พระอาจารย์
11/18 (560622B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มิถุนายน
2556
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 11/18 ช่วง 1
ไม่ใช่ภาวนาเพื่อไปสร้างความเป็นตัวตนของเราในขันธ์ให้ดีขึ้น เหนือกว่าคนอื่น
มีค่ามีราคาสูงกว่าคนในโลกทั้งหลาย ...นี่เขาเรียกว่าภาวนาหลอกตัวเอง หลอกคนอื่น
ภาวนาแบบลิงหลอกเจ้า
มันไม่มีทางอื่นหรอกในการที่จะเลิกละเพิกถอนตัวเราของเรา ...มันจะต้องมาเริ่มที่กาย..มาเริ่มด้วยศีล
มันจะต้องมาเริ่มด้วยการเห็นกาย...เป็นก้อนศีล ก้อนธรรม ก้อนธาตุ ก้อนทุกข์ ก้อนเวทนา
ก้อนแปรปรวน หรือก้อนธรรมชาติเกิดดับ
มันจะต้องมาเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ
ในกาย...ในก้อน ในกองนี้ ...มันจึงจะเพิกถอน ละวาง ออกจากความเห็นโง่งมงายภายใน ...มันจะไปละด้วยวิธีการอื่นไม่ได้เลย
อย่ามักง่าย อย่าเอาเร็วไปกับอุบายภายนอก..นอกศีลนอกกาย ...อะไรที่ไปทำ อะไรที่ไปเจริญอยู่นอกศีลนอกกายนี่
ถือว่านอกองค์มรรคแล้ว ถือว่าหลุดจากองค์มรรคแล้ว ถือว่าสุดโต่งตกขอบมรรคแล้ว
ให้ถือปัจจุบันกายใจนี่เป็นมรรค จนมันไม่เห็นความสำคัญอะไรอื่นนอกจากกายใจเป็นมรรค ...นั่นแหละผู้ภาวนาจริงๆ จะยืนหยัดตั้งมั่นอยู่ภายในนี้ด้วยความไม่หวั่นไหวในสิ่งทั้งปวง
อันนี้คือผู้ที่ฝึกดีแล้วนะ
ไม่ใช่ผู้ที่นั่งๆ อยู่ตรงนี้นะ ...เพราะฉะนั้นผู้ที่นั่งๆ อยู่ตรงนี้
ไม่มีหรอกที่มันจะไม่หวั่นไหวไปกับอะไร มันต้องหวั่นไหวอยู่แล้ว
คือมันหวั่นไหวจนไม่รู้สึกเลยว่ามันหวั่นไหว
บอกให้ มันก็รู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาเลยน่ะ (หัวเราะกัน) ...หายเป็นธรรมดา
เผลอเพลินไปกับความคิด
เห็นอะไรก็คิด ได้ยินอะไรก็คิด ได้ยินอะไรก็มีอารมณ์ ...ก็ไม่เห็นว่ามันหวั่นไหวหรือไม่หวั่นไหวหรอก ...มันรู้สึกว่าเป็นธรรมดาของกูเลย
เพราะนั้นมันต้องฝึก จนมันรวมอยู่ในมรรคขั้นต้น..หยาบๆ ยืนเดินนั่งนอนนี่หยาบๆ นะ ...แล้วมันจะรู้จักเองว่า
จิตหวั่นไหวก็รู้ว่าจิตหวั่นไหว จิตตั้งมั่นก็รู้ว่าจิตตั้งมั่น
จิตตั้งมั่นมากก็รู้ว่าจิตตั้งมั่นมาก
นี่ เรียกว่ามันลงฐาน ลงล็อค ลงที่
ลงด้วยฐานของศีล ฐานของสมาธิ ...มันจึงจะเห็นจิตนี้ตั้งมั่น จิตนี้ไม่ตั้งมั่น
ขณะนี้ตั้งมั่น ขณะนี้ไม่ตั้งมั่น ขณะนี้มีกิเลส ขณะนี้ไม่มีกิเลส ...มันจึงจะเห็น
ถ้ามันไม่ได้ตั้งมั่นเป็นกลางอยู่ด้วยองค์รู้
ดวงจิตผู้รู้อยู่..ที่มาจากศีล ที่มาจากสติในปัจจุบันแล้ว ...มันจะไม่เท่าทันได้หรอก
เพราะมันจะอยู่กับความหลงเป็นอาจิณ
หลงเป็นอาจิณนี่...เขาเรียกว่าเป็นอาจิณกรรม
จนเป็นความคุ้นเคย จนเรียกว่าเป็นอนุสัย สันดาน จนไม่รู้สึกว่ามันผิดปกติเลย ...เพราะมันทำจนเป็นอาจิณ
แต่เมื่อใดที่มันเจริญสติสมาธิปัญญาจนเป็นอาจิณ
นี่ มันตรงข้ามกัน ...มันก็จะเห็นเลยว่า ไอ้อาการแต่ก่อนที่เคยว่าเป็นอาจิณของมันนั่นเป็นสิ่งที่ผิดปกติ
ไม่ใช่ปกติ
ถ้าปกติของใจนี่ จะไม่ปรุง
จะไม่มีอารมณ์ จะไม่มีความรู้สึกภายใน ...มีแต่ความเป็นกลาง เป็นปกติ เป็นธรรมดา เป็นฐานอารมณ์ของใจ
ของขันธ์ คือกาย
ไอ้ที่เคยว่า หนู ดิฉัน ผม อยู่ด้วยความเป็นปกติมาตั้งแต่เกิดแล้วนี่ ไม่เห็นต้องทำอะไร ...ไอ้นั่นน่ะมันผิดแบบหัวทิ่มบ่อเลย คือหัวมันน่ะจมอยู่ในน้ำครำโผล่มาแต่ก้นโด่งๆ
น่ะ แล้วก็บอกว่านี่เป็นปกติของฉัน
เมื่อใดที่มันถอนหัวออกมาจากบ่อน้ำครำน่ะ
แล้วมันจึงจะเห็นว่า คนทั้งโลกนี่เอาหัวจมน้ำครำแล้วบอกว่าปกติ ...นั่นน่ะปกติของกิเลส ปกติของสันดานกิเลส ปกติของ
“เรา”
มันไม่ใช่ปกติของขันธ์ มันไม่ใช่ปกติของใจ...มันคนละปกติ ...แล้วมันก็มาตายกับความปกติกิเลสนั่นแหละ
“ก็ของมันเป็นอย่างงี้ จะต้องไปแก้ไขมันทำไม แก้ไม่ได้หรอก”
มันเป็นซะอย่างนั้น ...คนมันถึงห้าพันล้านคน ยังต่อคิวกันอีกนับไม่ถ้วน แย่งกันเกิดแย่งกันตายอย่างงี้
นิพพานถึงโหรงเหรงๆ พระอรหันต์ถึงหาแทบไม่เจอในสามโลกธาตุ แต่คนนี่นับไม่ถ้วน
ภาษาภาษิตในโลกเขาก็มีว่า...เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าเริ่มต้นผิดก็ติดลบเลยน่ะ
เพราะนั้นถ้ามันตั้งใจอยู่ในปัจจุบัน
อย่างที่ท่านเรียกว่า ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ
ที่นี้ ที่เดียวนี่ ที่นี้เท่านั้น มันจึงจะเกิดความรู้แจ้งในปัจจุบันธรรม ณ ปัจจุบันกาย ปัจจุบันขันธ์ ปัจจุบันโลก ...มันจึงจะแจ้งในปัจจุบันว่าเป็นอะไร
ถ้าไม่ลงอยู่ที่นี้ๆ
มันจะไม่เกิดความแจ้งในปัจจุบันเลย
เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวง มันตั้ง มันเกิด
และมันดับ อยู่ในปัจจุบัน
เพราะความเป็นจริงมันตั้ง มันเกิด มันดับอยู่ในปัจจุบัน ...มันแสดงอาการอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น
ถ้าไม่ยืนอยู่บนหลักของปัจจุบันแล้วนี่
มันจะไม่เข้าไปถึงความเป็นจริงใดๆ เลย
มันจะไปอยู่แต่ความโง่งมงายของจิตที่มันสร้างอุปาทานขันธ์
ซึ่งเป็นขันธ์ที่ไม่มีจริง
แล้วก็จะเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดอุปาทานทุกข์อยู่ภายใน
เป็นทุกข์ของเราขึ้นมา
เพราะไอ้เรานี่ก็เกิดจากอุปาทานขันธ์
มันก็มีเราเข้าไปรับเป็นอุปาทานทุกข์ ...นี่เขาเรียกว่าเวทนาในเรา
เวทนามีสองเวทนา...เวทนานอก กับเวทนาใน ...เวทนานอกนี่คือเวทนาทางกาย ร้อน หนาว ปวด เมื่อย คัน
นี่พวกนี้เป็นเวทนานอก เวทนากาย
ไอ้เวทนาในคือเวทนาใน
“เรา” เป็นเวทนาที่เกิดจากอุปาทานขันธ์อุปาทานทุกข์..ซึ่งมันไม่สมควรจะมี ...แต่ไอ้ตัวเวทนาในนี่ มันจะไปบีบบังคับให้เรานี่ไปแก้เวทนานอก..คือเวทนากายที่เป็นทุกขสัจ
ให้มันเป็นไปดั่งที่ “เรา” ต้องการ ..คือเราต้องการอย่างไร
หรือไม่ต้องการอย่างไร..ในเวทนาของกายนี้ ซึ่งเป็นเวทนาที่เป็นไปตามความเป็นจริง..ไม่สามารถจะไปจัดการได้
แต่มันก็ไม่ยอมปล่อยยอมวาง
มันจะเอาของมันให้ได้ ...เพราะมันเข้าใจว่ากายนี้ เวทนาในกายนี้ มันเป็นของเรา
เราเป็นเจ้าของ เราสามารถสั่งการได้
อะไรที่มันบอกว่าเป็นของเรา
เราเป็นเจ้าของแล้วเราจะต้องมีความรู้สึกตามมาลึกๆ เลยว่าเราจัดการได้
ทำไมผัวเมียมันถึงทะเลาะกันฆ่ากันล่ะ ...ก็เพราะว่ามันรู้สึกเป็นของเรา แต่เราจัดการไม่ได้ มันก็เลยมีปัญหา ...เพราะมันเข้าใจว่าเป็นของเรา ผัวของเรา เมียของเรา ลูกของเรา
แล้วคิดว่าจัดการได้ทุกเมื่อ
ใครมีลูกห้าคนก็ทุกข์ห้ากองน่ะ
เพิ่มไปเลย เพราะคิดว่าเป็นของเรา และคิดว่าเราสามารถบังคับได้ ควบคุมได้
จัดการได้ ...แต่ไม่เห็นมันเป็นอย่างที่ต้องการเลย นี่ ขนาดว่าเป็นของเราภายนอกนะ
แล้วของเรานี่ กายเรานี่ล่ะ
ผมหงอกมาห้าเส้นสิบเส้นนี่ จัดการได้มั้ย บอกให้มันดำสิ บอกเลย สั่งมันเลย
ถ้ามันเป็นของเราจริงน่ะ จะต้องไม่หงอกเลยอีกต่อไป ...สั่งได้มั้ยเล่า
ทำไมไม่มาดู
ทำไมไม่มาศึกษาความเป็นจริงของกายอย่างนี้ ทำไมไม่เฝ้าสังเกต..รู้..ดู..เห็น ...จนจิตมันเชื่อ จนจิตมันยอม จนเรามันเชื่อ จนเรามันยอม
คือยอมรับกับความเป็นจริงของกายของขันธ์ ...ไม่งั้นมันก็จะดึงดัน ดันทุรัง ดื้อดึงดัน ...ถ้าบอกว่าเป็นเราก็ต้องเป็นเรา ถ้าบอกว่าเป็นเราก็ต้องเป็นอย่างที่เราต้องการ
อย่างนี้
เพราะนั้นการภาวนา...มันจะสวนทางกันกับความเคยชินในโลกที่คุ้นเคย
อย่างที่เราบอกว่า การกิน การนอน การขึ้นรถลงเรือไปเหนือล่องใต้ การพูด การคุย การขับถ่าย ...พวกนี้มันทำด้วยความเคยชินทั้งนั้น
มันไม่ได้ทำด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อมเลย ...แล้วไม่ตั้งใจ ไม่ใส่ใจที่จะทำความรู้ตัวทั่วพร้อมกับอาการหรือพฤติกรรมหรือกิจกรรมของกายที่มันปรากฏเลย
แต่ก็ยังบอกว่าเป็นนักภาวนากันอยู่
กำลังภาวนาอยู่ หนูกำลังภาวนาที่นั้นที่นี้อยู่ …นี่ มันภาวนาผิดที่แล้ว ภาวนาออกนอกแล้ว กำลังภาวนาหลงทางอยู่ ...มันกำลังหา "ทางของเรา" อยู่
ไม่ใช่ทางมรรค
กายคือความจริง
ต้องมารู้ความเป็นจริงของกาย ...จิตที่เขาปรุงแต่งไปมา คือความจริงที่ปรากฏ
ต้องรู้ความเป็นจริงของความปรุงแต่งของจิตว่าคืออะไร
ต้องเข้าใจว่า...กายสักแต่ว่ากาย จิตสักแต่ว่าจิต คิดสักแต่ว่าคิด จำสักแต่ว่าจำ ...ไม่มีอะไรในคิด
ไม่มีอะไรในจำ ไม่มีอะไรในกาย ไม่มีอะไรในรู้ ไม่มีอะไรในสรรพสิ่ง
ไม่มีอะไรในธรรมทั้งหลายทั้งปวง
นี่ มันจึงจะเห็นความเป็นจริงเหล่านี้ ...แล้วยังหาอะไรในอะไรกันอยู่
ยังหาอะไรในอดีตอนาคตกันอยู่ ...มันไม่มีอะไร จะไปหาทำไม จะไปหาอะไร
มันไม่มีอะไรในภาษา
มันไม่มีอะไรในตำรา จะไปหาทำไม จะไปยึดจะไปครองมันทำไม ...แม้แต่ในขันธ์ยังไม่มีอะไรในขันธ์เลย ทำไมถึงคิดว่ามันมีอะไร เป็นอะไรในขันธ์นี้
เพราะนั้นไอ้ความไม่รู้นี่...มันจะสร้างว่าขันธ์นี้เป็นเรา
แล้วยังมีอะไรเป็นเราอยู่ในขันธ์นี้
นั่นแหละปัญหา ...ถ้ายังเห็นขันธ์เป็นเรา
เราเป็นขันธ์น่ะ...ก็เกิดตายกับขันธ์ไปอีกนับภพนับชาติไม่ถ้วนนั่นแหละ
เพราะไม่อดไม่จนในขันธ์
โลกนี่ ดินน้ำไฟลมนี่ ไม่มีขาดหรอก ...เกิดกี่ครั้งเกิดกี่ชาติ โลกยังมี ดินน้ำไฟลม...เหลือเฟือ
สสารพลังงานในโลกที่พอให้เกิดเป็นแค่หย่อมของมนุษย์ กลุ่มก้อนของมนุษย์นี่นิดเดียว
ไม่ได้ทำให้โลกนี้เสื่อมสลายพังทลายได้เลย ...เพราะนั้นไม่อดไม่จนในการเกิดหรอก
ขันธ์น่ะ
(ต่อแทร็ก 11/19)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น