พระอาจารย์
11/22 (560722C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 กรกฎาคม 2556
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 11/22 ช่วง 1
ถ้าไม่แก้ตรงนี้ มันจะแก้ตอนไหน ถ้าไม่แก้ตอนนี้ จะไปแก้ที่ไหน ...จะไปรอให้ตายก่อนค่อยทำรึไง
โยม – แก้ยังไงคะท่าน
พระอาจารย์ – เอ้า ก็บอกว่าแก้ที่นี้
แก้ด้วยการรู้อยู่กับที่นี้ นี่คือการแก้วิธีง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนเลย
...ต้องลงทุนไหมนี่ เสียเงินไหม
โยม – รู้ทั้งรู้นะคะ ว่าต้องรู้
พระอาจารย์ – เออ ก็บอกแล้ว ...ต้องแก้ความขี้เกียจ
โยม – สมมติมีเรื่องขุ่นใจค่ะ
รู้ทั้งรู้ว่าถ้าเราน่ะไม่ต่อ มันก็จบ แต่ใจมันก็...
พระอาจารย์ – ไม่ยอม
โยม – ค่ะ กิเลส ความรู้สึก
พระอาจารย์ – มันเสียดายกิเลส ...เสียดาย
โยม – มันเสียดายหรือคะ เสียดายที่ว่าเราไม่ได้ต่อต้าน
พระอาจารย์ – ไม่ ...เสียดายที่เราไม่ได้ทำตามอารมณ์
โยม – อ๋อ นี่คือเราทำตามอารมณ์มัน
ตามจิตมัน
พระอาจารย์ – ตามความเคยชิน ...มันเสียดายที่จะถูกเขาล่วงเกิน เสียดายที่เขาจะได้เปรียบ
โยม – สมมุติว่าถ้าเราจะมาทางนี้ เราก็ต้องยอมรับสภาพทุกอย่าง
ยังไงก็ได้ อย่างนี้หรือคะ
พระอาจารย์ – อือ ...กล้าแลกมั้ยล่ะ
โยม – แล้วมันจะเจอของจริงอย่างนี้หรือ ต้องแลกใช่ไหมคะ ต้องได้อย่างเสียอย่าง
พระอาจารย์ – แลกกัน ต้องแลกกัน ... ถ้าไม่แลก...ไม่ได้
โยม – ถึงยังไม่ได้เข้าทางธรรมะแต่ก็เคยคิด เวลามีใครมาทำอะไรมากๆ ก็บอกว่า เออ...ขอให้มันไปปะข้างหน้าเต๊อะ ให้มันแต้ๆ
พระอาจารย์ – ไอ้นี่เขาเรียกว่าแช่ง
โยม – อ๊อออ (หัวเราะกัน)
แต่ก็ไม่ได้แช่งนะคะ
พระอาจารย์ – นั่นล่ะแช่ง เนี่ย
ลักษณะนี้คืออนุโมทนาให้มันตกระกำลำบาก
โยม – ไม่ๆๆ ค่ะ
สมมุติว่าเขามาทำอะไรแรงๆ อย่างนี้ค่ะ แล้วเราไม่โต้ตอบหรอก แต่ก็บอก..อื๊อ
ให้มันไปป๊ะเอาคนที่เก่งๆ ข้างหน้าเต๊อะ อันนี้แช่งหรือคะ
พระอาจารย์ – ก็คล้ายอย่างนั้น
อนุโมทนาให้เขาไปดี-ไปไม่ดี ...คือจริงๆ มันเป็นอุบาย
มันไม่ได้อะไรใหญ่โตหรอก นะ มันเป็นแค่อุบาย มันไม่ได้ผิดอะไรหรอก
ผลก็คือให้จิตเราปล่อยวาง แค่นั้นเอง ...ก็ใช้อะไรก็ได้
คิดดีคิดร้ายก็ว่ากันไป ไม่ว่ากัน ...ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ดีกว่าปล่อยให้ไปเอาเรื่องเอาราวกับมัน แค่นั้นเอง ...แต่ว่านี่ใช้อุบาย
พอใช้อุบายไปเรื่อยๆ
แล้วก็ต่อไปก็ไม่ต้องใช้อุบาย ไม่ต้องคิด ...มึงจะไปป๊ะ
หรือบ่ป๊ะอิหยังก็ชั่งหัวมันเต๊อะ (หัวเราะกัน) ...ก็เฉย โดยที่ไม่ต้องใช้อุบายคิดก็ละได้
แต่ตอนนี้ ถ้าไม่คิดแล้ว...กูไม่ยอมละ
เข้าใจไหม
โยม – อ๋อ ถ้าไม่ปล่อยวาง เจริญสติอันนี้ก็ละยากเหมือนกัน
พระอาจารย์ – ก็บอกแล้ว มันไม่มีกำลัง มันต้องฝึก...กว่าที่มันจะมีกำลังพอที่จะกล้าละทุกสิ่ง
ไม่งั้นมันไม่กล้าละ เจออะไรปุ๊บ มันกระโดดเกาะมับเลย
เจออะไรปั๊บนี่...เป็นเรื่อง แล้วไม่ยอมวางเรื่องนั้น
พัวพันแบบเอาเป็นเอาตาย...To die for จริงจังมากเลย
แล้วก็ทิ้งเลย...ทิ้งศีล ทิ้งสติ ทิ้งเนื้อทิ้งตัวเลย เข้าไปคลุกอยู่ตรงนั้นเลย ...เรื่องของลูก เรื่องของคนที่เกลียด
เรื่องของคนที่รัก เรื่องของคนที่เคยทำเราไว้ก่อนนั้น พวกเนี้ย ลองมาสิ ลองมากระทบ
กับเรื่องคนที่เคยเกลียด คนที่เคยรัก
แล้วมันมาทำอะไรให้กระทบตัวนี่ มันจะกระโดดเข้าไปมีไปเป็นแบบไม่ต้องยั้งคิดเลย ...เนี่ย
เขาเรียกว่ามันเข้าไปแบบไม่มีกำลังต้านทานเลย
ไม่มีอำนาจของศีล สติ ต้านทานกำลังของกิเลสความอยาก-ความไม่อยาก
ความคุ้นเคยเลย ...ซึ่งถ้าไม่ฝึกนี่ มันจะไม่มีกำลัง
ถ้าให้เราเปรียบนี่
คือสติการระลึกรู้ การรู้ตัวในปัจจุบันว่ากำลังนั่ง...อย่างนี้คือสติ เรียกว่าการทำความรู้ตัวในปัจจุบันนี่
มันเป็นตัวขัดขวางความเคยชินของกิเลสแบบหยาบๆ
ถ้าให้เปรียบเหมือนกับโยมกำลังกินน้ำกินน้ำหวาน...กำลังลงคอนี่ แล้วก็มีคนมาล้วงเอาออก ไม่ให้กิน ...กำลังจะกลืนอยู่แล้ว
ก็มาเอาออกจากปากไปซะอย่างงั้น
เห็นมั้ย
ไอ้ความรู้สึกที่มันเคยกินแบบสบายๆ แล้วมันจะได้รับรสชาติอะไรนี่
แล้วมันถูกเอาออกไปทันควันอย่างนี้ ...นั่นแหละคือสติ
มันเป็นตัวที่ระงับยับยั้งการเคยชินของกิเลส
กิเลสคือความเคยชินนะ เคยชินที่...เห็นแล้วจะต้องมีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ได้ยินแล้วจะต้องมีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ...ต้องพอใจหรือไม่พอใจ หรือไม่หงุดหงิดก็ต้องมีความสุข
นี่ มันจะเป็นแบบอัตโนมัติเลย เป็นความเคยชิน ...แต่พอมันมีสติปุ๊บนี่ มันจะรู้สึกขัดขวางความรู้สึกที่เคยชินเดิมๆ
เหมือนกับกำลังจะกลืนลงคอแล้วก็มาล้วงออกจากคออย่างนี้
ซึ่งไอ้การที่ทำอย่างนี้
มันจะฝืนความรู้สึกหรือว่ามันทวนความรู้สึก “ของเรา”
ที่มันคุ้นเคยในการที่จะทำแบบเดิมๆ ...เพราะนั้น ต้องแลกกันแล้ว แลกกับการที่จะได้รสชาติที่คุ้นเคยแบบเดิมๆ
เช่น การโกรธเนี่ย การหงุดหงิดของมนุษย์
แล้วทำไปตามความหงุดหงิด ทำไปตามความโกรธนี่ ...เพื่ออะไรรู้ไหม ...เพื่อให้มันมีอำนาจ
“ของเรา” เพื่อแสดงอำนาจ “ของเรา”
แล้วอำนาจ “ของเรา” ตัวนี้
จะทำให้คนอื่นเขากลัว จะได้ไม่มาทำกับเราอีก ...มันเลยใช้ หรืออาศัยอารมณ์หรือกิเลสน่ะเป็นเครื่องอยู่
เป็นเครื่องอาศัย
เพื่อจะได้ไม่ถูกล่วงเกิน แล้วก็จะได้สนับสนุนให้ตัวเรานี่
เข้มแข็ง ยืนยง เที่ยง จนไม่มีใครมากัดกร่อนล่วงเกินเราได้ ...มันเลยอยู่กับกิเลสโดยความคุ้นเคย
โดยอาศัยประโยชน์ของกิเลส
แต่มันหารู้ไม่ว่า การใช้ประโยชน์จากกิเลสตัวนี้
ผลที่ได้ตรงนี้มันไม่ใช่แค่นี้นะ แต่ที่สืบเนื่องจากมันไปต่อไปนี่
มันก่อให้เกิดความไม่จบและสิ้นแบบมองไม่เห็นเลย
มันมองไม่เห็นเลยว่าการทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
เรื่อยๆ นี่ มันก่อหวอด มันก่อเกตุ มันก่อปัจจัยกับสิ่งต่างๆ บุคคลรอบข้าง
ทั้งที่เห็นทั้งที่ไม่เห็น ทั้งที่เคยได้ยิน ทั้งที่ไม่ได้เห็นแต่ได้ยิน
มันเกิดการพัวพัน สืบเนื่อง
แล้วจะต้องเป็นวิบาก เป็นผลที่จะต้องมารับต่อเนื่องไป แทบจะหาคำว่าจบไม่ได้เลย ...เนี่ย มันไม่มีปัญญา มันก็เอาแต่ประโยชน์แค่ตรงนั้นน่ะ
พอโกรธปุ๊บนี่ สมมุติโกรธแล้วแสดงอาการฉุนเฉียว แสดงแล้วทุกคนเขายอม แล้วเขามาพินอบพิเทา
หรือยอมให้อย่างนี้ มันได้ความสุขแค่ตรงนั้นน่ะ มันได้ผลแค่นั้น แล้วมันก็เลยว่าดีๆๆ
อยู่กับกิเลสดีกว่า
พอมันมาฝึกหัดภาวนาปั๊บ
มันเป็นการภาวนาที่จะชะลอกิเลส ...เราไม่เรียกว่าละกิเลสหรอก มันชะลอ...เหมือนกับกินไม่คล่องคอ แล้วเหมือนกับมันเข้าไปทำหมันน่ะ
ไม่ให้มันแพร่พันธุ์ขยายพันธุ์
ตรงนี้ มันจะรู้สึกอึดอัด เหมือนกับไม่ได้ดั่งใจ
ไม่ได้เป็นไปตามอำเภอใจ...ของเรา
โยม – มันเกี่ยวกับความรู้ชอบ รู้ดีหรือไม่รู้ดีด้วยใช่ไหมคะ
พระอาจารย์ – อือ นั่นแหละ
คือถ้าให้มันเลือกน่ะ มันเลือกอยู่กับความที่ไม่รู้ดีกว่า ใช่มั้ย ...ตอนนี้ถ้าให้พวกเราเลือกนะ อยู่แบบสบายๆ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องรู้ตัว สบายกว่ามั้ย นี่ ให้เลือกกันแบบตรงๆ
โยม – มันเคยชิน
พระอาจารย์ – เออ ถ้าให้เลือกนี่ มันไม่มีพวกเราคนไหนที่มันเลือกการที่อยู่กับการรู้ตัวตลอดเวลาหรอก
เห็นมั้ยว่ามันจะเลือกตอนที่ว่า...จะอยู่ยังไงก็ได้ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย
แล้วก็มีอะไรก็ทำไปตามอารมณ์เลย ...มันจะเลือกตรงนั้น นี่คือสันดานเลยนะ...ของทุกคนด้วย ไม่มีใครเก่งกว่าใครด้วย ...เพราะว่าไอ้ตัวนี้แหละมันจึงเป็นเหตุให้เกิดมาเป็นคนซ้ำซากๆ
แล้วไม่อยากเกิดเป็นคนมั้ยล่ะ ...ถ้าไม่อยากเกิดเป็นคน
หรือไม่อยากเกิดอีกนี่...จะต้องแก้นิสัย
หรืออนุสัยเหล่านี้ ด้วยการฝืนทวน ด้วยสติ
เพราะนั้น เราต้องถามว่า...แลกมั้ยล่ะ
แลกการเกิดไม่จบไม่สิ้นนะ กับการไม่กลับมาเกิดอีก...แต่ว่าลำบากหน่อย ...ถ้าไม่แลกก็เกิดตายไม่จบไม่สิ้นแต่ว่าสบายดี ไม่ต้องทำอะไร ...กล้าแลกมั้ย
แต่ถ้าแลกกับการไม่เกิดไม่ตายอีก
ต้องฝืน ต้องทวน ต้องนึกน้อมกลับมาที่ปัจจุบันกายปัจจุบันรู้ ...เหล่านี้
มันไม่มีอะไรได้มาแบบง่ายๆ หรอก ทุกอย่างต้องแลกมา
ถ้ากล้าแลก ถ้ากล้าแลก...แล้วแลกได้หมด ...ไม่ต้องถามหามรรคผลนิพพานเลย
จะอยู่เบื้องหน้านี้ทันที ปัจจุบันชาติเลย
โยม – พระอาจารย์คะ อย่างเราทำไปแล้ว
เราเห็นผลว่าทุกข์มันสั้นเข้า แล้วเราก็คิดแค่ว่า ทุกข์สั้นเข้า
เห็นผลประโยชน์ก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้คิดว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง
แต่ก็อย่างนี้สัมผัสได้ว่าทุกข์สั้นเข้าๆ
พระอาจารย์ – ทำไปเถอะ เอาตัวทุกข์นี่เป็นตัววัด ...การปฏิบัติ
การมีชีวิตอยู่ มันอยู่ยังไงแล้วเป็นทุกข์ มันทำยังไงแล้วทุกข์น้อยลง ...ตัวนั้นน่ะเป็นตัววัด
ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ แรกๆ น่ะทุกข์ มันอึดอัด
มันคับ มันไม่ตามที่คุ้นเคย เคยชิน ...แต่ทำไปเรื่อยๆ
แล้วมันรู้สึกว่ามันเกิดความเบากายเบาใจ
ตรงเนี้ย ไอ้ความรู้สึกของเรานี่
มันจะเลือกๆ ทางนี้แล้ว มันจะเริ่มเลือกทางนี้แล้ว ว่า...เฮ้ย มันน่าจะเงยหน้าอ้าปากลืมตาขึ้นจากน้ำครำได้มั้งเนี่ย
ไอ้ที่มันเคยใช้ประโยชน์กับการล่องลอยเผลอเพลิน
แล้วมีอะไรก็โกรธ มีอะไรก็ดีใจ มีอะไรก็อยากทำ หรือไม่อยากทำก็ไม่ทำ นี่ มันรู้สึกว่ามันอึดอัดคับข้องเป็นอาจิณ
มันติดๆ ขัดๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
เดี๋ยวดั่งใจ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวกังวล เดี๋ยวเสียดแทงอีกแล้ว
เดี๋ยวก็ได้ความสุขมาบ้าง ...แต่ยังไงก็มีความเป็นพวกเหล่านี้ตลอดเวลา
(ต่อแทร็ก 11/22 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น