พระอาจารย์
11/22 (560722C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 กรกฎาคม 2556
(ช่วง 3)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 11/22 ช่วง 2
ไอ้ตอนนี้ต้องฟังเราโฆษณาเชียร์แขกก่อน
หรือโฆษณาว่าธรรมนี้ดีจริงนะ ศีลนี้ดีจริงนะ สมาธินี้ดีจริงนะ ปัญญานี้ดีจริงนะ ...ตอนนี้โยมยังต้องฟังพวกนี้อยู่ ไม่งั้นโยมไม่ยอมทำ
แต่พอถึงจุดนั้นแล้วนี่
ไม่ต้องฟังแล้ว ทำเองแล้ว มันเชื่อแบบว่า...เออ จริงเว้ยเฮ้ย ...แต่ตอนแรกนี่ต้องบังคับให้เชื่อนะ ไอ้อยากมาฟังโดยสันดานนี่ไม่มีหรอก มันมาตามกาล เนี่ย
แต่พอมาแล้วนี่
มันก็ได้ยินได้ฟังอะไรที่มันมีแง่คิด แง่มุม ...อาจจะไม่ถึงกับศรัทธาถึงขั้นลงทุนไปปฏิบัติจริงๆ จังๆ ก็ตาม ...แต่บอกแล้วมันต้องได้...อย่างน้อยมันต้องได้
ได้สะกิดอะไรขึ้นมาสักสะเก็ดนึงน่ะ แล้วมันเปิดแผลกิเลสออกแล้วก็เห็นเนื้อแดงๆ
คือใจ หรือความเป็นจริง ...ซึ่งมันหนีไม่ได้ ไม่มีใครหนีความจริงได้
ไม่มีใครหนีได้หรอก ...เพราะทั้งๆ ที่มันอยู่กับความเป็นจริงนี่แหละ แต่มันไม่รู้จักความเป็นจริง ...พอมาโดนเปิดแผลเข้านี่ เลือดซิบๆ
เจ็บนิดๆ เจ็บลึกๆ
แต่เถียงไม่ได้นะ ...นี่คือธรรมของแท้...บาดลึกนะ มันบาดเข้าไปถึงใจ บาดกิเลสออก...ถึงใจ
โยม – พระอาจารย์คะ
เมื่อก่อนโยมเข้าใจว่า ความเดือดร้อนตอนทุกข์คือตอนที่มีความทุกข์
แต่ตอนนี้เข้าใจว่าความทุกข์คือการคิดวนเวียนค่ะพระอาจารย์
พระอาจารย์ – ทุกข์น่ะ มีสองทุกข์ ...ทุกข์ประจำธาตุ ทุกข์ประจำขันธ์ ทุกข์ประจำโลก เรียกว่าทุกข์สาธารณะ
เรียกว่าทุกข์ตามความเป็นจริง
ฝนตก แดดออก นี่ทุกข์มั้ย
นี่คือทุกข์ตามความเป็นจริง ทุกข์สาธารณะ นั่ง...เมื่อย
นั่งนาน...เมื่อยมาก นั่งไม่นาน...เมื่อยน้อย ...นี่คือทุกข์สาธารณะ ทุกข์ตามความเป็นจริง
โยม – อันนี้ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ
พระอาจารย์ – Untouchable ...ห้ามแตะต้อง (หัวเราะกัน)
ก็โยมไปสั่งแดดได้มั้ยเล่า วันนี้ร้อนนี่ แดดออก ไม่ชอบ กลัวผิวไหม้ ...สั่งมัน
ลดหน่อย หรี่หน่อย เอาเลเวลไหนดี หือ สั่งได้ไหม ถ้าสั่งได้...สั่งสิ อยากเห็น
เหมือนกัน..ขันธ์ก็เหมือนกัน มันเป็น untouchable นีี่ ทุกข์ประจำธาตุ
ทุกข์ประจำโลก ทุกข์ตามความเป็นจริง เรียกว่าเป็นทุกขสัจ ทุกข์ที่เป็นความจริงปรากฏอยู่
แต่ไอ้ที่คิดวนเวียนว่า
“นี่ถ้าชั้นอย่างงั้น แล้วชั้นไม่เป็นอย่างนี้ แล้วทำอย่างงี้แล้วมันจะดีขึ้นมา”
...ไอ้อย่างนี้แหละ...ทุกข์อุปาทาน คือคิดเอาเอง แล้วคิดว่า “น่าจะ” หรือ
“มันไม่น่าจะ”
“ถ้าชั้นทำอย่างนี้ หน้าชั้นคงไม่ย่น” ...ก็มันย่นอ่ะ (หัวเราะกัน) เอ้า มันจะไปแก้น่ะ ...นี่แค่คิดนะ แค่คิดนี่ทุกข์แล้วนะ
ก็คนมันย่นอยู่แล้ว “ถ้าชั้นอย่างงี้ซะตั้งแต่ห้าปีสิบปีที่แล้ว
หน้าชั้นคงไม่ยับเยินปานนี้”
โยม – ทุกคนก็ชอบคิดว่า คนไหนปฏิบัติธรรม
สงบ หน้าตาสดใส ท่านว่าจริงไหมคะ
พระอาจารย์ – มันก็ว่ากันไป
...ไปดูคนยุโรป ไปดูคนญี่ปุ่น หน้ามันใสอ่องต่องเลย มันไม่เห็นเคยปฏิบัติธรรมอะไรเลย
ทำไมหน้ามันใสปิ๊งเลย
โยม – ใช่ มันธรรมชาติ
พระอาจารย์ – แต่ไอ้ที่ความใสที่เราว่า
นี่มันเป็นความใสภายใน แล้วก็ไอ้ความใสภายในนี่ มันก็มีรัศมี ...เหมือนกับมันมีรัศมีออกมาเจือจานให้เห็นแววออกมา เท่านั้นเอง
แต่ไอ้หน้าแบบปฏิบัติแล้วสิวฝ้าลบ ไร้ร่องรอย
หน้ายับหน้าเยินก็กลายเป็นเด้งดึ๋งๆๆ ขึ้นมาใหม่ เนี่ย เป็นไปไม่ได้
โยม – ที่พูดกันว่า สวยมาจากข้างใน
พระอาจารย์ – คือมันก็จะมี...
เข้าใจคำว่า “ออร่า” มั้ย ออร่า มันมีออร่า ...แล้วออร่านี่มันก็รับรู้ได้ด้วยการสัมผัส นะ ไอ้การสัมผัสนี่มันก็เลยดูว่า เออ
หน้าตาผ่องใส ผิวพรรณวรรณะดูดีขึ้น
จริงๆ มันเป็นออร่าภายในเท่านั้นเอง
คือมันเฟรชขึ้นน่ะ ใจมันบริสุทธิ์ขึ้น เข้าใจมั้ย ...แต่หน้าก็ยังเหี่ยวเหมือนเดิม
โยม – พระอาจารย์คะ เวลาคิด
แล้วเราบอกไม่ให้คิด มันก็ไม่ได้ มันจะคิดไปเองใช่ไหมคะ ถ้าไม่มีสติ
พระอาจารย์ – ก็บอกแล้ว...แค่รู้ ไม่ได้เข้าไปเป็นผู้จัดการ ...ให้ทำหน้าที่เป็นภารโรง ไม่ใช่ให้ไปเป็นซีอีโอ
แต่พวกเรา...อยู่กับขันธ์ อยู่กับโลกนี่ ...เราทำตัวเองเหมือนเป็นซีอีโอ
เราทำตัวเองเหมือนเป็นผู้บริหารขันธ์และโลก ...แต่ว่าการปฏิบัติธรรมนี่
เราฝึกเพื่อจะทำตัวเรานี่ให้ทำหน้าที่เป็นภารโรงหรือยาม
รู้จักยามมั้ย
หน้าที่ของยามทำอะไร ...ดูแล ใครเข้าใครออกๆ แค่รู้ เข้าใจรึเปล่า ...ถามว่าภารโรงมีสิทธิ์ชี้นิ้วสั่งงานมั้ย
มีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงระบบบริหารของสำนักงานนี้มั้ย
โยม – ไม่ได้ค่ะ
พระอาจารย์ – แต่พวกเรานี่เป็นซีอีโอ … “วันนี้หน้าคล้ำ ไปฟอกซะหน่อย” ...เนี่ย จัดการนะ
โยม – (หัวเราะกัน) ชี้นิ้วอย่างเดียว
พระอาจารย์ – เนี่ย ซีอีโอ...จัดการ ถ้าจัดการได้ก็เรียกว่าได้ผล สำนักงานนี้สวย ชั้นครองสำนักงานนี้อยู่ กายใจนี่คือสำนักงานของมัน ...มันว่าเป็นของมัน แล้วมันก็บอก ถ้าเป็นของมันนี่มันบริหารได้
อันไหน ส่วนไหน ถ้ามันเข้าไปบริหารไม่ได้ มันก็โกรธ หาว่าไอ้นี่ไม่ดี จะเอาออก
จะแก้ใหม่ จะเฉือนทิ้งเลย จะเปลี่ยนแปลงใหม่ ...อย่างนี้ เขาเรียกว่าซีอีโอ
เขาเรียกว่าอหังการ ความอหังการของเรา
แต่ถ้าลดความอหังการ
ก็กลับมาทำหน้าที่เป็นยาม...ดู อะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่ อะไรดับไป
ทำหน้าที่แค่นั้นน่ะ...ยาม ...แล้วไม่มีสิทธิ์มาชี้นิ้วสั่งการ ใครจะเข้าใครจะออก
ไม่มีสิทธิ์ห้ามการเข้าการออก
โยม – เหมือนถ้าเวลาคิด
ก็รู้ตัวเองว่าคิด
พระอาจารย์ – แค่นั้นแหละ รู้ว่ามันมีความคิด โกรธก็แค่รู้ว่ากำลังโกรธ
โยม – แต่ว่าต้องอาศัยเวลา พระอาจารย์
พระอาจารย์ – แน่ล่ะ ใช้เวลา...มันต้องใช้เวลา ...มันไม่ใช่ว่าเป็นแพ็คเกจสำเร็จรูป ซื้อหาได้ตามท้องตลาด แล้วมาต้มกินแค่ห้านาทีเสร็จ
โยม – ท่านคะ สมมุติว่าถ้าเราโกรธนะคะ
แล้วเรื่องนั้นเราโกรธจริงๆ รู้แล้วล่ะเราโกรธมาก แล้วก็วิธีที่เราจะทำ...ถ้าเราอยู่กับความโกรธ
มันก็ยิ่งไปกันใหญ่
พระอาจารย์ – ก็ไม่ใช่ให้ไปอยู่กับความโกรธอย่างงั้น ...คำว่า...รู้ว่าโกรธ แล้วอย่าไปอยู่กับโกรธ ให้รู้ว่ายืนโกรธหรือนั่งโกรธ มันมีตัวอยู่ มันมีตัวกายอยู่ในอาการนั้น เข้าใจมั้ย ...มันยืนหรือมันนั่งโกรธ เอ้า
โยม – ก็แล้วแต่นะคะ
พระอาจารย์ – เออ ยืนก็ได้ นั่งก็ได้
มันอยู่ท่าไหนก็ได้ ใช่มั้ย ... แต่มันมีตัวอยู่ใช่มั้ย ...ให้รู้ตัวนั้นไว้เป็นหลัก
อย่าไปรู้ตัวที่โกรธเป็นหลัก
โยม – แล้วอย่างพอรู้ตัวเองว่าโกรธ
แล้วชั่งมันๆ บางคนก็บอกว่า การที่คุณ “ชั่งมันๆ” นี่นะ ไม่ใช่ว่าไม่โกรธนะ
เพียงแต่คุณเอาอะไรมากลบมันไว้ อย่างเงี้ย อันนี้อยากให้อธิบายตรงนี้ค่ะ
พระอาจารย์ – คือบอกว่าอย่าไปยุ่งกับมัน นี่ ไม่ต้องไปวางมันหรอก ...การที่ว่าตั้งใจจะไปวางของพวกเรา ที่เขาสอนว่าให้ไปวางมัน นี่เหมือนกับการจะไปทำให้มันดับ ...มันทำไม่ได้หรอก
แล้วเราก็ไม่แนะนำให้ทำ
โยม – แล้วจะทำยังไงคะ
พระอาจารย์ – เอ้า คำว่าวาง
ไม่ได้หมายความว่าให้ไปทำมันดับ คำว่าวางนี่...เหมือนกับโยมไม่ยี่หระกับมัน ไม่สนใจมัน ไม่เข้าไปให้ความสำคัญกับมัน
เพราะนั้นตัวที่จะไม่ให้ความสำคัญกับมันน่ะ ...โยมจะต้องมีตัวที่ให้ความสำคัญมากกว่าแทน แล้วจะต้องมาอยู่กับตัวที่ให้ความสำคัญกับมันแทนนี่
ถ้าไม่มีตัวที่ให้ความสำคัญกับมันมาแทนตัวโกรธนี่
มันอดไม่ได้ที่จะเข้าไปให้ความสำคัญกับความโกรธอีก
โยม – ส่วนใหญ่นะคะ จากเรื่องส่วนตัว
สมมุติว่ามีใครมาทำให้เราโกรธ ก็จะรู้สึกว่า เออ น่าเอ็นดูมันเนอะ
เพราะมันอย่างนี้ ทำให้เฮาโกรธ ตัวนี้ก็ใช้ได้ใช่ไหมคะ คือเราก็ไปสงสารเขา
พระอาจารย์ – ก็ได้ ...คือมันเป็นอุบาย
คืออย่างนี้มันยังเป็นอุบาย
โยม – อ๋อ มันอุบายหรือคะ
แต่ถ้ามันโกรธจริงๆ มันจะหายไปเลยจากความรู้สึกทางนึกคิดอย่างนี้หรือคะ
พระอาจารย์ – ใช่ ...หมายความว่า
เราจะต้องการให้เผชิญกับทุกสิ่ง ...คือลึกๆ ที่คิดว่า เออ ดีนะ ชั่งมันนะ นี่ มันมีเป้าหมายใช่ไหม ...มีเป้าหมายนะ
โยม – ใช่ คือไม่สนใจมันเลย
พระอาจารย์ – มันมีเป้าหมาย
คือมันจะไม่ให้มีอารมณ์เหล่านี้มากขึ้น ใช่มั้ย ...แต่คำว่าปัญญานี่
คือต้องการให้เห็นสภาพที่แท้จริงของมัน ...โดยที่ไม่เข้าไปข้องแวะแตะต้อง
แล้วให้มันแสดงสภาพนั้น...โดยที่ไม่มีเราเข้าไปเจตนาใดเจตนาหนึ่ง หรือเข้าไปแก้ไข ดัดแปลงพันธุกรรม ไปทำให้เปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติม ลดลง
เพราะอะไร ...เพราะต้องการสืบทราบสภาพที่แท้จริงของมัน ที่มันแสดงจริงๆ ในความเป็นตัวของมันจริงๆ
ว่า...สภาพที่มันจะแสดงความเป็นจริงคืออะไร
เพราะนั้นการที่ให้กลับมาระลึกรู้อยู่กับตัวไว้
โดยที่ไม่เข้าไปให้ค่าให้ความสำคัญกับมันนี่ ...ตรงนี้เป็นเบื้องต้น
เพราะนั้นเมื่อเป็นเบื้องต้น ปุ๊บ มันอยู่กับตัว รู้อยู่กับยืน แล้วในการยืนนั้นมีความโกรธอยู่ใช่มั้ย ...ก็เห็นอยู่ว่ามันมีความโกรธอยู่นั่นแหละ แต่อย่าไปยุ่ง ...ยุ่งกับยืนไว้
ยุ่งกับนั่งไว้ เอาแค่นี้
โกรธจะมากขึ้น โกรธจะน้อยลง หรือมันจะมี ...ชั่งหัวโกรธ ชั้นกำลังยืน..รู้ว่ากำลังยืนอยู่
ยืนโกรธโว้ย กำลังยืนโกรธโว้ย ดูการยืนไว้ ...เขาเรียกว่าเบนความสนใจมาตรงนี้
ตรงที่ยืน ตรงที่กาย
โยม – ถ้าไปดูทีวีแทน
อย่างนี้ไม่ได้ใช่ไหมคะ
พระอาจารย์ – ไม่ต้องอ่ะ
คืออย่าเอาตัวนอกมาเป็นตัวช่วย ...ต้องเอาตัวขันธ์ ต้องเอาตัวกายเป็นตัวหลัก
เข้าใจคำว่าหลักมั้ย มายึดหลักนี่ไว้ ...ส่วนอารมณ์...จะดี จะร้าย จะบ้า จะบอ จะเป็นอีบ้า
อีเพิ้ง อีเลวร้าย อีนังมารร้ายมันแสดง ...อย่าไปยุ่ง
โยม – คือชั้นยืนอยู่นะ
พระอาจารย์ – ยืนอยู่ ...ก็ดูอาการนี้จริง อันนี้มีอยู่จริง ใช่มั้ย ...มันแสดงอาการตึง อาการแน่น อาการเหยียด
อาการยื่น อาการเป็นก้อน...จริง ...อยู่ตรงนี้ก่อน
แล้วค่อยๆ ชำเลืองดู นะ
ไม่ต้องคิดว่ามันหายหรือไม่หาย ชำเลือง คอยสังเกตดู ...แล้วเขาจะแสดงความเป็นจริงให้เห็นตามลำดับเอง ว่ามันคืออะไร
คราวนี้อยู่ที่ว่า
จะตั้งมั่นกับตัวนี้ได้จริงมั้ย …แต่เมื่อใดที่หลงเข้าไปในความโกรธ
มันจะไม่มีตัวนี้เลย เข้าใจมั้ย
โยม – หนูจะเป็นคนที่ไม่ค่อยโกรธ
แต่เป็นคนที่ไม่สนใจมากกว่า
พระอาจารย์ – ถึงว่าไม่สนใจก็ตาม มันก็ไม่มีตัวนี้อยู่ ...คือว่ามันไม่มีจิตที่รู้ที่เห็น ที่ตั้งมั่นอยู่
เพื่อจะสำเหนียกกับความเป็นไปของอาการ
(ต่อแทร็ก
11/23)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น