พระอาจารย์
11/20 (560722A)
22 กรกฎาคม 2556
พระอาจารย์ – แต่ละวันน่ะ ...แต่ละวันๆ
นี่ อย่าปล่อยให้มันหายไปเปล่าๆ ทำความรู้เนื้อรู้ตัวเข้าไว้ มั่นคงอยู่กับภายใน
ตั้งมั่นอยู่กับภายใน
มันจะน่าเบื่อ มันจะน่ารำคาญ
มันจะไม่สนุกขนาดไหนก็ตาม ก็ต้องอยู่อย่างนั้นแหละ ...แลกเอา แลกกับความสะดวก
ความสบาย ความสนุก ความเพลิน
อย่าไปเห็นแก่สนุก เห็นแก่กินแก่นอน เห็นแก่เล่น เห็นแก่เที่ยว เห็นแก่พูดเห็นแก่คุย จนลืมเนื้อลืมตัว ...ไอ้กิจการงานเหล่านั้นน่ะ ไม่ต้องสอนไม่ต้องบอกหรอก มันเป็นนิสัยคุ้นเคยของคนในโลกอยู่แล้ว
ภาวนา...เป็นของที่มันไม่คุ้นเคยน่ะ ...มันต้องทวน มันต้องทำ ...ถ้าไม่ทวน ถ้าไม่ทำขึ้น ผลมันไม่เกิดขึ้นได้หรอก ...ก็ได้แต่มานั่งร้อง นั่งขอ นั่งคาด นั่งหวัง อยู่ไปวันๆ เปล่าๆ ไป
เวลาใกล้ตาย ถึงเวลาตายแล้วจะเสียดายเวลาที่หมดไป
ล่วงไป ผ่านไป โดยที่ไม่ได้เคยทำอะไรจริงๆ จังๆ ในการภาวนา เลย ...กลับไปจริงจังในการค้น ในการหา
ในการสนุก หาความสุขความสบาย
หาลาภยศชื่อเสียง หาเพื่อนหาฝูง หาหมู่หาคณะ ...เวลามันตาย
หมู่คณะไม่เห็นมันตายไปด้วยเลย มันก็ต่างคนต่างตายกันไป เรียกให้มาตายด้วยกันก็มันไม่มาตาย
ไหนว่าเพื่อนกัน มันก็ไม่ยอมตายน่ะ
แต่เวลาอยู่มันก็ติดกัน พัวพันกันไปมา
ญาติพี่น้องพ่อแม่เพื่อนฝูง ...ไม่รู้จักการอยู่กับกายเดียวใจเดียว
อยู่คนเดียวไม่เป็น กลัวผีอีก กลัวไอ้นั่นกลัวไอ้นี่ กลัวตาย กลัวลำบาก
ทีเวลาเกิดมานี่
มันก็เกิดมานอนในท้องแม่อยู่คนเดียวนี่ ไม่เห็นมันกลัวเลย ...แต่เกิดมาแล้ว
พออยู่คนเดียวเข้าหน่อยก็กลัว เวลาเกิดก็เกิดคนเดียว เวลาตายก็ตายคนเดียว
แต่มาอยู่ในโลกแล้วอยู่คนเดียวไม่เป็น
ไม่มีภาวนาก็ไม่เห็นคุณค่า ...ไม่ใช่ให้แต่เหล่าพระ เหล่าผู้ปฏิบัติ เหล่าพระอริยะ ท่านเห็นแต่คุณค่า ...พวกเราก็ต้องสร้างความมีคุณค่าขึ้นมา จนมันเห็นคุณค่าในตัวของมันเอง
มันต้องเห็นคุณค่าของศีล สมาธิ ปัญญา คุณค่าของการปฏิบัติ ...จนมันมีคุณค่ามากกว่าการหาความสุข หาความสบาย หาความหลงเพลิน
อยู่คนเดียวสักพักหนึ่งก็เหงา เบื่อ
หาอะไรสนุกๆ ทำ หาอะไรเพลิดเพลินทำ ...เนี่ย
มันเห็นคุณค่าความเพลิดเพลินมากกว่าการอยู่คนเดียว อยู่กับกายใจเงียบๆ
ดูกายใจของตัวเอง
มันก็เลยไม่ได้อรรถได้ธรรม
มันก็เลยไม่ได้มรรคได้ผลอะไรสักที ...มันทนกับอำนาจของความเผลอเพลินไม่ได้ ถ้ามันไม่ได้เผลอไม่ได้เพลิน ไม่ได้พูดได้คุยแล้ว ดูเหมือนมันจะชักตายดิ้นตายงอกัน
ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเผลอเพลินมากขึ้นเท่านั้น ...เวลาเราอยู่บนวัด วันนึงเราพูดกี่ประโยคนี่เรารู้หมด ทุกครั้งที่พูด
ทุกครั้งที่อ้าปากนี่ ไม่มีหรอกที่จะไม่รู้ ...นั่นแหละ
มันตั้งใจได้อย่างนี้รึเปล่าล่ะ
เวลากิน เวลาดื่ม ทุกครั้งที่อ้าปาก
ทุกครั้งที่เคี้ยวกลืน มันรู้ได้ทุกขณะมั้ยเล่า มันตั้งใจได้ถึงขนาดนี้มั้ยเล่า ...เพราะนั้นอย่ามาถามหามรรคผลนิพพาน ถ้ายังไม่ตั้งใจจริงขนาดนั้น
ไม่อย่างนั้นมันไม่สามารถจะเกิดความต่อเนื่องได้ ...ไม่ใช่การภาวนาแบบสักแต่ว่าทำไปเล่นๆ เก่งแต่พูด เก่งแต่สอน
เก่งแต่แนะนำ แต่ว่าตัวเองทำไม่ได้ ไม่ตั้งใจจะทำ แล้วก็ไม่ทำจริงๆ จังๆ
พระเณรสมัยนี้ บวชได้พรรษาหนึ่ง-สอง-สาม ก็ตั้งตัวเป็นอาจารย์ใหญ่โตมโหฬาร คับบ้านคับเมืองกันไปหมดแล้ว ไม่รู้มันเป็นอะไร
อยากใหญ่ อยากสอน อยากดังกันเหลือเกิน
เพราะนั้นการภาวนาในทางพุทธศาสนาน่ะ
มันมีแต่การทำให้ตัวตนของตัวเองน่ะมันต่ำลง มันน้อยลง จนมันหมดไปสิ้นไป ...นี่กลับไปเพิ่มตัวตนตัวเราให้มันใหญ่โตมโหฬารขึ้นมา
กว้างขวางออกไป
มันสวนทางกันกับวิถีแห่งมรรค ...มีอะไร
เกิดอะไรขึ้นในจิตนิดๆ หน่อยๆ ก็เห่อเหิมกับมัน พยายามจะประชาสัมพันธ์มันออกไป ...นั่นแหละ ก็พยายามจำกัดกายใจ ให้มันเหลือแต่กายใจเปล่าๆ
มันจะเอะอะอะไรออกไปนี่ ก็ละก็วาง
มันจะไปเป็นเรามีเรากับอะไร อย่างไร...ก็เท่าทัน แล้วก็ละ แล้วก็วาง มันอยากจะไปไหน
มันจะให้พาไปไหน...ก็ละ ก็วาง อยู่กับเนื้อกับตัวไว้
มันยังมีเรื่องในขันธ์ให้ดูให้รู้อีกเยอะแยะมากมายมหาศาล...ที่มันยังไม่รู้ไม่เห็น ที่ยังไม่เท่าทัน
ที่เวลามันเกิดขึ้นมาแล้วมันผ่านออกไป...แล้วก็ทำมันออกไปโดยไม่รู้ไม่เห็นไม่ทันมันนี่ตั้งเยอะ
เพราะนั้นเมื่อใดที่มันอยู่กับเนื้อกับตัว
อยู่กับปัจจุบันได้ตลอดเวลาต่อเนื่องนี่ ...อากัปอาการ การปรากฏ
เหตุที่ปรากฏแห่งกองขันธ์ ที่มันแสดง ที่มันปรากฏผุดโผล่ขึ้น...มันก็จะไม่เกิดความคลาดเคลื่อน
มันก็เกิดความรู้ความเข้าใจ มันก็เหมือนกับการที่หงายของที่คว่ำออก
ความมืดในกองขันธ์ ในส่วนใดส่วนหนึ่งของขันธ์ก็เปิดออก หงายออก ...ความสว่างก็เข้าไปถึง
ก็เห็น...ว่ามันมีอะไรที่มันคว่ำ
มันปิดอะไรไว้ มันมีอะไรอยู่ในนั้นมั้ย
มันมีความเป็นจริงซ่อนอยู่ตรงนั้นตรงนี้มั้ย
หรือมีความไม่จริงมันซ่อนอยู่ตรงนั้นตรงนี้
เปิดมาหงายออก มันก็เห็นว่าไม่มีอะไร
มันเห็น มันมีรายละเอียดในขันธ์ทั้งห้าอีกตั้งเยอะแยะ
ที่ยังปล่อยผ่านกันไปแบบไม่ได้เอาธุระใส่ใจตั้งใจที่จะเรียนรู้ดูเห็นมัน
คอยเฝ้าคอยดู คอยสังเกต คอยแยบคาย
ถ้ามันไม่มีการตั้งรู้ตั้งเห็น
ตั้งมั่นอยู่ภายในนี่ ...เวลาอาการของขันธ์ เวลาลักษณะของขันธ์ใดขันธ์หนึ่งปรากฏ
มันก็หลงเพลินไปกับอาการนั้นๆ ด้วยความเป็นเราของเรา โดยไม่รู้ตัว
จนมันชักลากชักนำออกไปภายนอกขันธ์
จนไปถึงอดีตอนาคต ...ไปจนไม่เห็นที่สิ้นที่สุด
เพราะนั้น ทั้งหมดน่ะ
ที่มันล้วนสร้างออกมา ทำออกไปนี่ ...ล้วนทำอยู่บนรากฐานของความไม่จริงทั้งสิ้น
มันเป็นเหมือนมายาภาพ
ทุกสิ่งทุกอย่าง...ที่มันปรากฏ มันเห็น
มันได้ยิน ที่มันตั้งอยู่ มันเป็นอาการชั่วคราวของมัน ...เวลามันขยับขยายย้ายออก
ทั้งหมดนี่ว่างหมด มันไม่มีอะไรเป็นความมั่นคง คงที่ เที่ยงแท้เลย
ทุกอย่างมันล้วนตั้งอยู่บนฐานรากเหง้าของความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ...แต่เราเข้าใจว่ามันเที่ยง
เป็นอย่างนี้คือต้องเป็นอย่างนี้ มีความถาวรคงอยู่
พอมันแสดงความไม่เที่ยงให้เห็น
โดยอากัปกิริยาใดก็ตาม ก็ดีใจเสียใจขึ้นมา ก็ไปหมายความเที่ยงนั้น …มันไม่เข้าใจความเป็นจริงในโลกในขันธ์
ทุกข์มันก็เกิดตลอดเวลา
ภาวนานี่ละทุกข์ ไม่ใช่ภาวนาหาทุกข์ …มาอยู่วัด มาอยู่คนเดียว มาอยู่ที่ไหนก็ตาม ...ก็อย่ามาอยู่หาทุกข์ สร้างทุกข์ ก่อทุกข์ แต่มาอยู่เพื่อละทุกข์
ใครจะเอาทุกข์ ใครจะหาทุกข์
เรื่องของเขา เราละอย่างเดียว เอาทุกข์ออกจากกายออกจากใจของตัวเอง
เอาความเป็นเราออก เอาตัวตนของเราออก เอาหน้าตาตัวตนชื่อเสียงออก ทุกอย่างมันล้วนไม่จริงทั้งสิ้น
ใครเขาจะจริงจังบ้าบอคอแตก
ปล่อยให้เขาจริงจังบ้าบอกันไป ก็ไม่ต้องไปร่วมบ้าบอกับเขา ...เพราะลึกๆ
ทุกคนน่ะมันมีความบ้าอยู่ข้างใน บ้าความเป็นหน้าตาตัวตน
ทั้งตัวเรา ของเรา เรื่องของเรา ที่ของเรา
ของของเรา ...มันก็เลยเกิดการล่วงเกินไม่ได้ แล้วก็เหมือนกับการไปล่วงเกินคนอื่น
แล้วก็เหมือนกับคนอื่นมาล่วงเกินเรา
เพราะทั้งหมดนี่มันเกิดการครอบครอง
มันจึงเกิดการล่วงเกินซึ่งกันและกัน ...ถ้ายังไม่เข้าใจ มันก็จะอยู่ด้วยการล่วงเกินซึ่งกันและกัน
มีแต่ทุกข์มีแต่โทษให้กัน...ตลอดเวลา
ไม่ต้องทำอะไร
แค่มองหน้ากันก็ล่วงเกินกันแล้ว
จิตมันสร้างความครอบครองในความเป็นเราแบบทุกกระเบียดนิ้วเลย ทุกอณูขันธ์ ทุกอณูโลก
ถ้าไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนอบรมจริงๆ ...ไม่มีทางหรอก ที่มันจะหลุดรอด เล็ดลอดออกจากความเป็นเราในกองขันธ์นี้ได้
ความรู้ตัว ความมีสติ
การมุ่งมั่นจริงจังที่จะไม่ออกนอกกรอบกายใจปัจจุบันนี่...อย่างยิ่งยวด ...นั่นแหละ
จึงจะเป็นทางของมรรคที่จะบังเกิดขึ้นต่อไปในภายภาคหน้า
ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้
ขณะนี้แล้วนี่ ...มันจะเกิดเส้นทางของมรรคภายในขึ้นได้อย่างไร
มันจะไปเกิดขึ้นได้ตอนไหน ...ชาติไหน
แต่ถ้ามันเริ่มตั้งแต่ชาตินี้
เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ เป็นต้นไปแล้วนี่ ...เส้นทางของมรรคมันก็จะชัดเจน
ปรากฏขึ้นตามลำดับ
อย่ามาตายกับความขี้เกียจ
อย่ามาตายอยู่กับความเบื่อ อย่ามาตายอยู่กับการหาความสนุก อย่ามาตายกับคำพูดคำจา
การกระทำของสัตว์บุคคลอื่น ...พวกนี้มานี่ตายหมดน่ะ...ศีลสติสมาธิปัญญาตายหมด
มันออกไปมีเรื่องเป็นเรื่องกับรูปกับเสียงทันทีทันควัน...ทั้งพระ ทั้งคน ทั้งเณร มันเป็นกันหมด ไม่รู้มันภาวนากันประสาอะไร
มีแต่การภาวนาออกนอกเนื้อนอกตัวเองทั้งสิ้น ...มันอบรมมายังไง
การดำรงชีวิตใช้ชีวิตแต่ละวัน ก็เป็นไปเพื่อความส่งออกนอกกายนอกใจตลอดเวลา แล้วมันจะเรียกว่ามันภาวนาได้อย่างไร ...นั่งหลับตายังไม่รู้ตัวเลย
นั่งหลับตาพุทโธ
ยังไม่รู้ตัวเลยว่านั่งหลับตาพุทโธอยู่น่ะ มันนั่งกันยังไงของมัน ...ไอ้นั่งหลับตาพุทโธแล้วยังไม่รู้ว่านั่งหลับตาพุทโธนี่ เดี๋ยวก็หลับ สุดท้ายก็หลับ
ทั้งหลับจริงหลับหลอกน่ะ
ไอ้หลับจริงๆ นี่ เห็นประจำน่ะ ไอ้หลับหลอกๆ ก็ประเภทเข้าไปหายในความว่างความเงียบน่ะ มันหลับทั้งคู่น่ะ …กลายเป็นภาวนาแล้วมันยิ่งโง่ลงอีก
กลายเป็นภาวนาแล้วกิเลสมันยิ่งมากขึ้นน่ะ
กลายเป็นภาวนาอยู่วัดอยู่วาไปแล้ว
ความถือเนื้อถือตัวมากขึ้น ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เจ้ากี้เจ้าการ จัดการคนนั้นคนนี้มากขึ้นอีกน่ะ ...มันภาวนาประสาอะไรของมัน
เนี่ย เราถึงต้องอยู่คนเดียวไง
เพราะโลกมันรังเกียจเรา (หัวเราะ) เรามันเลยเข้ากับโลกไม่ค่อยได้
สังคมเขาไม่ยอมรับ เพราะไม่เหมือนกับคนในสังคมเขา
แล้วมันก็พยายามจะให้เราเป็นแบบสังคมเขา
เนี่ย ผ่าเหล่า พวกผ่าเหล่า ...ก็เลยอยู่คนเดียวกับหมา แต่ไม่กัดกับหมา
หมากัดก็ไม่กัดตอบ ...โดนกัดนะโดนกัด ก็ไม่กัดกับหมา
แต่พวกเรานี่ หมาไม่กัดก็ไปกัดหมา คนด่า..ก็ด่ากับคน คนกัด..ก็กัดกับคน กัดกันไปกัดกันมาได้แผล ได้เลือด ได้น้ำตา ...บ้า บ้ายิ่งกว่าหมาอีก หมามันกัดนี่โดยสัญชาติญาณ
แต่คนไปกัดกับหมานี่...ผิดปกติ
ใครว่า ใครด่า ใครพูด ใครติ ใครชม
ใครรัก ใครชัง ...เรื่องของหมา ไม่ใช่เรื่องของเรา... ไปจริงจังไปหมด จริงจังไปจริงจังมา
จากคนก็กลายเป็นหมา กัดกันไปกัดกันมา
กระทั่งวัด...พระก็กัดเอง
แม่ชีก็กัดกันกับพระ เอ้า ไม่ก็กัดกับลูกศิษย์
หรือไม่ลูกศิษย์ก็กัดพระกัดแม่ชีกันไป ...กลายเป็นสังคมปลากัดน่ะ วัดกลายเป็นที่กัดกันซะอย่างนั้น
มันภาวนากันยังไงหือ มีแต่เหไปหันมาตามกิเลสตัณหา
ไม่เท่าทัน ...แล้วไม่คิดจะละกิเลสด้วยซ้ำ...ปัญหามันอยู่ตรงเนี้ย ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นกิเลสนะ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นอารมณ์เนี่ย
คือถ้าหมานี่ เราไม่ว่า เพราะมันไม่รู้ เข้าใจมั้ย ...แต่ไอ้คนนี่รู้ พระนี่ยิ่งรู้
คนปฏิบัติอยู่วัดมาก่อน รู้ทั้งนั้นน่ะ ว่ามันเป็นกิเลส ...แต่ไม่ยอมละ
กลับทำตามอำนาจของกิเลส
ครูบาอาจารย์รู้นี่ ร้อนไปถึงกระดูก ...พวกที่อยู่ใกล้ๆ
กระดูกท่านเจดีย์ท่านนี่ ไปทำให้กระดูกท่านร้อน ระวังหน่อย ยิ่งใกล้ครูบาอาจารย์
ยิ่งใกล้สถานที่ที่ครูบาอาจารย์ท่านเคยอยู่บำเพ็ญ
ระวังรักษาเนื้อรักษาตัว รักษากายรักษาใจไว้ อย่าไปข้อง ทำตามอำนาจของกิเลส ปล่อยปละละเลย
เผลอๆ เพลินๆ อายครูบาอาจารย์..กระดูกท่าน พระธาตุนี่เต้นได้
อยู่ในที่ที่ควรอยู่ เป็นมงคลแล้วนี่ ...ทำตัวเองให้เป็นมงคล ตั้งใจใส่ใจ พยายามทำตัวเอง สร้างมงคลขึ้นมาในตัวเองด้วยศีลสมาธิปัญญา
ดอยเชียงดาวนี่ จะเอาตรงไหนที่ไม่มีภูมิธรรมผู้ปฏิบัติ ...จึงบอกเป็นที่มงคล พอเข้าเขตนี้นี่ รู้สึกสบายเลย แค่มองเห็นดอยเชียงดาวนี่ แค่มองเห็น ไม่ต้องอยู่...ก็สบายแล้ว
มงคลก็เป็นมงคลแล้ว
เพราะสถานที่นี้ เป็นที่เหล่าผู้ปฏิบัติบำเพ็ญพรต บำเพ็ญธรรม ได้อรรถได้ธรรม มีอรรถมีธรรม
เกิดอรรถเกิดธรรมภายในขึ้น...มากมายมหาศาลเลย
เพราะนั้น เวลาได้มาอยู่ ได้มาผ่าน ...อย่าปล่อยเวลาให้มันผ่านล่วงเลยไปเปล่าๆ ปลี้ๆ อย่าให้ลมหายใจเข้า-ออกมันหมดไปเปล่าๆ
อย่าไปนึกว่า แค่รู้แค่เนี้ย
รู้เท่าเนี้ย รู้เฉยๆ นี่ มันจะไม่ได้อะไร หรือมันเสียเวลาไปเปล่าๆ
รู้แล้วก็ไม่เห็นได้อะไร รู้ว่านั่ง แค่รู้ว่านั่งนี่ ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นมา
เหล่าผู้ปฏิบัติท่านก็เริ่มอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ
เก็บเล็กผสมน้อยไป ...จนเต็มภาคเต็มภูมิของศีลสมาธิปัญญาขึ้นมา
เมื่อมันเต็มภาคเต็มภูมิของศีลสมาธิขึ้นแล้ว
ความอาจหาญภายใน ไม่หวั่นไหวหวั่นเกรงต่อกิเลส
ไม่หวั่นไหวหวั่นเกรงต่ออำนาจการแสดงความแปรปรวนของขันธ์ของโลก
นี่ มันอาจหาญต่อธรรม
ต่อธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ด้วยความไม่หวั่นไหว ...ไม่งั้นก็เหลาะแหละๆ โลเล
ปวกเปียก เหลวไหล ไอ้โน่นนิดไอ้นี่หน่อยก็โอนเอนไป โอนเอนมา
ทุกข์เท่านี้ ทุกข์แค่นี้ ก็ว่า
ตายแล้ว..ไม่ไหวแล้วๆ ...เอาแต่บ่น ใจเหมือนปลาซิว การตั้งมั่นภายในไม่มี
(ต่อแทร็ก 11/21)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น