อนจากภพปัจจุบันเลยน่ะ ...มันจึงแจ้งในภพปัจจุบันว่าคืออะไร
ชาติปัจจุบันคืออะไร มันเป็นเราตรงไหนในภพชาตินี้
ถ้ามันไม่เข้าใจภพชาติปัจจุบัน
มันก็มีแต่ว่า ควาน และค้น และหา แล้วก็หมาย ...ไม่มีสิ้นสุดความหมายของจิต
หรือจิตที่มันหมายไปนี่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีขอบเขต ไม่มีลิมิทประมาณ
นั่นแหละสังสารวัฏ หรือสังสารจิต...เป็นตัวพาเกิดนะนั่นน่ะ
ถ้ามันออกนอกกรอบกายเมื่อไหร่นี่
เป็นสังสารจิตทันทีทันควันเลยแหละ ...ไม่ต้องรอให้ตายก่อน
มันพาไปเกิดตั้งแต่ยังไม่ทันตายเลยกายนี่ บอกให้ มันเป็นวัฏฏจิต วัฏฏวนแล้ว
อย่าประมาทศีล อย่าประมาทในกาย
อย่าประมาทว่ามันหยาบ ว่ามันเป็นของที่...เดี๋ยวไว้ทำทีหลัง ไว้ดูทีหลัง
เอารายละเอียดในจิตก่อน เอารายละเอียดของกิเลสก่อน อย่างนี้ ...เสร็จทุกราย บอกให้เลย
หลอกตัวเอง
หลอกว่าไม่มีกิเลสแล้ว เพราะควบคุมไว้อยู่ คอยทันคอยดับๆ มัน...แล้วก็ว่าไม่มีอะไร
กลายเป็น “เรา” ผู้ไม่มีกิเลสไป...ลึกๆ น่ะมันเป็นตัวนั้น เป็น “เราผู้ไม่มีกิเลส”
เป็นเราที่สามารถเท่าทันกิเลสไป ...สุดท้ายมันมี “เรา” กำกับอยู่ตลอดโดยที่ไม่รู้ตัว
สังโยชน์เบื้องต้นยังไม่ได้เข้าไปแอ้มเลย
ยังไม่ได้เข้าเพิกถอนแม้แต่เส้นขนหน้าแข้งมันเลย บอกให้ มุ่งมั่นภาวนากันมาเป็นสิบ-ยี่สิบปีเพื่อให้ได้แค่นั้นแหละ แค่ระงับกิเลสในจิต
ด้วยการเท่าทันแล้วก็ดับๆๆ
ปัญญาอยู่ตรงไหน ปัญญาเห็นขันธ์ตามความเป็นจริงอยู่ตรงไหน
ปัญญาที่เข้าไปเลิกละเพิกถอนสังโยชน์กิเลสเครื่องร้อยรัดใจอยู่ตรงไหน...ไม่มี
ไม่เข้าใจอะไรเลย
มันกลายเป็นอริยะดิบๆ
อริยะลอยๆ ขึ้นมาได้ยังไง...มั่ว ...นี่พูดแบบไม่กลัวถูกด่าน่ะ
กายนี่...ต้องตีจนมันแตกกระจุยน่ะ
หยั่งตรงไหนแตกหมดๆ รวมรูปไม่ติด บอกให้ สติปัญญาขั้นอนาคามรรค
อนาคาผล หยั่งลงความรู้สึกในกายที่ไหน...ทะลุหมด
รวมรูปรวมกายไม่ติดเลย
หาความเป็นสัตว์บุคคลไม่ได้ หาความเป็นเราไม่ได้...แม้แต่อณูหนึ่งของความรู้สึกแห่งกายที่ปรากฏ นั่น ปัญญาขั้นนั้นน่ะ
เพราะนั้นกว่าที่จะถึงขั้นนั้นน่ะ
ท่านตีอยู่ในกายนี่จนที่ว่าไม่ขาดเลยน่ะ ไม่ขาดแม้แต่อณูธาตุอณูธรรม หรือเหตุแห่งกายทุกเหตุที่ปรากฏของกายเลย
ไล่มาตั้งแต่นั้นมาตามลำดับเลย
เราเคยเปรียบว่าเหมือนกับคนทำนานี่เขาเรียกว่า
“ย่ำเทือก” เหมือนการย่ำเทือกในแปลงนา จนเป็นขี้เลนขี้ตมหมดน่ะเข้าใจมั้ย เขาไถแล้วก็เอาน้ำปล่อยลง
แล้วย่ำจนเป็นเลน แล้วถึงเอากล้าข้าวปักดำน่ะ
เนี่ย กายนี่ต้องย่ำถึงขั้นย่ำเทือกเลยน่ะ
จนมันเละ หมดเลยน่ะ จนมันก่อเป็นรูป เป็นกองรูป กองสังขาร กองหญิง กองชาย กองคน กองสัตว์ไม่ได้เลย นี่ถึงขั้นย่ำเทือก...สติสมาธิขั้นนั้น
ไม่ใช่มาทำกันเล่นๆ
ไม่ใช่มารู้กันป๊อบๆ แป๊บๆ เห็นพล้อบๆ แพล้บๆ แล้วก็...พอแล้ว พักแล้ว เหนื่อยแล้ว ไปดูอันอื่นต่อ ไปเห็นความสำคัญในธรรมบทนั้นบทนี้
อรรถนั้น อารมณ์ตัวนั้นตัวนี้แทน
นีี่ ไม่มีทางที่มันจะไปตีแตกในกายได้เลย ...เพราะการรวมรูป การรวมตัวของเราเป็นรูป ..."เรา" นี่มันเกิดขึ้นเพราะรูปเป็นหลักเลย
แล้วเมื่อกายมันรวมรูปขึ้นมานี่
เป็นที่ตั้งของราคะและปฏิฆะขึ้นมา...ทั้งตัวเองและผู้อื่น ...กับตัวเองมันก็เกิดทั้งราคะ-ปฏิฆะ แล้วกับผู้อื่นมันก็เกิดทั้งราคะและก็เกิดทั้งปฏิฆะ
เพราะรูปในกายนั่นแหละ
มันลงไม่ถึงกายแท้ กายธรรม กายศีล ...ซึ่งเรียกว่าอธิ ซึ่งเรียกว่ามหา ซึ่งเรียกว่าวิสุทธิกาย ซึ่งเรียกว่าวิสุทธิศีล
ให้จำไว้เป็นหลักทุกคนไป
ไม่มีเว้นให้ใครเลย ...ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามครรลองนี้ทั้งสิ้น ศีล-สมาธิ-ปัญญา
กายวาจาใจ ...มันจะต้องเป็นอย่างนั้น
รักษากายวาจาใจในปัจจุบันด้วยสติแค่นั้นแหละ
จบเลย ...ถ้ามาถามว่าภาวนายังไง...รักษากายวาจาใจในปัจจุบันด้วยสติ ...ถ้าพูดแล้วก็แค่นี้เอง
ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรเลยการภาวนา ไม่ต้องมาหน้าดำคร่ำเคร่งหรือมานั่งเปิดตำราค้นตำรามากมายก่ายกอง
ฟังซีดีจนหูจะทะลุอยู่แล้ว กูยังภาวนาไม่เป็นเลย ใช่มั้ย ...เนี่ย ก็แค่เนี้ย
ภาวนาจริงๆ ก็แค่นี้เอง
เอ้า พอแล้ว ก็ไปทำกัน ...ทำกันแค่นี้
ไม่ได้ไปทำแค่ไหน
โยม – พระอาจารย์ครับ ขอโอกาส
มีโยมที่ฝึกกับพระอาจารย์ แล้วก็มีครอบครัวนี่ฮะ ฝึกไปๆ เขาก็บอกว่า ใจมัน...เวลาทำหน้าที่ในฐานะสามีภรรยา มันรู้สึกกับคู่...แบบไม่ค่อย…
พระอาจารย์ – ไม่ค่อยอิน
โยม – ไม่ค่อยอิน
หรือว่าแบบมันรู้สึกเห็นว่า เออ มันลดความอะไรตรงนั้นไป ...ก็เลยมีความวิตกขึ้นมาว่า
เอ มันจะกระทบกับชีวิตครอบครัวรึเปล่า
พระอาจารย์ – บอกแล้ว อย่าไปหวน
อย่าไปคิด ...ถ้าหวนคิดมันก็จะดึงกลับ มันก็จะดึงกลับให้มาข้องแวะกับอารมณ์ในโลก
ทำให้ออกจากโลกไม่ได้
มันก็ต้องเลือก มันก็ต้องแลก ก็ต้องสละ ...แล้วมันก็จะเข้าใจว่ามันก็อยู่ได้ แล้วทุกคนก็อยู่ได้ อยู่ด้วยกันได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเลิกราเลิกร้างกันก็ได้ ...เดี๋ยวมันจะเข้าใจเอง
คืออย่าไปปรุงแต่งล่วงหน้า ...ทำไปก่อน
มันรู้สึกอย่างนี้ก็รู้สึกอย่างนี้ไป แล้วก็ละไป ...ไม่ต้องกลับไปหมุนวนกลับไปที่เดิม
ว่าจะต้องมีอารมณ์แบบเดิม ต้องทำแบบเหมือนเดิม
อย่างนี้ เขาเรียกว่ามันดึงกลับ ...ก็ละก่อน อย่าไปปรุงล่วงหน้า...ว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้วมันจะอยู่ไม่ได้
ต้องทำอย่างนั้น ...นี่ คิดฟุ้งซ่านแล้ว
ดูไป
ทำไป อดทนไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อยู่อย่างนั้นไป ...อย่าไปคิด
ถ้าคิดแล้วมันจะดึงให้กลับลงไปอารมณ์เดิม ผูกพันแบบเดิม
สร้างความเป็นตัวเราตัวเขาอย่างเดิม
โยม – แล้วการปฏิบัติอยู่ในภาวะของการครองเรือนอยู่อย่างนี้ล่ะครับ
พระอาจารย์ – ทำได้ ไม่ต้องกลัวหรอก ...ให้มันขาดก่อนจริงๆ แล้วค่อยว่ากัน ...มันยังขาดไม่จริงหรอก ให้มันขาดจริงๆ ซะก่อน
แล้วมันจะเห็นเอง เข้าใจเอง
โยม – คือก็ปฏิบัติไป
พระอาจารย์ – ทำแบบนั้นน่ะ อดทนไป ไม่ต้องคิด
ไม่ต้องปรุง มันรู้สึกอย่างนั้นน่ะดีแล้ว ...มันฟังเทศน์เราบ่อยใช่มั้ย
โยม – ครับ ก็อาศัยฟังเอาน่ะครับ
แต่ว่าปฏิบัติแล้วเวลาอยู่กับครอบครัวอะไรอย่างนี้ มันก็แบบใจมันเหมือนกับ...
พระอาจารย์ – คือ...ทำไปเถอะ
เป็นอย่างนั้นไปเถอะ ...แล้วคนรอบข้างเขาก็จะเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจเอง นะ
มันไม่เป็นปฏิฆะอยู่แล้ว มันจะค่อยๆ เกิดการน้อมเข้าหากัน แล้วยอมรับกัน
ไม่ต้องกังวลมาก
โยม – มันก็เลยกังวลว่า เอ ภาระอย่างแก ปฏิบัติ
ในบางสายเขาจะเข้าใจไหมน้อ
พระอาจารย์ – ไม่เป็นไร อย่าไปหวน ...คือมันต้องแลก ต้องสละออก แล้วไม่ต้องกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ...ต้องเอาวางเดิมพันกันนะ ไม่งั้นจิตมันจะหวน
เข้าใจคำว่ามันหวนมั้ย ไม่กล้าละ
ไม่กล้าเดินต่อจนสุดของมรรค ... เพราะนั้นให้มันสุดมรรคไปเลย ไม่ต้องกลัว แลกไป
……………………….

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น